DIPROM เผยความสำเร็จ "ReBoost Plus" ฟื้นฟูและยกระดับ 20 SMEs ภาคการผลิต สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 80 ล้านบาท
<ol>
DIPROM เผยความสำเร็จ "ReBoost Plus" ฟื้นฟูและยกระดับ 20 SMEs ภาคการผลิต สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 80 ล้านบาท
เผยแพร่: 3 ก.ย. 2569 18:49 ปรับปรุง: 3 ก.ย. 2569 18:49 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
นครปฐม – 3 กันยายน 2569: กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ DIPROM โดย ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศิลปากร สรุปผลความสำเร็จ “กิจกรรมการเสริมความ แข็งแกร่ง SMEs (ReBoost Plus)” ภายใต้โครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยมุ่งฟื้นฟูและยกระดับขีดความสามารถทางธุรกิจของผู้ประกอบการที่ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติ ให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่าง เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน
นางสาวอัญชลีย์พร เขียวเกษม ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมและ SMEs ต้องเผชิญกับความท้าทายและปัจจัยซับซ้อนหลายด้าน ทั้งสถานการณ์ เศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) รวมถึงภัยธรรมชาติและความไม่สงบในบางพื้นที่
ดังนั้น โครงการ ReBoost Plus จึงได้รับการออกแบบให้มุ่งแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ไม่ใช่เพียงการแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้า โดยให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ปัญหาเชิงลึกเพื่อนำไปสู่การออกแบบแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับบริบทของสถานประกอบการแต่ละแห่ง (Customized Solutions) ผ่านการทำงาน ร่วมกันกับผู้เชี่ยวชาญที่ได้ลงพื้นที่วิเคราะห์และให้คำปรึกษาเชิงลึกจำนวน 9 Man-Day ต่อกิจการ เพื่อช่วย ให้ผู้ประกอบสามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และเตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ตามแนวทางการรับรองมาตรฐานและ ESG ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความ ได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดยุคใหม่
ตลอดการดำเนินงาน ทีมผู้เชี่ยวชาญได้ลงพื้นที่วิเคราะห์และให้คำปรึกษาเชิงลึก แก่สถานประกอบการภาคการผลิตจำนวน 20 กิจการ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร สุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี และ เพชรบุรี ซึ่งมีความหลากหลายในกลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ อาหารและเกษตรแปรรูป พลาสติกและยาง โลหะ และยานยนต์ วัสดุและบรรจุภัณฑ์ รวมถึงอุตสาหกรรมเฉพาะทาง เช่น เครื่องสำอาง อุปกรณ์ช่วยประหยัด พลังงาน และปุ๋ยชีวภาพ
จากการดำเนินงานสามารถร่วมกันวิเคราะห์และแก้ไขประเด็นปัญหาสำคัญทางธุรกิจได้มากกว่า 40 ประเด็น โดยพบว่าผู้ประกอบการมีความต้องการพัฒนาด้านการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมมากที่สุดคิดเป็น ร้อยละ 42.5 รองลงมาคือ การพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิต คิดเป็นร้อยละ 27.5 และการบริหาร จัดการการตลาดและการขาย ร้อยละ 22.5
สำหรับผลลัพธ์เด่น (Key Highlights) จากการดำเนินโครงการ ReBoost Plus ประกอบด้วย:
• สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 80 ล้านบาท: จากการเพิ่มโอกาสทางการตลาด ขยายช่องทาง การตลาดผ่านระบบ Digital และ B2B การปรับ Positioning ของสินค้า ตลอดจนการเพิ่มยอดขาย ให้แก่สถานประกอบการ
• เพิ่ม Productivity ให้แก่สถานประกอบการ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ทุกกิจการ โดยพัฒนาและ ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ด้วยการประยุกต์ใช้เครื่องมือ อาทิ Lean, OEE, TPM และ Automation รวมถึงการปรับปรุง Layout คลังสินค้า เพื่อลดคอขวดและของเสีย
• ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 100 tCO₂e: สถานประกอบการมีการจัดทำฐานข้อมูล CFO/CFP วิเคราะห์ Carbon Hotspot และนำมาตรการอนุรักษ์พลังงาน เช่น Solar Rooftop และ Heat Recovery มาใช้เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม
• ยกระดับระบบบริหารจัดการและศักยภาพองค์กร: ด้วยการพัฒนาระบบ Competency บุคลากร เตรียม ความพร้อมสู่มาตรฐาน ISO 9001:2015 และเชื่อมโยงระบบข้อมูล ERP/WMS เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการและการตัดสินใจของผู้บริหารให้มีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น
โครงการ ReBoost Plus ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ( DIPROM) ในการสนับสนุนและยกระดับศักยภาพ SMEs ไทยให้สามารถปรับตัว และก้าวผ่านความท้าทายในบริบท เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง พร้อมสร้างรากฐานธุรกิจที่เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว