นิวเจนไม่ทนงาน เน้นหาเงิน เมินเติบโตในองค์กรCRC ปั้น “คนให้ทันโลก” รับ 2 หมื่นตำแหน่ง /ปี

                     <ol>
  • หน้าหลัก 
  • เศรษฐกิจ-ธุรกิจ 
  • ข่าวธุรกิจการตลาด 
  • นิวเจนไม่ทนงาน เน้นหาเงิน เมินเติบโตในองค์กรCRC ปั้น “คนให้ทันโลก” รับ 2 หมื่นตำแหน่ง /ปี

    เผยแพร่: 8 ต.ค. 2569 18:31   ปรับปรุง: 8 ต.ค. 2569 18:31   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



    ผู้จัดการรายวัน - ท่ามกลางโจทย์ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนเร็ว โดยเฉพาะงานบริการ พบแรงงานกลุ่มนี้หายากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนิวเจนที่ทำงานได้ไม่นาน ชอบเป็นนายตัวเอง เน้นหาเงิน และเมินการเติบโตในองค์กร CRC จึงเร่งวางยุทธศาสตร์ “สร้างคนให้ทันโลก” รองรับการขยายธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง เพื่อรับมือแรงงานยุคใหม่ที่มีทางเลือกมากขึ้น โดยในแต่ละปีต้องการแรงงานประมาณ 20,000 ตำแหน่ง พร้อมเฟ้นหาและพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะตรงกับงานจริง โดยเฉพาะ Service Mind ความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว และความพร้อมรับความท้าทาย

    นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม้ลักษณะงานในองค์กรจะมีความหลากหลาย ตั้งแต่พนักงานบริการ แคชเชียร์ เภสัชกร ผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ ไปจนถึงช่างเทคนิค แต่ DNA สำคัญที่ต้องการยังคงเป็น Service Mind, Willingness to Learn & Adaptability และ Resilience & Passion เพราะธุรกิจค้าปลีกมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี นวัตกรรม และพฤติกรรมผู้บริโภค ขณะเดียวกัน หากผู้สมัครยังมีทักษะไม่ครบ องค์กรมีระบบอบรมและพัฒนาเพื่อเติมเต็มศักยภาพให้พร้อมทำงานจริง

    รับมือ New Gen–อาชีพอิสระ แรงงานมีทางเลือกมากขึ้น

    นางสาวสลิลลา กล่าวว่า โจทย์การสรรหาคนในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันเพื่อดึงคนเข้าสู่เส้นทางอาชีพระยะยาว โดยเฉพาะแรงงานรุ่นใหม่ที่มีทางเลือกในการสร้างรายได้มากขึ้น ทั้ง YouTuber, Influencer, ฟรีแลนซ์ และไรเดอร์ ทำให้การทำงานกับองค์กรขนาดใหญ่ไม่ได้เป็นทางเลือกเดียวเหมือนในอดีต CRC จึงต้องกระจายช่องทางการเข้าถึงบุคลากร ทั้งการรับนักศึกษาผ่านระบบทวิภาคี การเปิดรับผู้มีประสบการณ์จากธุรกิจค้าปลีกอื่น รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุและผู้พิการเข้ามาทำงาน พร้อมวางระบบพัฒนาทักษะและ Career Path เพื่อให้คนเห็นโอกาสเติบโตในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม

    แม้งานค้าปลีกหน้าร้านเป็นงานที่ต้องใช้พลังและมีความกดดันสูง แต่สามารถควบคุมอัตราการลาออกได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม โดยกลุ่มพนักงานหน้าร้านมี Turnover ราว 30% เทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมประมาณ 40–50% ส่วนพนักงานสำนักงานใหญ่มีอัตราลาออกอยู่ที่ประมาณ 10% กว่า เทียบกับอุตสาหกรรมที่อยู่ราว 20–25% ขณะที่กลุ่ม Talent มีอัตราลาออกอยู่ในระดับเลขตัวเดียว


    AI เป็นเครื่องมือ แต่ “คน” ยังเป็นหัวใจค้าปลีก

    อีกโจทย์ใหญ่ของตลาดแรงงานคือการเข้ามาของ AI และ Automation แม้เทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกและบริการที่ยังต้องอาศัย Human Touch ในการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า

    นางสาวสลิลลา กล่าวว่า แนวทางขององค์กรจึงมุ่งให้พนักงาน “เก่งกว่า AI และใช้ AI ให้เป็น” มากกว่าการมอง AI เป็นคู่แข่ง โดยพัฒนาทักษะให้บุคลากรสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้กับงานจริง ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

    ปัจจุบัน CRC มีพนักงานในประเทศไทยมากกว่า 50,000 คน และในเวียดนามอีกประมาณ 15,000 คน ทำให้การพัฒนาทักษะต้องครอบคลุมบุคลากรหลายระดับ บริษัทจึงเดินหน้า Central Retail Academy เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ภายในองค์กร ครอบคลุมทั้ง Functional, Management และ Leadership Skills ล่าสุดยังเปิดตัว AI Academy เพื่อเตรียมองค์กรสู่ Future-Ready Organization โดยแบ่งการเรียนรู้ AI ออกเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่พื้นฐานสำหรับพนักงานทุกคน การนำ AI มาใช้ในงานประจำวัน การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ไปจนถึงระดับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมปรับหลักสูตรให้เหมาะกับลักษณะงานของแต่ละฝ่าย เช่น Merchandising, Marketing, Operations และ HR

    ปั้น Specialist แก้ Skill Gap ตั้งแต่ต้นน้ำ

    ขณะเดียวกัน CRC มองว่าโจทย์ของตลาดแรงงานไม่ได้อยู่ที่ “มีคนหรือไม่มีคน” เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ Skill Gap หรือช่องว่างระหว่างทักษะที่แรงงานมีอยู่กับทักษะที่ธุรกิจต้องการ จึงขยับการพัฒนาคนตั้งแต่ต้นน้ำ ผ่านการเชื่อมต่อกับระบบการศึกษาและการเรียนรู้จากการทำงานจริง

    หนึ่งในโครงการหลักคือ โครงการทุนทวิภาคีเซ็นทรัล ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องมากกว่า 16 ปี ใช้รูปแบบ Work-based Learning ให้นักศึกษาเรียนภาคทฤษฎีควบคู่กับการลงมือปฏิบัติจริง มี Mentor และผู้เชี่ยวชาญดูแล พร้อมเชื่อมโยงกับมาตรฐานฝีมือแรงงานและมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อสร้าง Career Path ที่ชัดเจน ตลอดโครงการมีผู้เข้าร่วมสะสมมากกว่า 11,000 คน ร่วมมือกับพันธมิตรด้านการศึกษากว่า 350 สถาบัน ใช้งบประมาณด้านการศึกษารวมกว่า 330 ล้านบาท โดยมีผู้ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำในกลุ่ม CRC แล้วกว่า 5,000 คน และเกือบ 2,000 คนเติบโตขึ้นสู่ระดับหัวหน้างาน

    ทั้งนี้ CRC ยังตั้งเป้าเพิ่มจำนวนการรับบุคลากรผ่านระบบทวิภาคี จากปัจจุบันประมาณ 1,500 คนต่อปี เป็น 6,000 คนต่อปี เพื่อเพิ่มกำลังคนที่ผ่านการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติงานจริงเข้าสู่ระบบค้าปลีก-ค้าส่ง โดยรูปแบบการเรียนรู้ถูกออกแบบตามความต้องการของแต่ละธุรกิจ เช่น ห้างเซ็นทรัลเน้นระบบงาน การบริการ และการจัดการสต็อก ท็อปส์เน้นอาหารสด เบเกอรี่ และการบริหารร้าน ไทวัสดุเน้นคลังสินค้า โลจิสติกส์ และซัพพลายเชน ขณะที่ออโต้วันพัฒนาทักษะช่างซ่อมบำรุงเพื่อรองรับธุรกิจยานยนต์และบริการหลังการขาย


    ดึงมหาวิทยาลัยร่วมออกแบบหลักสูตร ป้อนคนตรงงาน

    นอกจากระบบทวิภาคี CRC ยังขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันอาชีวศึกษาผ่าน University Partnership โดยนำโจทย์จากภาคธุรกิจเข้ามาร่วมออกแบบการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริงหลังจบการศึกษา ตัวอย่างเช่น ท็อปส์ แคร์ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ 5 แห่งเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ด้านวิชาชีพเภสัชกรรมและเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าฝึกงานในสาขา ขณะที่ GO Wholesale ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้พัฒนาทักษะด้านวัตถุดิบอาหาร ตั้งแต่ความรู้เกี่ยวกับปลา การใช้มีด การแล่และตัดแต่ง ไปจนถึงการนำทักษะไปใช้ในธุรกิจค้าส่งจริง

    ส่วนวีฟิกซ์ร่วมกับโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร พัฒนาหลักสูตรช่างระยะสั้นด้านงานติดตั้งและระบบปรับอากาศ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าสู่ตลาดงานได้หลังจบหลักสูตร ขณะที่ CRC เดินหน้า Upskill และ Reskill ผ่าน Central Retail Academy โดยเน้น Future Skills ทั้ง AI & Digital, Customer Centricity, Data-Driven Decision Making และ Leadership for Growth รวมถึงหลักสูตรเฉพาะทาง เช่น Fresh Food Academy ของ GO Wholesale ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ Business Mastery Program ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    CRC กำลังขยับจากการเป็นเพียงองค์กรที่ “รับคน” เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ ไปสู่การสร้างระบบที่เชื่อม การศึกษา–การฝึกงาน–การจ้างงาน–การพัฒนาทักษะ–Career Path เข้าด้วยกัน โดยมี AI เป็นเครื่องมือใหม่ในการเพิ่มศักยภาพ ขณะที่ทักษะมนุษย์ยังเป็นหัวใจของธุรกิจบริการ เป้าหมายสุดท้ายคือการสร้าง Future-Ready Workforce ที่มีทั้ง “ทักษะ โอกาส และทางเลือก” และสามารถเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่โลกการทำงานยุคใหม่.