รีวิว CMF Buds Neo หูฟัง ANC เบสสนุก ราคา 1,099 บาท

หูฟังไร้สายราคาพันต้น ๆ เป็นกลุ่มที่มีตัวเลือกให้เลือกเยอะ แต่หลังจากได้ลองใช้ CMF Buds Neo ผมรู้สึกว่ารุ่นนี้โดดเด่นจากหลายรุ่นในช่วงราคาเดียวกัน ทั้งเสียงที่ฟังสนุก น้ำหนักเบาใส่ต่อเนื่องแล้วไม่เมื่อยหู และ ANC ที่ทำได้ดีเมื่อเทียบกับค่าตัว

ราคาเปิดตัว 1,099 บาท ได้หูฟังแบบ In-Ear ที่ปรับเสียงผ่านแอป Nothing X เชื่อมต่อสองอุปกรณ์ได้ และมีแบตเตอรี่สำหรับใช้งานได้นาน ส่วนที่ต้องชั่งใจมีทั้งเสียงเบสเมื่อเปิดดัง คุณภาพไมค์ในที่เสียงรบกวนมาก และฟีเจอร์บางอย่างที่ตัดออกไป เรามาดูกันว่าจากที่ลองใช้ CMF Buds Neo ทำได้ดีตรงไหน และเหมาะกับการใช้งานแบบใดบ้าง

กล่อง CMF Buds Neo ด้านหน้าพร้อมภาพเคสชาร์จสีดำ
ด้านข้างกล่อง CMF Buds Neo แสดงข้อมูล ANC ไดรเวอร์ และแบตเตอรี่

สเปก CMF Buds Neo

รายการรายละเอียด
รูปแบบหูฟังIn-Ear ไร้สาย แบบมีก้าน
ไดรเวอร์ไดนามิกขนาด 12.4 มม.
น้ำหนักตัวหูฟังข้างละ 4.5 กรัม
การตัดเสียงรบกวนAdaptive ANC สูงสุด 35 dB พร้อม Transparency
การเชื่อมต่อBluetooth 6.0, Dual Device Connection, Google Fast Pair และ Microsoft Swift Pair
แอปพลิเคชันNothing X รองรับ iOS และ Android
การปรับเสียงBass Enhancement, EQ สำเร็จรูป และ Custom EQ
CodecSBC และ AAC
การป้องกันฝุ่นและน้ำIP54 เฉพาะตัวหูฟัง
แบตเตอรี่ตัวหูฟังสูงสุด 11 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC / ประมาณ 8 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC
แบตเตอรี่รวมเคสสูงสุด 52 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC / 30 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC
ชาร์จไวชาร์จ 10 นาที ใช้งานได้สูงสุด 5.5 ชั่วโมง
ราคาเปิดตัว1,099 บาท

*ตัวเลขระยะเวลาแบตเตอรี่และการชาร์จในตารางเป็นสเปกอ้างอิง ส่วนประสบการณ์ใช้งานจริงจะเล่าในหัวข้อแบตเตอรี่ด้านล่าง

ดีไซน์และความสบายเมื่อใส่ต่อเนื่อง

CMF Buds Neo พร้อมเคสชาร์จสีขาว สีน้ำเงิน และสีดำ

CMF Buds Neo ใช้ดีไซน์ทูโทนที่ทำให้เคสและตัวหูฟังดูมีเอกลักษณ์ ส่วนเครื่องที่เราได้มาทดสอบเป็นสีดำ ให้ความรู้สึกเรียบ เท่ และเข้มกว่าสีที่ตัดกันเด่น ๆ

เคสยังคงหน้าตาคุ้นเคยจากรุ่นก่อน มีวงกลมขนาดใหญ่ตรงมุมที่หมุนเล่นได้ แต่ไม่ได้มีฟังก์ชันสำหรับปรับเสียงหรือควบคุมหูฟัง ตรงนี้มีช่องสำหรับคล้องสายให้ด้วย ใครที่ชอบติดสายคล้องกับเคสก็ใช้งานได้

เคส CMF Buds Neo สีดำพร้อมวงกลมหมุนได้ที่มุมฝา
วงกลมสีดำที่หัวมุม ดีไซน์ให้หมุนได้ แต่หมุนแล้วไม่มีอะไรนะ
ช่องร้อยสายคล้องบริเวณมุมเคส CMF Buds Neo
มีช่องสำหรับร้อยสายคล้องได้ด้วย
พอร์ต USB-C ด้านหลังเคสชาร์จ CMF Buds Neo
ด้านหลังจะมีพอร์ต USB-C สำหรับเสียบชาร์จไฟ
ไฟแสดงสถานะด้านหน้าเคส CMF Buds Neo
มีไฟแสดงสถานะเล็กๆ อยู่หน้าเคส

ส่วนตัวหูฟังเป็นแบบ In-Ear น้ำหนักข้างละ 4.5 กรัม จากที่ใส่ต่อเนื่อง ผมไม่รู้สึกว่ามีน้ำหนักถ่วงหรือทำให้หูเมื่อยล้า ความเบาเป็นส่วนที่ชอบมาก เพราะช่วยให้ใส่ฟังเพลงได้นานโดยไม่ต้องคอยถอดพักเพราะหนักหู

CMF Buds Neo สีดำวางคู่กับเคสชาร์จที่เปิดฝา
ด้านนอกหูฟัง CMF Buds Neo สีดำและก้านควบคุมแบบสัมผัส

ในกล่องมีจุกซิลิโคนให้เลือกสามขนาด S, M และ L แนะนำให้ลองเลือกขนาดที่พอดีกับหูของตัวเองก่อน เพราะความกระชับมีผลทั้งต่อเสียงเบสและการตัดเสียงรบกวน ไม่จำเป็นต้องใช้ขนาดที่ติดมากับหูฟังเสมอไป

จุกซิลิโคนสำรองของ CMF Buds Neo สำหรับเลือกขนาดให้พอดีหู
จุกซิลิโคนมีให้เลือก 3 ขนาด S M L โดยไซส์ M ติดมากับตัวหูฟัง
จุกซิลิโคนและด้านในตัวหูฟัง CMF Buds Neo

ตัวหูฟังผ่านมาตรฐาน IP54 ป้องกันฝุ่นและน้ำกระเซ็น สำหรับการใส่ออกกำลังกายที่มีเหงื่อได้ โดยมาตรฐานนี้ครอบคลุมตัวหูฟัง และไม่ได้รองรับการนำไปแช่น้ำหรือใส่ว่ายน้ำ

เบสฟังสนุก ปรับเพิ่มได้ใน Nothing X

หน้าตั้งค่าเสียงและการควบคุม CMF Buds Neo ในแอป Nothing X
แอป Nothing X สำหรับจัดการปรับแต่ง มีให้โหลดทั้ง iOS และ Android

รุ่นนี้ใช้ไดรเวอร์ไดนามิกขนาด 12.4 มม. แนวเสียงที่เด่นคือเบส ฟังแล้วสนุก เหมาะกับคนที่ชอบเพลงเน้นจังหวะ แต่ตอนเริ่มฟังครั้งแรก เบสอาจยังไม่ได้เด่นเท่าที่ต้องการ ผมแนะนำให้เข้าไปลองปรับใน Nothing X ก่อน จะเลือกเสียงให้เข้ากับความชอบได้มากขึ้น

หลังปรับเพิ่มเบส เสียงต่ำมีความชัดและฟังสนุกขึ้น โดยเสียงร้องยังได้ยินชัด ไม่ได้ถูกเบสกลบไป สำหรับการฟังเพลงทั่วไป ผมพอใจกับเสียงที่ได้เมื่อเทียบกับราคา 1,099 บาท

ข้อสังเกตคือเมื่อเปิดฟังในระดับเสียงดัง เบสมีอาการแตกอยู่บ้าง ใครที่ชอบเร่งเสียงมาก ๆ ควรให้ความสำคัญกับจุดนี้ด้วย เพราะเสียงที่ผมชอบตอนฟังในระดับปกติจะเริ่มมีข้อจำกัดเมื่อเพิ่มความดังขึ้น

ปรับเบสและ EQ ให้เข้ากับเพลงที่ฟัง

Nothing X เป็นแอปที่แนะนำให้ติดตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มใช้ มีทั้งบน iOS และ Android ใช้ปรับเสียง ตั้งค่าการควบคุม และจัดการการเชื่อมต่อหลายอุปกรณ์ ใครอยากดูหูฟังอีกรุ่นในเครือ Nothing ที่ใช้แอปเดียวกัน ลองอ่าน รีวิว Nothing Ear (3a) เพิ่มเติมได้

ฟีเจอร์ Bass Enhancement เลือกได้สามระดับ คือปิด, 50% และ 100% ใครอยากเพิ่มเบสก็ลองไล่ระดับให้เข้ากับเพลงและความชอบของตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องเปิดสูงสุดตลอดเวลา

เมนู Equaliser ใน Nothing X พร้อม EQ สำเร็จรูปและ Custom

ส่วน EQ มีทั้งแบบสำเร็จรูปให้เลือก 6 แบบ และแบบ Custom สำหรับปรับเสียงเอง การมีตัวเลือกเหล่านี้ทำให้เราปรับแนวเสียงได้ตามชอบ โดยเฉพาะคนที่ลองฟังตอนแรกแล้วรู้สึกว่าอยากเพิ่มเบสอีกหน่อย

Spatial Audio เป็นลูกเล่นเสริม

หน้าคำอธิบาย Spatial Audio ของ CMF Buds Neo ใน Nothing X

CMF Buds Neo มี Spatial Audio สำหรับจำลองเสียงให้มีมิติโอบล้อม แต่ส่วนตัวผมลองแล้วไม่ได้รู้สึกประทับใจมากนัก มิติที่เพิ่มขึ้นมายังไม่โดดเด่นชัดจนรู้สึกว่าอยากเปิดใช้เป็นประจำ

สำหรับผมจึงมองว่าเป็นลูกเล่นเสริมมากกว่าเหตุผลหลักในการเลือกซื้อรุ่นนี้ เสียงปกติที่ปรับเบสและ EQ ให้ถูกใจเป็นส่วนที่ชอบมากกว่า

ANC ลดเสียงต่ำได้ดี ส่วนไมค์มีข้อจำกัดในที่เสียงดัง

Nothing X แสดงแบตเตอรี่หูฟังและเคส CMF Buds Neo พร้อมเมนูตัดเสียงรบกวน

CMF ระบุว่า Adaptive ANC ของรุ่นนี้ลดเสียงรบกวนได้สูงสุด 35 dB จากที่ลองใช้ ผมรู้สึกว่าทำได้ดีสำหรับหูฟังราคาพันนิด ๆ โดยเฉพาะเสียงย่านต่ำที่ดังต่อเนื่อง เช่น เสียงแอร์ พัดลม หรือเสียงเครื่องจักรระหว่างการเดินทาง

ถ้ามองหาหูฟังไว้ฟังเพลงระหว่างวันและอยากลดเสียงพื้นหลังกลุ่มนี้ ANC ของ CMF Buds Neo อยู่ในระดับที่ผมพอใจเมื่อเทียบกับราคา

เมื่ออยากรับเสียงภายนอกก็มีโหมด Transparency ให้ใช้ เสียงที่เข้ามามีความเป็นธรรมชาติ และจากที่ลองไม่ได้รู้สึกว่าเสียงภายนอกที่รับเข้ามารบกวนการฟัง

เมนู Noise Cancellation ของ CMF Buds Neo เลือก Low Mid High และ Adaptive
การปรับ noise Cancellation เลือกปรับเองได้ 3 ระดับ และมีแบบ Adaptive ให้เลือกด้วย

คุยชัดในบ้านและออฟฟิศ แต่เสียงรบกวนมากทำให้ฟังยาก

คุณภาพไมค์สนทนาของรุ่นนี้ขึ้นกับสถานที่ที่ใช้พอสมควร ในบ้านหรือออฟฟิศที่เสียงรอบข้างไม่ดัง เสียงพูดชัดเจนและคุยกับคู่สายได้ตามปกติ

แต่เมื่อใช้ริมถนนหรือบนรถไฟฟ้าที่มีเสียงดังมาก เสียงพูดเริ่มฟังยากสำหรับคู่สาย ใครที่ต้องโทรคุยงานระหว่างเดินทางในที่จอแจบ่อย ๆ ควรชั่งน้ำหนักเรื่องนี้ แม้ ANC จะช่วยลดเสียงที่เราได้ยิน แต่ไม่ได้แปลว่าเสียงที่ส่งไปให้ปลายสายจะชัดได้เท่ากันทุกสถานการณ์

เชื่อมต่อสองอุปกรณ์และตั้งค่าควบคุมผ่าน Nothing X

แอป Nothing X ค้นพบ CMF Buds Neo เพื่อเริ่มเชื่อมต่อหูฟัง

วิธีเข้า Pairing Mode ที่ผมใช้คือสวมหูฟังทั้งสองข้าง จากนั้นใช้นิ้วแตะค้างที่หูฟังทั้งสองข้างพร้อมกันประมาณ 3–5 วินาที แล้วจึงเลือกจับคู่จากอุปกรณ์ที่ต้องการ ส่วนการควบคุมระหว่างใช้งานเป็นการแตะสัมผัสที่ตัวหูฟัง และเข้าไปตั้งค่าการควบคุมผ่าน Nothing X ได้

เมนู Dual Connection ของ CMF Buds Neo แสดงการเชื่อมต่อสองอุปกรณ์

ด้านการเชื่อมต่อรองรับ Bluetooth 6.0 และ Dual Device Connection สำหรับเชื่อมต่อสองอุปกรณ์พร้อมกัน พร้อมการสลับการเชื่อมต่ออัตโนมัติ เป็นฟีเจอร์สำหรับคนที่ใช้ทั้งมือถือและคอมพิวเตอร์ระหว่างวัน รวมถึงรองรับ Google Fast Pair และ Microsoft Swift Pair เพื่อช่วยในการจับคู่กับอุปกรณ์ที่รองรับ

ฟีเจอร์ที่ไม่มีคือเซนเซอร์ตรวจจับการสวมใส่ เวลาถอดหูฟังออก เพลงจะยังเล่นต่อ ไม่หยุดให้อัตโนมัติ ถ้าถอดเพื่อพักฟังหรือคุยกับคนอื่นก็ต้องสั่งหยุดเพลงเอง เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ควรรู้ก่อนซื้อ โดยเฉพาะคนที่เคยใช้หูฟังที่หยุดเพลงให้ทันทีเมื่อถอด

แบตเตอรี่สูงสุด 11 ชั่วโมง และชาร์จไวผ่าน USB-C

CMF ระบุระยะเวลาฟังเพลงของตัวหูฟังไว้สูงสุด 11 ชั่วโมงต่อการชาร์จเมื่อปิด ANC และประมาณ 8 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC เมื่อนับรวมพลังงานจากเคสจะอยู่ที่สูงสุด 52 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC หรือ 30 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC

เวลารวมเคสหมายถึงการนำหูฟังกลับไปเติมแบตในเคสระหว่างการใช้งาน ส่วนเวลาฟังต่อเนื่องของตัวหูฟังต่อหนึ่งครั้งคือ 11 หรือประมาณ 8 ชั่วโมงตามการเปิดใช้ ANC

จากที่ผมใช้งาน ระยะเวลาอยู่ในระดับใกล้เคียงสเปก แต่น้อยกว่าเล็กน้อย ขึ้นกับการเลือกเปิด ANC ระหว่างวัน ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกว่าแบตเตอรี่ใช้งานได้นาน และไม่ต้องคอยชาร์จบ่อย

นอกจากนี้มีชาร์จไวที่ CMF ระบุว่าชาร์จ 10 นาทีใช้งานได้สูงสุด 5.5 ชั่วโมง ส่วนในกล่องไม่มีสายชาร์จแถมมาให้ ต้องใช้สายที่มีอยู่หรือเตรียมเพิ่มเอง

สรุปรีวิว CMF Buds Neo ราคา 1,099 บาท เหมาะกับใคร?

การสวมใส่ CMF Buds Neo สีดำและแตะควบคุมที่ก้านหูฟัง

หลังลองใช้ CMF Buds Neo ผมมองว่าเป็นหูฟังที่น่าสนใจสำหรับคนอยากได้หูฟังไร้สายมี ANC ในงบสบายกระเป๋า ราคาเปิดตัว 1,099 บาท ได้เสียงเบสที่ฟังสนุก ปรับเพิ่มได้ผ่าน Nothing X ตัวหูฟังเบา ใส่ต่อเนื่องไม่เมื่อย และมีแบตเตอรี่ที่ไม่ต้องชาร์จบ่อย

ANC เป็นส่วนที่ทำได้ดีตามราคา โดยเฉพาะการลดเสียงต่ำต่อเนื่องระหว่างวัน ส่วนการคุยโทรศัพท์ก็ใช้งานได้ดีในบ้านหรือออฟฟิศที่เสียงไม่ดังมาก

สิ่งที่ต้องยอมรับคือเบสมีอาการแตกบ้างเมื่อเปิดเสียงดัง ไมค์มีข้อจำกัดในสถานที่เสียงรบกวนมาก และไม่มีระบบหยุดเพลงอัตโนมัติเมื่อถอดหูฟัง ส่วน Spatial Audio ผมมองเป็นลูกเล่นมากกว่าจุดขายที่ทำให้ตัดสินใจซื้อ

ถ้าความต้องการหลักคือฟังเพลงสนุก ใส่สบาย มี ANC สำหรับใช้ระหว่างวัน และไม่อยากจ่ายสูง รุ่นนี้มีสิ่งที่ผมต้องการจากหูฟังกลุ่มราคาพันต้น ๆ อยู่ครบพอสมควร แต่คนที่ใช้โทรคุยงานในที่จอแจเป็นประจำควรให้ความสำคัญกับข้อจำกัดของไมค์ก่อนตัดสินใจ

ติดตามข่าวสาร อัปเดตเทคโนโลยี รีวิวของใหม่ก่อนใคร ได้ทาง www.techoffside.com และ ช่องทางโซเชียล Facebook, Instagram, YouTube และ TikTok

รีวิว CMF Buds Neo หูฟังเบสสนุก ใส่สบาย พร้อม ANC ที่ทำได้ดีในงบพันต้น ๆ

ดีไซน์

80

ประสิทธิภาพ

75

ฟีเจอร์

75

ความคุ้มค่า

85

จุดเด่น

เสียงเบสฟังสนุก ปรับเพิ่มได้ และยังได้ยินเสียงร้องชัด

น้ำหนักเบา ใส่ต่อเนื่องแล้วไม่รู้สึกเมื่อยหู

ANC ลดเสียงต่ำต่อเนื่องได้ดีตามราคา และ Transparency ให้เสียงเป็นธรรมชาติ

ปรับเสียงและการควบคุมผ่าน Nothing X ได้ทั้งบน iOS และ Android

รองรับการเชื่อมต่อสองอุปกรณ์

แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน ไม่ต้องชาร์จบ่อย

ข้อสังเกต

เบสมีอาการแตกบ้างเมื่อเปิดเสียงดัง

ไมค์สนทนาฟังยากขึ้นในสถานที่เสียงรบกวนมาก

ไม่มีเซนเซอร์ตรวจจับการสวมใส่ ถอดหูฟังแล้วเพลงยังเล่นต่อ

ไม่มี codec เสียงระดับ Hi-Res

ไม่มีสายชาร์จแถมในกล่อง

79