เทียบประโยชน์-ความท้าทาย Data Center ต่างประเทศ
การเติบโตของระบบคลาวด์และ AI ทั่วโลก กำลังขับเคลื่อนความต้องการพลังงานและน้ำระบายความร้อนใน Data Center ให้สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยคาดว่าการใช้ไฟจะโตเท่าตัวภายในปี 2030 สร้างความตึงเครียดต่อกริดไฟฟ้า แหล่งน้ำสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานในหลายมหาอำนาจเทคโนโลยี
สหรัฐอเมริกา เป็นตลาด Data Center ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กินส่วนแบ่งการใช้ไฟ Data Center โลกถึง 45% โดยคาดว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะพุ่งแตะ 9.5%-15.3% ของทั้งประเทศภายในปี 2030 ทว่าความท้าทายใหญ่คือกว่า 2 ใน 3 ของศูนย์แห่งใหม่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภัยแล้งรุนแรง บางแห่งใช้น้ำสูงถึง 5 ล้านแกลลอน/วัน จนเกิดกรณีพิพาทแย่งชิงน้ำกับเกษตรกรและชุมชนในรัฐแห้งแล้งอย่างหนัก
Data Center ยุคใหม่ในสหราชอาณาจักร มีความต้องการไฟฟ้าสูงมาก โดยมีคำขอรอเชื่อมกริดสะสมสูงถึง 50 GW ซึ่งเกินความต้องการใช้ไฟสูงสุดในฤดูหนาวของประเทศ อุปสรรคเรื่องคิวเชื่อมต่อที่นานถึง 7-10 ปี บีบให้ผู้พัฒนาหันไปสร้าง โรงไฟฟ้าก๊าซส่วนตัวในพื้นที่โครงการ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางความกังวลของชุมชนเรื่องมลพิษและการสูญเสียน้ำสะอาด
จีนโยกย้าย Data Center จากเมืองชายฝั่งหนาแน่นไปสู่ชนบทฝั่งตะวันตกตามยุทธศาสตร์ ‘Eastern Data Western Computing’ เพื่อใช้ข้อดีจากอากาศหนาวและแหล่งพลังงานสะอาด โดยตั้งเป้าจะต้องใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนถึง 80% ภายในปี 2030 แม้จะช่วยพัฒนาพื้นที่ แต่กลับตามมาด้วย ภาระหนี้สินสาธารณะของท้องถิ่นที่พุ่งสูงขึ้น และอัตราเติบโตของค่าจ้างคนท้องถิ่นที่โตช้าสวนทางกับ GDP
อินเดียเร่งขยายขีดความสามารถของ Data Center เพื่อขับเคลื่อน เศรษฐกิจดิจิทัล บริการคลาวด์ และ AI แต่ความท้าทายสำคัญคือ Data Center มากกว่าครึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ตึงเครียดด้านน้ำรุนแรง จนนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ของชุมชน อินเดียจึงพยายามเพิ่มขีดความสามารถด้าน AI ระดับโลก พร้อมอุด ‘ช่องโหว่’ ของการขาดนโยบายระดับชาติและกรอบควบคุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือกับการขยายตัวของ Data Center อย่างเป็นระบบ
อ้างอิง:



