แปลงความฮาเป็นมูลค่า ขายหัวเราะชู DNA อารมณ์ขันแบรนด์ ดัน ‘คนติดเกาะ-โจรมุมตึก’ รุกตลาด IP Character ไทยและสากล - Marketeer Online


วิธิตากรุ๊ป ประกาศทิศทางธุรกิจ ‘ขายหัวเราะ’ ชู DNA แบรนด์ มุ่งสู่ ‘การ์ตูนสตูดิโออารมณ์ขัน’ และรุกธุรกิจให้คำปรึกษาด้านลิขสิทธิ์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผลักดันคาแรคเตอร์ไทยลุยตลาด IP Character ไทยและสากล

คุณพิมพ์พิชา อุตสาหจิต กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทวิธิตากรุ๊ป บริษัทสื่อและผู้ผลิตคอนเทนต์อย่างขายหัวเราะ-มหาสนุก กล่าวว่า ทิศทางหลักของบริษัทคือการเปลี่ยนระบบนิเวศของวงการคาแรคเตอร์ไทย ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ๆ 

อย่างเช่น งาน ‘คาแรคเตอร์ เฟส ไทยแลนด์ 2026’ ปีที่ 2 เพื่อผลักดันตัวการ์ตูนให้มีชีวิต มีเรื่องราว และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในรูปแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์

“เมื่อก่อนคนอาจมองตัวการ์ตูนเป็นแค่ภาพวาดประดับสินค้า แต่เราเชื่อว่าพลังทางวัฒนธรรมของไทยไม่ได้มีแค่อาหารหรือสถานที่ท่องเที่ยว ตัวการ์ตูนไทยมีจุดเด่นเรื่องอารมณ์ขันที่ฝังอยู่ในสายเลือดและมีความยืดหยุ่นสูง หากเรามีศิลปินไทยไปโด่งดังในต่างประเทศได้ ตัวการ์ตูนไทยก็ทำหน้าที่นั้นและสร้างฐานผู้ติดตามของตัวเองได้เช่นกัน” 

ซึ่งกลุ่มทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) ที่เป็นหัวใจหลักภายใต้การเดินทางของแบรนด์ ‘ขายหัวเราะ’ ที่ปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 53 ได้ถูกนำมาจัดวางตำแหน่งใหม่ให้สอดรับกับวิถีชีวิตออนไลน์ 

โดยเฉพาะกลุ่มคาแรคเตอร์คลาสสิกที่เติบโตมาแบบออร์แกนิกจากลายเส้นบนกระดาษ ซึ่งแม้จะไม่มีชื่อเรียกเฉพาะเจาะจงและไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการค้าตั้งแต่แรก 

แต่กลับกลายเป็นอัตลักษณ์ที่คนไทยทั้งประเทศรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดีอย่าง ‘คนติดเกาะ’ และ ‘โจรมุมตึก’ รวมถึงกลุ่มตัวละครจากวรรณคดีไทย เช่น ผีเสื้อสมุทร นางเงือก และพระอภัยมณี ที่ทางขายหัวเราะนิยมหยิบยกมาแต่งเรื่องราวและล้อเลียนในแก๊กตลกอยู่เสมอ 

ความผูกพันที่เกิดขึ้นจากการเล่าซ้ำบ่อยครั้งได้เปลี่ยนให้ตัวละครเหล่านี้ซึมซับเข้าไปในความทรงจำของผู้คน จนกลายเป็นภาพจำที่คนนึกถึงทันทีเมื่อเอ่ยถึงแบรนด์ขายหัวเราะ 

สำหรับแผนงานในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 บริษัทจึงจะใช้กลยุทธ์พาคาแรคเตอร์เหล่านี้ไปทำอะไรที่มากขึ้น 

สินทรัพย์สร้างสรรค์สุดคลาสสิกเหล่านี้จะถูกนำมาออกเดินทางจากหน้ากระดาษหนังสือการ์ตูนดั้งเดิม เพื่อไปโลดแล่นในทิศทางใหม่ผ่านการทำสื่อรูปแบบใหม่ การผลิตสินค้าลิขสิทธิ์ และการร่วมมือทางธุรกิจหรือคอลลาบอเรชันข้ามอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง 

ทั้งนี้ ยังเพื่อให้สอดรับกับการขยายตัวเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มตัว และตอบโจทย์พฤติกรรมการเสพคอนเทนต์แบบจำเพาะกลุ่มของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

ขณะที่คาแรคเตอร์ระดับตำนานอย่าง ‘ปังปอนด์’ ถูกปรับทิศทางใหม่เจาะกลุ่มเด็กและครอบครัวผ่านการทำกิจกรรมออฟไลน์ตามโรงเรียน เพื่อตอบรับพฤติกรรมพ่อแม่ยุคใหม่ที่จำกัดเวลาหน้าจอของบุตรหลาน

บริษัทยังได้เปิดตัวจักรวาลคอนเทนต์ใหม่เพื่อเจาะกลุ่ม Gen Z นำโดย ‘น้องฮือฮา’ คาแรคเตอร์สะท้อนอินไซต์คนหมดไฟ ซีรีส์ชีวิตพนักงานออฟฟิศที่ดึง ‘หนูหิ่น’ มาปะทะกับ ‘พนักงาน AI’ สุดจี้เส้นที่ ‘บก.วิติ๊ด’ บรรณาธิการผู้คุมกฎความฮาและการทำงานของเหล่านักเขียนและตัวการ์ตูน กลับเป็นคนเดียวในออฟฟิศที่ดูไม่ออกว่าเป็น AI และคอยเอ่ยชมอยู่เสมอ 

ส่วนของธุรกิจดาวรุ่งใหม่ นำโดยบริการจาก วิธิตา แอนิเมชัน ที่เข้ามาอุดช่องโหว่ในการทรานส์ฟอร์มตัวการ์ตูนสู่สินค้าลิขสิทธิ์ 

บริษัทได้ใช้ความเชี่ยวชาญในการกำหนดบุคลิกภาพและกฎเหล็กของตัวละคร พร้อมใช้ศาสตร์การปรับเปลี่ยนสัดส่วนภาพวาดดั้งเดิมให้เหมาะสมกับการสกรีนลงบนสินค้าเชิงพาณิชย์ 

โดยเฉพาะคาแรคเตอร์ดั้งเดิมอย่าง ‘คุณมิลค์’ จากหนังสือการ์ตูนไทยเรื่อง หนูหิ่นอินเตอร์ ที่มีความท้าทายอย่างมากในการนำไปทำสินค้าเชิงพาณิชย์ในอดีต เนื่องจากลายเส้นออริจินัลถูกวาดให้มีสัดส่วนสมจริงและสูงชะลูด ทำให้จัดวางบนผลิตภัณฑ์ได้ยาก 

ซึ่งการนำองค์ความรู้นี้มาแก้ปัญหาได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคาแรคเตอร์ในเครือ แต่ยังนำไปต่อยอดรับให้คำปรึกษาแก่แบรนด์และองค์กรขนาดใหญ่ และรุกจับมือพันธมิตรจัดทำสินค้าลิขสิทธิ์แนวใหม่ เช่น การออกคอลเลกชันเสื้อยืด DIY 

ด้านตลาดต่างประเทศ ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่บริษัทมองเห็นโอกาสเติบโตอีกมหาศาล โดยตั้งเป้าทลายกำแพงตลาดเดิมที่เคยถูกยึดครองโดยอนิเมะญี่ปุ่นและค่ายตะวันตก มุ่งเดินหน้าผลักดันคาแรคเตอร์ไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล 

โดยเฉพาะในตลาดจีนที่มีฐานแฟนคลับให้การตอบรับอย่างคึกคัก ด้วยกลยุทธ์การใช้คาแรคเตอร์เป็นสะพานเชื่อมความรู้สึกที่ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านภาษา พร้อมชูจุดแข็งเรื่องอารมณ์ขันใน DNA แบรนด์ และความยืดหยุ่นที่เป็นมิตร ซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่ช่วยเปลี่ยนความรักของแฟนคลับต่างชาติให้กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่ยั่งยืน