บอร์ด EEC เลื่อนถกไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน
บอร์ด EEC เลื่อนถกไฮสปีดเทรน 3 สนามบิน ไปประชุมครั้งหน้า "จุฬา" รับ โครงการเดิมอาจไปต่อยาก ไม่คุ้มเงิน ธนาคารเมินปล่อยกู้
26 ต.ค.2569- นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานครั้งแรก ว่า ที่ประชุมยังไม่ได้พิจารณาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง- สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา) หรือไฮสปีดเทรน มูลค่า 224,544 ล้านบาท ทั้งนี้ นายกฯให้มอบหมายให้เตรียมรายละเอียดมาหารือในการประชุมครั้งต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม 2569 นี้ เนื่องจากบางประเด็นมีผลต่อกฎหมาย เบื้องต้นมองว่า โครงการเดิมที่ล่าช้ากว่า 6 ปีอาจไปต่อได้ยาก เพราะไม่คุ้มค่าทางการเงิน แต่ต้องรอให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในฐานะเจ้าของโครงการสรุปรายละเอียดเข้ามาก่อนว่าจะเดินหน้าอย่างไร
“ ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปถึงการดำเนินโครงการดังกล่าว เพราะต้องรอความชัดเจนจาก รฟท. อีกครั้ง เช่นเดียวกับการตัดสินใจว่าจะปรับรูปแบบโครงการเป็นรถไฟทางคู่หรือรูปแบบอื่นเข้ามาแทน เนื่องจากสัญญายังมีผลบังคับ ทุกฝ่ายยังต้องปฏิบัติตามสัญญา แม้ทางบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (กลุ่มซีพี) ซึ่งเป็นคู่สัญญากับรฟท. จะแจ้งขอสิ้นสุดสัญญามาแล้ว แต่ รฟท. ยังไม่ยอมรับว่าเป็นการใช้สิทธิ์ที่ถูกต้อง ดังนั้นในขั้นตอนปัจจุบัน จึงต้องเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาท และเจรจาตามขั้นตอนของสัญญาก่อน ส่วนจะทำโครงการในรูปแบบใหม่หรือไม่นั้น จะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อสัญญาฉบับนี้สิ้นสุดลงเท่านั้น”นายจุฬากล่าว
นายจุฬา กล่าวว่า ขณะที่ยอดหนี้หลักหมื่นล้านบาทที่เป็นข่าว ยืนยันว่าเป็นค่าใช้สิทธิ์ในโครงการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ที่ค้างอยู่ตั้งแต่ก่อนการลงนามสัญญา โดย รฟท. จำเป็นต้องติดตามหนี้เพราะเกรงว่าคดีจะหมดอายุความ ส่วนประเด็นการแก้ไขสัญญา อัยการได้แจ้งว่าสามารถแก้ไขได้และตรวจสัญญามาให้แล้ว แต่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันเกิดคำถามว่าการแก้ไขสัญญายังเหมาะสมหรือไม่ เพราะแม้จะแก้ไขแล้ว โครงการก็ยังเดินต่อไม่ได้เมื่อธนาคารไม่ปล่อยกู้
“ส่วนตัวมองว่า โครงการเดิมคงไปต่อได้ยาก เพราะโครงการอาจไม่คุ้มค่าทางการเงิน เมื่อโครงการไม่คุ้มค่า สิ่งที่ต้องทำคือทำให้โครงการหยุด เพื่อที่จะเดินหน้าต่อไปได้ด้วยโครงการใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐทำเอง หรือทำเป็น PPP ในรูปแบบใหม่ที่เปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น ซึ่งเดิมเอกชนระบุว่าหาธนาคารปล่อยกู้ไม่ได้ ซึ่งตอนแรกมองว่าเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือทางการเงินของเอกชน แต่สถานการณ์ปัจจุบันพบว่าไม่ใช่เรื่องความสามารถในการชำระหนี้ แต่ธนาคารมองว่าโครงการไม่คุ้มค่า และอาจไม่มั่นใจว่าจะมีรายได้มาชำระหนี้ได้”นายจุฬา ระบุ
นายจุฬา กล่าวว่า โครงการล่าช้าจากแผนเดิมมาแล้วประมาณ 6 ปี อย่างไรก็ตาม ยังไม่ถึงขั้นปิดฉากโครงการ เพราะสัญญายังไม่ได้บอกเลิกอย่างเป็นทางการ ดังนั้นหากจะยุติโครงการได้ก็ต้องผ่านมติของ กพอ. ก่อน เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามขั้นตอน แต่โจทย์สำคัญที่ต้องมีคำตอบชัดเจนคือ รถไฟจะมีหรือไม่ และหากมีจะมีหน้าตาอย่างไร ซึ่งในส่วนของสำนักงานยืนยันว่ารถไฟต้องมีและเชื่อมต่อไปถึงอู่ตะเภาอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม หากจัดทำรูปแบบโครงการใหม่ ต้องพิจารณาด้านเทคนิคและราคา ซึ่งเชื่อว่า รฟท. ได้มองไว้คร่าว ๆ แล้ว โดยหนึ่งในทางเลือกคืออาจการปรับลดความเร็วจาก 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหลือ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และนำเงินในอนาคตมาเร่งทำโครงข่ายระบบรางเป็นรถไฟไฟฟ้าวิ่งต่อเนื่องจากระยอง อู่ตะเภา เข้าสู่กรุงเทพฯ ซึ่งจะไม่ได้ใช้เฉพาะสนามบิน แต่รองรับการเติบโตของพื้นที่ EEC ทั้งหมด จึงคุ้มค่าและสมเหตุสมผลมากกว่า
นายจุฬา ยังกล่าวถึงประเด็นการยึดหลักประกันสัญญาของกลุ่มซีพีว่า หากพิสูจน์ได้ว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นจริง ก็สามารถบังคับเอาจากหลักประกันได้ ซึ่งมีหลายยอด ขณะที่แผนสำรองหากสัญญาไม่สามารถปรับแก้ได้ จะต้องให้กระบวนการทางศาลเป็นผู้ชี้ขาด หากตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องให้กระบวนการทางศาลเป็นผู้ชี้ขาดเรื่องสิทธิการเลิกสัญญาและค่าเสียหาย เมื่อสัญญาสิ้นสุดลง รัฐก็สามารถนำโครงการไปดำเนินการใหม่ได้ทันที ปัจจุบันเปรียบเหมือนยังไม่ได้หย่าขาดจากกัน หากไปหาคนใหม่ก็อาจถูกมองว่านอกใจ ทั้งนี้ รฟท. ต้องเป็นผู้เสนอเรื่องเข้ามาให้สำนักงานจัดทำวาระ โดยสำนักงานสามารถให้ความเห็นในเชิงทางเลือกได้ว่ารูปแบบใหม่ควรเป็นอย่างไร เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อได้
ส่วนการดำเนินโครงการสนามบินอู่ตะเภา มองว่า การปรับลดขนาดอาคารผู้โดยสารจะต้องเสนอเข้ามาอีกครั้ง เนื่องจากการก่อสร้างทางวิ่ง หรือรันเวย์ เริ่มการก่อสร้างไปแล้วและคาดว่าจะแล้วเสร็จใน 4 ปีข้างหน้า ดังนั้นอาคารผู้โดยสารจึงต้องเสร็จพร้อมกัน ซึ่งปัจจุบันเจรจาเริ่มต้นที่ขนาดรองรับ 3 ล้านคน เทียบเท่าสนามบินเชียงราย และจะขยายเมื่อผู้โดยสารถึง 80% ขณะที่ปัจจุบันมีผู้โดยสารเพียงหลักแสนคน จากเดิมก่อนโควิด-19 ที่เคยมีปีละหนึ่งล้านคน โดยเป้าหมายปลายทางรองรับ 60 ล้านคนยังไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังผลักดันให้เอกชนเข้าไปร่วมบริหารสนามบินอู่ตะเภากับกองทัพเรือตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อทำการตลาดและดึงเที่ยวบินเข้ามาล่วงหน้า และให้เอกชนนำเงินส่วนใหญ่ไปพัฒนาเมืองการบิน.