เจาะแรงบันดาลใจของผู้กำกับ สู่เรื่องราวซาบซึ้งใจผ่าน “จดหมายโพย” ที่จริงใจที่สุด “Dear You จดหมายรักถึงอาม่า” 6 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ - Marketeer Online
ถือเป็นภาพยนตร์ที่มาแรงแห่งปีและกวาดคะแนนวิจารณ์ชื่นชมอย่างล้นหลามสำหรับ “Dear You จดหมายรักถึงอาม่า” ภาพยนตร์ดราม่าอบอุ่นหัวใจที่ความพิเศษของหนังไม่ได้อยู่ที่โปรดักชันขนาดใหญ่หรือการรวบรวมนักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์
แต่อยู่ที่พลังการเล่าเรื่องที่เรียบง่าย งดงาม และจริงใจ ผ่านการกำกับของ “หลานหงชุน” ผู้กำกับภาพยนตร์ที่น่าจับตาที่นำเรื่องราวของ “จดหมายโพยก๊วน” (เฉียวพี) มาต่อยอดและส่งต่อความประทับใจนี้ผ่านเรื่องราวของ “เสี่ยวเว่ย” ชายหนุ่มที่ตัดสินใจเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อตามหาอากงที่ขาดการติดต่อกับครอบครัวไปนาน
ทว่าการเดินทางครั้งนี้กลับนำเขาไปพบกับจดหมายเก่าแก่ที่ถูกเก็บซ่อนไว้ และความจริงบางอย่างที่ไม่มีใครเคยรู้ เมื่อเขาค้นพบว่าชายผู้เขียนจดหมายรักถึงอาม่าของเขามาโดยตลอดนั้น แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่สามีของเธออย่างที่ทุกคนเข้าใจ
ความกล้าหาญที่ผู้กำกับดึงคนท้องถิ่นมาร่วมแสดงนำในภาพยนตร์ โดยถ่ายทอดเรื่องราวอันงดงามของความรักและความคิดถึงที่ส่งกลับมาถึงคนที่เรารักผ่านจดหมายท่ามกลางวัฒนธรรมจีนแต้จิ๋วที่สวยงาม
ตามไปพูดคุยเจาะลึกถึงแรงบันดาลใจของผู้กำกับ “หลานหงชุน” ถึงเบื้องหลังความสำเร็จและแก่นแท้แห่งเรื่องราวของ “Dear You จดหมายรักถึงอาม่า”

อะไรคือจุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้
ผมโตมาที่แต้จิ๋วซึ่งเป็นเมืองที่คนนิยมอพยพไปอยู่ต่างถิ่น ผมโตมากับการได้ยินเรื่องราวของ “กั๊วฟาน” (คนที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำงานต่างประเทศ) และการส่งเงินส่งจดหมายกลับมาบ้านเกิด เรื่องพวกนี้ซึมซับอยู่ในตัวผมตั้งแต่เด็ก รวมทั้งเรื่องที่ย่าเคยเล่าให้ฟังด้วย
แต่จุดที่ทำให้ผมรู้สึกเชื่อมโยงกับเรื่องราวเหล่านี้อย่างรุนแรงคือในปี 2019 ตอนที่ผมทำสารคดีชื่อ 四海潮味 (รสชาติแต้จิ๋วสี่คาบสมุทร) ซึ่งเล่าเรื่องราวการลงหลักปักฐานของชาวแต้จิ๋วโพ้นทะเลผ่านอาหาร ผมได้ฟังเรื่องราวของชาวจีนโพ้นทะเลเยอะมาก เรื่องจริงเหล่านั้นกระแทกใจเราอย่างจัง ความสมจริงนี่แหละที่มีพลังในการขับเคลื่อนจิตใจคน
ก่อนถ่ายทำเราลงพื้นที่วิจัยเยอะมาก ไปทั้งไทย มาเลเซีย เวียดนาม และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สัมภาษณ์ชาวจีนโพ้นทะเลวัย 80-90 ปี ภาพของประเทศสยามในอดีตที่คุณเห็นในหนัง คือการจำลองแบบที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด โดยอ้างอิงจากภาพถ่ายวัยเด็กของพวกเขา ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม เราจำลองขึ้นมาจากข้อมูลจริง เรื่องราวความเสียสละของตัวละครอย่าง “หน่ำกี” ก็มีเค้าโครงจากเรื่องจริงกว่า 90% โดยทีมเขียนบททั้ง 4 คนนำมาเรียบเรียงใหม่
ตอนเขียนบทผมร้องไห้หนักมาก เราอยากนำเสนอให้โลกเห็นว่าเส้นทางของชาวแต้จิ๋วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่วัฒนธรรมของเราเจริญรุ่งเรืองได้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่บรรพบุรุษไปทำงานต่างแดนแล้วส่งเงินกลับมาจุนเจือครอบครัว สายใยแห่งความกตัญญูและความผูกพันนี้เป็นจิตวิญญาณอันล้ำค่าของชาวแต้จิ๋วที่เราอยากถ่ายทอดออกไป

จากผลงานที่ผ่านมาอย่าง “Proud of Me” (2018) จนมาถึง “Back To Love” (2022) และล่าสุดกับ “Dear You” ทำไมยังยืนหยัดที่จะสร้างภาพยนตร์โดยใช้ภาษาจีนแต้จิ๋ว
ในเมื่อผมเลือกที่จะลงลึกในเส้นทางนี้แล้ว ก็เหมือนกับการเลือกสายอาชีพนั่นแหละ ผมอยากทำมันให้ดีที่สุด ตั้งแต่หนังเรื่องแรกที่ได้รับการตอบรับที่ดี ผมก็รู้สึกว่านี่คือเส้นทางอาชีพของผมเป็นเส้นทางที่ทำให้ผมค้นพบคุณค่าในตัวเอง ผมจึงอยากทำมันต่อไป เหตุผลมีแค่นี้จริงๆ เรียบง่ายมาก
แรงบันดาลใจจากความจริงและการสอดแทรกวัฒนธรรมจดหมาย “เฉียวพี” มรดกความทรงจำโลก ไว้ในภาพยนตร์
นอกจากทีมงานหลักของเราจะเป็นคนแต้จิ๋วที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้แล้ว ช่วงหลังมานี้มณฑลกวางตุ้งก็โปรโมตวัฒนธรรม “เฉียวพี” อย่างจริงจัง โดยเฉพาะหลังจากที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกความทรงจำแห่งโลกโดยยูเนสโก” เมื่อปี 2013
พอเราศึกษาอย่างลึกซึ้งก็พบว่าจดหมายเหล่านี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาก สมัยก่อนคนรู้หนังสือน้อยมาก การรับส่งจดหมายจึงไม่ใช่การที่คนส่งเขียนเองและคนรับเปิด “อ่าน” ด้วยตัวเอง แต่ต้องผ่านตัวกลางสองคนคือ คนส่งต้องเล่าให้ผู้รู้หนังสือ “เขียน” ให้ และคนรับก็ต้องรับรู้เรื่องราวผ่านการ “ฟัง” จากคนที่อ่านออกเสียงให้ฟัง ซึ่งการส่งผ่านความรู้สึกที่ต้องผ่านคนกลางแบบนี้ มักจะเกิดความคลาดเคลื่อน และความคลาดเคลื่อนตรงนี้แหละที่เป็นเสน่ห์
ภาษาก็มีความสวยงามเป็นการผสมผสานระหว่างภาษาพูดท้องถิ่นกับภาษาเขียนแบบโบราณ มันสะท้อนถึงสุนทรียภาพที่เรียบง่ายแต่งดงามของคนรุ่นก่อน ผมอยากถ่ายทอดความงดงามที่ลึกซึ้งและละเมียดละไมนี้ให้คนได้เห็น นอกเหนือไปจากการเต้นอิงเกอ อาหาร หรือเทศกาลแห่เจ้าที่คนทั่วไปรู้จัก
ในแง่ของอารมณ์ความรู้สึกอะไรคือสิ่งที่อยากสื่อสารมากที่สุด
จริงๆ แล้วหนังของเรามีหลายประเด็นมาก ผมกลัวคนดูจะไม่เข้าใจเลยขึ้นข้อความขาวดำตั้งแต่ต้นเรื่องเลย ซึ่งเป็นประโยคที่อาม่าพูดว่า “เกิดเป็นคนต้องมีน้ำใจและคุณธรรม คนที่ไร้น้ำใจและคุณธรรมนั้นคบไม่ได้” (做人要有情有义,无情无义的人不能交往) นี่แหละคือแก่นที่เราอยากสื่อสาร เราใช้เรื่องราวของจดหมายมาเป็นตัวเกริ่นนำเพื่อบอกเล่าถึงบรรทัดฐานและค่านิยมการใช้ชีวิตอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษชาวแต้จิ๋วส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นนั่นก็คือคำว่า “น้ำใจและคุณธรรมนั้นประเมินค่าไม่ได้”

ทำไมคุณถึงเลือกนักแสดงหน้าใหม่มาแสดงนำในภาพยนตร์
เพราะเราต้องการทำภาพยนตร์แต้จิ๋วที่ขนานแท้ที่สุด สำเนียงการพูดภาษาแต้จิ๋วจึงต้องเป๊ะและเป็นธรรมชาติที่สุด ซึ่งนี่คือสิ่งสำคัญอันดับแรก การจะหานักแสดงที่พูดภาษาแต้จิ๋วได้แบบดั้งเดิมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราพลิกแผ่นดินหามาแล้วทั่วประเทศจีน แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาสู่ความออริจินัลอยู่ดี นั่นคือการเลือกใช้คนท้องถิ่นแต้จิ๋วที่เติบโตที่นี่มาแสดงน่าจะดีที่สุด
ตั้งแต่หนังเรื่องแรกจนถึงเรื่องที่สาม เรายึดมั่นในหลักการนี้มาตลอด ไม่ว่าคุณจะเห็น “หลี่ซือถง”, “หวังเหยียนทง” หรือ “อู๋เส้าชิง” ทุกคนในหนังล้วนดูเป็นธรรมชาติมาก นั่นเป็นเพราะพวกเขาเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จริงๆ พอคนดูได้เห็นก็จะรู้สึกผูกพันและคุ้นเคย เราอยากทำหนังแต้จิ๋วที่พอดูแล้วรู้สึกใกล้ชิดเป็นกันเอง การดึงเอาเสน่ห์ที่แท้จริงของคนท้องถิ่นมาถ่ายทอดจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ด้วยเหตุนี้นักแสดงนำตลอดสามเรื่องของเราจึงเป็นคนธรรมดาทั้งสิ้น พ่อในหนังเรื่องแรกคือคนขายใบปอ แม่ในเรื่องที่สองคือคุณยายที่เลี้ยงหลานอยู่บ้าน ส่วนตัวละครหลักสองคนในเรื่อง “Dear You” คนหนึ่งยังเรียนอยู่ปีสอง ส่วน “แต้บักเซ็ง” ก็เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยและยังหางานทำไม่ได้ แม้ว่าเราจะต้องมาปั้นและสอนการแสดงพวกเขาใหม่จากศูนย์ แต่ผมเชื่อมั่นว่าคนแต้จิ๋วที่มีพรสวรรค์ด้านการแสดงนั้นมีอยู่เยอะมาก ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะหาคนไม่ได้
ในครั้งนี้เราคัดนักแสดงจากคนหนุ่มสาวนับพันคน “เจี่ยหน่ำกี” คือคนที่เราเลือกมาจากสาวแต้จิ๋วธรรมดากว่าพันคน ส่วน “แต้บักเซ็ง” ซึ่งเป็นเด็กจบใหม่ว่างงาน เราก็ไปบังเอิญเจอเขาในโฆษณาตัวหนึ่งที่เขารับจ็อบถ่ายไว้
หลักการสำคัญของเราคือบุคลิกและจิตวิญญาณของคนๆ นั้นต้องสอดคล้องกับตัวละครในบท ดังนั้นขั้นตอนการคัดเลือกจึงเหนื่อยและยากลำบากมาก อย่างตอนที่ตามหา “เจี่ยหน่ำกี” เราต้องหาคนที่มีภาพลักษณ์ใกล้เคียงกับจินตนาการของเราให้มากที่สุด โดยเริ่มคัดกรองจากคนที่หน้าตาผ่านเกณฑ์เสียก่อน แล้วค่อยมาดูว่าเธอมีทักษะในการเข้าถึงอารมณ์ผู้อื่นสูงไหม ซึ่งตัว “หลี่ซือถง” เองมีสิ่งนี้สูงมาก ตอนที่เธอมาแคสติงครั้งแรก เธอต้องเล่นส่งอารมณ์กับคนหน้าตาแบบผมเนี่ยแหละ เพราะตอนนั้นผมลงไปสวมบทเป็น “แต้บักเซ็ง” เพื่อต่อบทให้ การที่เธอต้องเล่นรับส่งอารมณ์กับหน้าผมแล้วยังร้องไห้ออกมาได้ ผมคิดเลยว่าผู้หญิงคนนี้เก่งมาก ถือว่าผ่านเลย
มาร่วมงานกับนักแสดงชาวไทย “คุณยายอุษา” ได้อย่างไร
เพราะการจะหานักแสดงคุณยายที่สามารถรับบาทออกมาสมจริงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บทนี้ต้องการทักษะการแสดงที่สูงมาก พวกเราตามหาในพื้นที่แต้จิ๋วกันอยู่นานมาก จนกระทั่งค้นพบว่ามีนักแสดงยอดฝีมือท่านหนึ่งที่เก่งกาจและเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว เลยคิดกันว่าทำไมเราไม่ลองติดต่อไปดูล่ะ
พอติดต่อไปพร้อมกับส่งบทภาพยนตร์ให้ ไม่น่าเชื่อเลยว่า “คุณยายอุษา” จะซาบซึ้งใจมาก และบอกกับเราว่าท่านอยากมาประเทศจีน ทั้งที่ตอนภาพยนตร์เรื่อง “หลานม่า” (2567) โด่งดังเป็นพลุแตกเมื่อสองปีก่อน ท่านก็ยังไม่มีโอกาสได้มาเยือนจีนเลย กลายเป็นว่าหนังเรื่องนี้ต่างหากที่เป็นจุดเริ่มต้นให้ท่านได้เดินทางมาประเทศจีนเป็นครั้งแรก
และพอเดินทางมาถึงก็พบว่าการมาครั้งนี้เปรียบเสมือนท่านได้กลับมาเยือนบ้านเกิดของคุณปู่ เพราะแต้จิ๋วคือแผ่นดินเกิดคุณปู่ของท่านนั่นเอง มันจึงกลายเป็นสายใยความผูกพันที่มหัศจรรย์เอามากๆ
ในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ร่วมงานกับ “เถียนจ้วงจ้วง” ผู้ดูแลเครื่องแต่งกายจากซีรีส์เรื่องดังอย่าง “The Bad Kids” (隐秘的角落) และ “The Long Season” (漫长的季节) รวมถึงทีมอาร์ตจากภาพยนตร์ “Gold or Shit” (走走停停) และผู้กำกับวิชวลเอฟเฟกต์จาก “Her Story” (好东西) รู้สึกอย่างไรบ้าง
ตอนทำหนังสองเรื่องแรกอย่าง “Proud of Me” และ “Back To Love” โปรดักชันของเราจัดว่าค่อนข้างเรียบง่ายและธรรมดาเอามากๆ เลย ถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากจริงๆ ที่พอมาถึงหนังเรื่องที่สาม เรากลับได้ทีมงานที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้มาคอยช่วยเหลือ หลายคนเป็นถึงทีมงานมืออาชีพระดับแนวหน้าของประเทศเลย พวกเขาตกลงมาร่วมงานเพราะชื่นชอบและอินกับเรื่องราวนี้สุดๆ ล้วนยื่นมือมาช่วยกันด้วยความรักและน้ำใจที่มีให้กันทั้งนั้นเลย
พูดถึง “จดหมาย” ที่มีความพิเศษมาก คุณออกแบบส่วนนี้อย่างไร
จดหมายในภาพยนตร์ของเราเขียนขึ้นโดยการเลียนแบบไวยากรณ์และกลิ่นอายความรู้สึกของบรรพบุรุษ เพราะจริงๆ แล้วในระบบการออกเสียงภาษาแต้จิ๋วจะมีไวยากรณ์ที่เป็นภาษาเขียนโบราณผสมอยู่เยอะมาก
เนื้อหาของ “จดหมายเฉียวพี” หลักๆ ในเรื่องนี้ ครึ่งหนึ่งผมเป็นคนลงมือเขียนเองตั้งแต่ช่วงเริ่มทำบทภาพยนตร์ ส่วนที่เหลือคือเราค่อยๆ เขียนไปแก้ไป หรือนำมาปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในระหว่างขั้นตอนการถ่ายทำ ซึ่งส่วนใหญ่เราต้องใช้เวลาศึกษากันนานมากเพื่อให้ภาษาที่ออกมาดูประณีตและงดงามตามแบบฉบับโบราณ อย่างเช่นประโยคที่ว่า “江海有岸,团圆有盼” (ผืนน้ำยังมีฝั่ง การกลับมาอยู่พร้อมหน้าครอบครัวย่อมมีความหวัง) แค่ประโยคนี้ประโยคเดียว ผมใช้เวลาคิดอยู่ถึงสองวันเต็มๆ กว่าจะกลั่นกรองออกมาได้

การต้องมาเลียนแบบวิธีการเขียนที่ละเมียดละไมของคนรุ่นก่อน ถือเป็นความท้าทายสำหรับพวกเรามาก เราใช้เวลาไปเยอะมากกับการอ่าน“จดหมายเฉียวพี” นับไม่ถ้วน เพื่อจับอารมณ์ในการใช้ภาษาแล้วนำมาเลียนแบบพวกเขา
“จดหมายเฉียวพี” ทุกฉบับในเรื่อง เราพยายามถ่ายทอดให้ใกล้เคียงกับวิธีการแสดงอารมณ์ของบรรพบุรุษให้มากที่สุด มันเป็นความรู้สึกที่สงวนท่าที (ไม่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง) แต่ก็เต็มไปด้วยความสง่างาม ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราอยากจะส่งต่อไปให้ทุกคนได้สัมผัส เพราะพอพวกเราได้ศึกษา “จดหมายเฉียวพี” เยอะๆ เราก็ซาบซึ้งเลยว่าวิธีที่คนสมัยก่อนใช้สื่อสารความรู้สึกและความรักถึงกันนั้นมันช่างงดงามเหลือเกิน นี่จึงกลายมาเป็นส่วนที่สำคัญมากๆ ในกระบวนการเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้
การเลือกสถานที่ในการถ่ายทำเป็นอย่างไรบ้าง
มีดีเทลหนึ่งที่น่าสนใจมากคือซีนไฮไลต์ที่สำคัญของเรื่อง โลเคชันนั้นตั้งอยู่ที่ “จางหลิน” เขตเฉิงไห่ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์หนานหยาง (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) อยู่เยอะมาก ตัวบ้านก็เป็นสไตล์หนานหยางแบบขนานแท้เลย แต่พอข้ามตรอกมาอีกฝั่งกลับกลายเป็นบ้านเก่าของอาม่าในเรื่องที่เป็นสไตล์แต้จิ๋วแท้ๆ ซะอย่างนั้น พวกเธออยู่ห่างกันแค่ตรอกเดียวจริงๆ
ตัวเอกของเรื่องอย่าง “แต้บักเซ็ง” ดูจะมีความเชื่อมโยงกับ “น้ำ” มีความหมายลึกซึ้งอะไรแฝงอยู่ไหม
เอาจริงๆ “แต้บักเซ็ง” ตกน้ำไปตั้ง 8 ครั้งเลยนะ! พอเรื่องราวมันดำเนินไปเรื่อยๆ เราจะเห็นว่ามันมีเรื่องของ “โชคชะตา” แฝงอยู่สูงมาก ความขัดแย้งหลายๆ อย่างในเรื่องล้วนเกิดจากชะตากรรมและความไม่แน่นอนของชีวิต ซึ่งพวกความหมายลึกซึ้งเหล่านี้เราเพิ่งมาตกตะกอนและเชื่อมโยงได้ในภายหลัง ตอนแรกเราไม่ได้คิดอะไรเยอะขนาดนั้นเลย แต่กลายเป็นว่านัยยะสำคัญของ “น้ำ” มันค่อยๆ ก่อตัวและชัดเจนขึ้นมาเองในระหว่างกระบวนการสร้างสรรค์ ภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามสะท้อนความสมจริงเกี่ยวกับความไม่แน่นอนและโชคชะตาชีวิตของมนุษย์ออกมาให้มากที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน “เจี่ยหน่ำกี”, “แต้บักเซ็ง” และ“เอี๊ยบซกยิ้ว” ต่างก็ใช้ความเชื่อมั่นของตัวเองมาเป็นพลังในการหยัดยืนมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านั้น และนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้พวกเรารู้สึกประทับใจในตัวละครเหล่านี้
ไอเดียชื่อหนังภาษาอังกฤษ “Dear You” มีที่มาจากไหน
ชื่อภาษาอังกฤษ “Dear You” นี้ เป็นไอเดียของ “หยางเหลิ่ง” หนึ่งในทีมเขียนบทของเรา ซึ่งผมคิดว่าเขาตั้งชื่อนี้ได้ดีมากๆ เขาอธิบายให้ฟังว่า ปกติแล้วจดหมายภาษาอังกฤษมักจะใช้คำขึ้นต้นว่า “Dear You” ซึ่งมันก็ไปสอดคล้องกับความหมายของคำขึ้นต้นในจดหมายของเราพอดีเป๊ะเลย ผมรู้สึกว่าคำๆ นี้มันสามารถสื่อถึงกลิ่นอายและมวลอารมณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาได้เป็นอย่างดี ก็เลยตัดสินใจนำมาใช้เลย
เตรียมสัมผัสเรื่องราวสุดประทับใจผ่าน “จดหมายรัก” ที่จะทำให้คอหนังทุกคนอิ่มเอมหัวใจพร้อมกันใน “”Dear You” จดหมายรักถึงอาม่า” 6 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ทั้งในระบบเสียงแต้จิ๋ว (ซับไทยและจีน), เสียงแต้จิ๋ว (ซับไทยและอังกฤษ) และเสียงไทย (ซับอังกฤษ)
ตัวอย่างสุดท้ายซับไทย: https://youtu.be/yqWzxDAwWBU