DELTA กำไรไตรมาส 2 ฟ่อเหลือ 6 พันล้าน ระทึกต่ำคาด 33%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 6,074.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.23% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4,629.06 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิไตรมาสดังกล่าวออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ในช่วง 8,500–9,200 ล้านบาท แม้ว่ารายได้จากการขายสินค้าและบริการจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งตามความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์
สำหรับรายได้จากการขายสินค้าและบริการอยู่ที่ 65,191 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.5% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 6.2% จากไตรมาสก่อน รับแรงหนุนจากธุรกิจเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์และโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์
ความต้องการระบบจ่ายกำลังไฟ ระบบระบายความร้อน การบริหารจัดการพลังงาน และโซลูชันด้านเครือข่ายยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจระบบอัตโนมัติภาคอุตสาหกรรมและอาคารอัจฉริยะยังเติบโต ส่วนธุรกิจพลังงานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Power ยังได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอุปสงค์โลก
DELTA เร่งขยายกำลังการผลิต โดยเปิดใช้อาคารโรงงานแห่งใหม่ 2 แห่งในนิคมอุตสาหกรรมบางปู เพื่อรองรับความต้องการในอนาคต พร้อมคงมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจ แม้ยังเผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และแรงกดดันในห่วงโซ่อุปทาน
ด้านกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 17,469 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.2% จากปีก่อน แต่ลดลง 10.3% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากการขาดแคลนวัตถุดิบ กระทบต่อการผลิตและการส่งมอบสินค้า ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น การตั้งสำรองสินค้าคงคลัง และการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผลิตภัณฑ์
ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวมถึงการวิจัยและพัฒนา อยู่ที่ 11,354 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88.8% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 16.2% จากไตรมาสก่อน จากค่าสิทธิการใช้เทคโนโลยีของบริษัทแม่ ค่าใช้จ่ายภาษีศุลกากรของสหรัฐ ค่าขนส่ง และงบวิจัยและพัฒนาที่เพิ่มขึ้น
ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 6,114 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงาน 9.4% ลดลงจาก 11.4% ในปีก่อน แม้บริษัทจะรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 526 ล้านบาท และรายได้ค่าสิทธิ 388 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน บริษัทบันทึกประมาณการหนี้สินภาษีส่วนเพิ่มจำนวน 1,032 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์ภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำทั่วโลก หรือ Pillar Two Model Rules ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่กดดันกำไรสุทธิ
สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 15,155.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 10,117.18 ล้านบาท
ก่อนประกาศผลประกอบการ ข้อมูลจาก LSEG Consensus ประเมินกำไรสุทธิ DELTA ไว้ที่ 8,642.73 ล้านบาท และประมาณการรายได้รวมที่ 66,340.40 ล้านบาท ท่ามกลางความคาดหวังว่ากำไรจะเติบโตแข็งแกร่งจากแรงหนุนของธุรกิจ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงมีโอกาสสร้างผลประกอบการสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ประเมินก่อนหน้านี้ว่า DELTA จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ในช่วง 8,500–8,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80–90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงประมาณ 5% จากไตรมาสก่อน
ฝ่ายวิจัย บล.บัวหลวงมองว่า แนวโน้มธุรกิจเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวก หลังรายได้ของ Delta Electronics Inc. หรือ Delta Taiwan ฟื้นตัวอย่างชัดเจนในเดือนมิถุนายน สะท้อนว่าปัญหาคอขวดด้านอุปทาน หรือ Supply Bottleneck มีแนวโน้มคลี่คลายลง
ทั้งนี้ Delta Taiwan รายงานรายได้เดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 65,600 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน เพิ่มขึ้นจาก 58,700 ล้านดอลลาร์ไต้หวันในเดือนเมษายน และ 59,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวันในเดือนพฤษภาคม
การเติบโตหลักมาจากกลุ่ม Infrastructure ซึ่งเพิ่มขึ้น 25% จากเดือนก่อน ขณะที่กลุ่ม Power กลับมาฟื้นตัวเช่นกัน โดยเติบโต 3% จากเดือนก่อน ส่งผลให้รายได้รวมไตรมาส 2/2569 ของ Delta Taiwan อยู่ที่ 183,300 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน เพิ่มขึ้น 48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 15% จากไตรมาสก่อน
เมื่อจำแนกตามกลุ่มธุรกิจ พบว่า กลุ่ม Power Electronics เติบโต 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสก่อน ส่วนกลุ่ม Mobility ลดลง 20% จากปีก่อน แต่ฟื้นตัว 8% จากไตรมาสก่อน ขณะที่กลุ่ม Infrastructure เติบโตโดดเด่น 77% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 22% จากไตรมาสก่อน
ฝ่ายวิจัยมองว่า การฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม Infrastructure และการกลับมาเติบโตของกลุ่ม Power เป็นสัญญาณบวกที่สนับสนุนแนวโน้มผลการดำเนินงานของ DELTA ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หลังข้อจำกัดด้านอุปทานเริ่มผ่อนคลายลงอย่างต่อเนื่อง
แม้นักลงทุนยังมีความกังวลต่อปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและความล่าช้าในการส่งมอบสินค้า แต่การฟื้นตัวของรายได้ Delta Taiwan ในเดือนมิถุนายน ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่บ่งชี้ว่า ผลการดำเนินงานของ DELTA มีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากข้อจำกัดด้านอุปทานลดลงในระยะถัดไป
เนื่องจาก Delta Taiwan และ DELTA ประเทศไทยมีห่วงโซ่ธุรกิจและฐานการผลิตเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด นักวิเคราะห์จึงใช้ทิศทางรายได้รายเดือนของ Delta Taiwan เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญในการประเมินแนวโน้มผลประกอบการของ DELTA
ก่อนหน้านี้มีการประเมินว่า รายได้จากธุรกิจ AI และ Data Center Power ของ Delta Taiwan เกือบ 60% มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ DELTA ประเทศไทย ส่งผลให้แนวโน้มรายได้ของกลุ่มธุรกิจ Power ของ Delta Taiwan มีความสัมพันธ์กับการเติบโตของรายได้และผลประกอบการของ DELTA ในแต่ละไตรมาส
ดังนั้น การที่รายได้ของ Delta Taiwan กลับมาฟื้นตัวในเดือนมิถุนายน จึงสะท้อนว่าปัญหาคอขวดด้านอุปทานอาจเริ่มคลี่คลาย และเป็นปัจจัยสนับสนุนแนวโน้มผลการดำเนินงานของ DELTA ในระยะถัดไป
โดยบล.บัวหลวงประเมินราคาเป้าหมายอ้างอิงปี 2570 ที่ 440 บาท โดยมองว่าราคาหุ้น DELTA มีโอกาสกลับเข้าสู่รอบการฟื้นตัว หลังผ่านช่วงแรงกดดันจากความกังวลด้านซัพพลายเชน หากปัญหาคอขวดด้านอุปทานคลี่คลายและแนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังฟื้นตัวตามที่คาดการณ์
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินก่อนประกาศงบว่า DELTA จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 9,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 99% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และทรงตัวจากไตรมาสก่อน
กำไรที่คาดว่าจะเติบโตอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับปีก่อน มีปัจจัยสนับสนุนจากยอดขายที่ขยายตัวและอัตรากำไรขั้นต้น หรือ GPM ที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่กำไรเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนคาดว่าจะทรงตัว แม้ยอดขายเติบโตแข็งแกร่ง เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นถูกกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ฝ่ายวิจัย บล.กสิกรไทยคาดว่า อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ 30.3% เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้บริษัทต้องจัดหาชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์ระดับ 2 รวมถึงเร่งสั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและต้นทุนการจัดหาปรับตัวสูงขึ้น
ด้านกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทยยังคงคำแนะนำ “ถือ” พร้อมให้ราคาเป้าหมาย DELTA ที่ 320 บาท โดยมองว่าราคาหุ้นมีอัพไซด์ค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับราคาเป้าหมาย
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่า DELTA ยังคงได้รับอานิสงส์จากกระแสการลงทุนด้าน AI ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากรายได้ที่เกี่ยวข้องกับ AI คิดเป็นประมาณ 40% ของรายได้รวม
อย่างไรก็ตาม ความต้องการผลิตภัณฑ์ด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ และกระทบต่อกระบวนการผลิตบางส่วน
บล.เคจีไอประเมินว่า กำไรจากธุรกิจหลักของ DELTA ในไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ 8,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 97% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ทรงตัวจากไตรมาสก่อน เนื่องจากข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานและปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งผลให้การเติบโตของยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นถูกจำกัดเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน
สำหรับรายได้ คาดว่ายอดขายในไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ 2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 55% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 6% จากไตรมาสก่อน แม้จะได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ
ส่งผลให้ยอดขายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 55% จากปีก่อน และคิดเป็นประมาณ 49% ของประมาณการยอดขายทั้งปีของฝ่ายวิจัย ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะอยู่ที่ 30.5% สะท้อนต้นทุนการบริหารจัดการวัตถุดิบที่สูงขึ้น
โดยบล.เคจีไอยังคงคำแนะนำ “ถือ” ให้ราคาเป้าหมาย 245 บาท เนื่องจากมองว่าปัจจัยบวกจากธุรกิจ AI ได้สะท้อนอยู่ในราคาหุ้นไปมากแล้ว ขณะที่ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด