COO ‘Uber’ ฟันธง อีก 20 ปีคนอาจไม่ต้องมี 'รถส่วนตัว' ไม่ต้องมีใบขับขี่ เพราะหันไปใช้บริการ ‘รถอัตโนมัติ' แทน

ถ้าบอกว่าในอีก 15–20 ปีข้างหน้า คนอาจไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์ส่วนตัวอีกต่อไป และแม้แต่ “ใบขับขี่” ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องมี หลายคนอาจจะคิดว่า “เป็นไปไม่ได้” 

แต่นี่ไม่ใช่แค่คำทำนายลอย ๆ เพราะคนที่ทำนายคือ ผู้บริหาร Uber ซึ่งกำลังพูดถึงโลกที่รถไร้คนขับจะเข้ามาแทนที่การเดินทางแบบเดิม และล่าสุด บริษัทก็เพิ่งประกาศปลดพนักงานประมาณ 3,300 คนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด พร้อมปรับองค์กรเพื่อเตรียมรับอนาคตของ Autonomous Vehicle อย่างจริงจัง

จากใบขับขี่สู่ Robotaxi จุดเปลี่ยนของ “อเมริกันดรีม”

แอนดรูว์ แมคโดนัลด์ (Andrew Macdonald) ประธานและ COO ของ Uber มองว่า ในอนาคตอันใกล้ “การมีรถเป็นของตัวเอง” อาจหมดความหมายลง

ในการพูดคุยในรายการ 20VC เขามองไปไกลถึงอีก 15–20 ปีข้างหน้า ว่าคนจำนวนมากอาจไม่ซื้อรถ ไม่จำเป็นต้องมีใบขับขี่ และสามารถเดินทางได้ด้วยระบบขนส่งหลากหลายรูปแบบ ทั้งจักรยาน สกู๊ตเตอร์ ระบบขนส่งสาธารณะ และรถยนต์ไร้คนขับ

เหตุผลของเขาไม่ได้มีแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่อง “เศรษฐศาสตร์” ของรถยนต์ด้วย

แมคโดนัลด์มองว่า รถยนต์ส่วนบุคคลเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่ไม่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะรถส่วนใหญ่ถูกจอดทิ้งไว้ถึงประมาณ 98% ของวัน ขณะที่เจ้าของยังต้องแบกรับค่าเสื่อมราคา ค่าประกัน ค่าบำรุงรักษา และค่าใช้จ่ายอื่นๆ แม้แทบไม่ได้ใช้งานก็ตาม

เมื่อเทียบกับระบบที่มีรถไร้คนขับวิ่งรับส่งผู้โดยสารตลอดวัน รถหนึ่งคันสามารถสร้างประโยชน์จากการใช้งานได้มากกว่า ขณะที่ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์ราคาแพงอีกต่อไป

นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “รถขับเองได้หรือไม่”

แต่คือการเปลี่ยนคำถามจาก “ฉันจะซื้อรถคันไหนดี?” ไปเป็น “ฉันจะเดินทางอย่างไรโดยไม่ต้องมีรถ?”

และหากโมเดลนี้เกิดขึ้นจริง มันจะกระทบทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ประกันภัย น้ำมัน ที่จอดรถ ซ่อมบำรุง ไปจนถึงพฤติกรรมของคนทั้งเมือง

Uber ไม่ได้อยากเป็นเจ้าของรถไร้คนขับ แต่อยากเป็น “แพลตฟอร์ม” ที่รถเหล่านั้นต้องเข้ามาวิ่ง

สิ่งที่น่าสนใจคือ Uber ไม่ได้เลือกเส้นทางพัฒนารถไร้คนขับของตัวเองทั้งหมด

หลังจากเคยพัฒนาเทคโนโลยี Autonomous Vehicle ผ่าน Uber ATG บริษัทขายธุรกิจดังกล่าวให้ Aurora ไปตั้งแต่ปี 2020 ก่อนเปลี่ยนยุทธศาสตร์มาเป็นการสร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อผู้โดยสารเข้ากับพันธมิตรด้านรถไร้คนขับแทน

วันนี้ Uber จึงทำงานร่วมกับบริษัท Autonomous Vehicle หลายราย เช่น Waymo และ Waabi เพื่อให้รถไร้คนขับเข้ามาให้บริการบนแพลตฟอร์ม

กลยุทธ์นี้มีเหตุผลสำคัญ เพราะหากโลกอนาคตไม่ได้มี “รถ Uber” แต่เป็นรถจากผู้ผลิตและบริษัทเทคโนโลยีหลายราย Uber ก็ยังสามารถเป็นระบบกลางที่เชื่อมรถเหล่านั้นกับผู้โดยสารได้

ดังนั้น Uber ไม่จำเป็นต้องสร้างรถทุกคัน ขอเพียงเป็นแพลตฟอร์มที่คนใช้เรียกรถเหล่านั้น และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมการแข่งขันของ Uber ในยุคต่อไปจึงไม่ได้อยู่แค่กับ Lyft หรือแพลตฟอร์มเรียกรถรายอื่น แต่ต้องจับตาบริษัทอย่าง Waymo และ Tesla ที่กำลังพยายามสร้างระบบขนส่งไร้คนขับขึ้นมาเช่นกัน

ภาพของ Robotaxi จึงไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด โดย Waymo ระบุว่า ณ เดือนมีนาคม 2026 บริษัทให้บริการแบบชำระเงินแล้วประมาณ 500,000 เที่ยวต่อสัปดาห์ใน 10 เมืองของสหรัฐฯ

Dara Khosrowshahi ก็เห็นภาพเดียวกัน: อีก 20 ปี รถ Uber ส่วนใหญ่อาจไม่มีคนขับ

ไม่ใช่แค่ แมคโดนัลด์ แต่ ดารา คอสโรว์ชาฮี (Dara Khosrowshahi) CEO ของ Uber เคยให้มุมมองในทิศทางเดียวกันว่า ในอีก 15–20 ปีข้างหน้า เที่ยววิ่งส่วนใหญ่บนแพลตฟอร์ม Uber อาจถูกให้บริการโดย “หุ่นยนต์” หรือยานยนต์ไร้คนขับ

เขายอมรับว่าการเปลี่ยนผ่านจะไม่เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่ปี เพราะยังมีทั้งเรื่องเทคโนโลยี กฎระเบียบ ความปลอดภัย และโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องพัฒน แต่ถ้ามองระยะยาว เขาเชื่อว่าจุดเปลี่ยนดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นจริง

และเมื่อเอาคำพูดของ CEO กับ COO มาวางคู่กัน ภาพอนาคตของ Uber จึงชัดขึ้นมาก COO บอกว่า คนอาจไม่จำเป็นต้องมีรถ ขณะที่ CEO บอกว่า รถส่วนใหญ่บนแพลตฟอร์มอาจไม่จำเป็นต้องมีคนขับ คำถามจึงเหลือเพียงว่า โลกนั้นจะมาถึงเมื่อไร

Uber เริ่ม “ลงมือ” แล้ว ด้วยการปลด 3,300 คน

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจกว่าการเป็นเพียงวิสัยทัศน์ คือ Uber เพิ่งประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในเดือนกันยายน 2026

บริษัทประกาศลดพนักงานประมาณ 3,300 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นการลดจำนวนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 และคิดเป็นประมาณ 10% ของพนักงานในส่วนองค์กรของบริษัท

แต่การปลดพนักงานรอบนี้ไม่ได้หมายความว่า Uber กำลังเจอวิกฤตหรือธุรกิจหลักกำลังพัง ตรงกันข้าม บริษัทให้เหตุผลว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้โครงสร้างองค์กรซับซ้อนเกินไป มีชั้นบริหารมากเกินไป และมีทีมขนาดเล็กที่แยกย่อยมากเกินความจำเป็น

Uber จึงเลือก “รื้อองค์กร” ให้เล็ก กระชับ และตัดสินใจเร็วขึ้น

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการลดจำนวนผู้จัดการลงประมาณ 20% และลดจำนวนทีมขนาดเล็กหรือ Micro-teams ลงอย่างมาก ที่สำคัญคือ เงินทุนและทรัพยากรที่ได้จากการปรับโครงสร้างจะช่วยให้บริษัทสามารถโฟกัสกับธุรกิจที่มองว่าเป็นอนาคตมากขึ้น โดยเฉพาะ Autonomous Vehicles และ Robotaxi

Uber ระบุแผนลงทุนมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายธุรกิจและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไร้คนขับ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจาก Waymo และ Tesla

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ข่าว “ปลดพนักงาน 3,300 คน” อาจต้องอ่านให้ลึกกว่าตัวเลข เพราะสิ่งที่ Uber กำลังทำอาจไม่ใช่แค่การลดต้นทุน แต่คือการ ย้ายทรัพยากรจาก Uber ในยุคปัจจุบัน ไปสู่ Uber ในยุค Autonomous

เมื่อคนขับอาจกลายเป็น “เทคโนโลยีเก่า”

การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้หมายความว่า คนขับ Uber หลายล้านคนทั่วโลกจะตกงานในทันที

Uber เองยังมองว่าจำนวนคนขับและผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์มจะยังเติบโตต่อไปในช่วงหลายปีข้างหน้า และการเปลี่ยนไปสู่ Autonomous Vehicle จะเป็นกระบวนการระยะยาว

แต่ทิศทางนั้นกำลังชัดขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้ Uber อาจเป็นแพลตฟอร์มที่จับคู่ “ผู้โดยสาร + คนขับ” แต่ในอนาคตมันอาจกลายเป็น “ผู้โดยสาร + รถไร้คนขับ”

โดยบทบาทของมนุษย์จะค่อยๆ เปลี่ยนจากคนที่ควบคุมพวงมาลัย ไปเป็นผู้ดูแลระบบ ฝึกโมเดล AI ดูแลรถ และจัดการโครงสร้างพื้นฐานแทน และเมื่อรถไม่ต้องมีคนขับ รถหนึ่งคันก็สามารถทำงานได้หลายชั่วโมงต่อวันมากกว่ารถส่วนบุคคลอย่างมหาศาล

นี่คือเหตุผลที่ Robotaxi ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ของวงการเรียกรถ แต่มันมีศักยภาพจะเปลี่ยน “เศรษฐศาสตร์ของการเดินทาง” ทั้งระบบ

TopTen

ผู้เขียน

TopTen

Journalist by day, Full-time Dad by night มีลูกเป็นเจ้านาย มีลิเวอร์พูลเป็นที่พึ่งทางใจ และมีของเล่นเต็มบ้าน