สัมภาษณ์ อรธิรา ภาคสุวรรณ์ แห่ง EM District ถึงแฟชั่นรีเทลยุคนี้ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
วงการแฟชั่นรีเทลในประเทศไทยถือว่ากำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาแบบที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน พร้อมมีแบรนด์ใหม่ๆ อยากจะมาเป็นส่วนหนึ่งและสร้างเม็ดเงินกับตลาดบ้านเรา
แต่ในขณะเดียวกัน การจะครองใจตลาดประเทศไทยและอยู่ได้นานก็ไม่ง่ายเสมอไป เพราะการเปลี่ยนแปลงเชิงไลฟ์สไตล์ของคน รวมถึงกราฟชีวิตของบางแบรนด์ ก็อยู่ได้แค่ชั่วคราวเพราะกระแสไวรัลที่ได้เริ่มหมดไป
ล่าสุดทาง THE STANDARD POP ได้พูดคุยถึงประเด็นเหล่านี้กับทาง คุณอรธิรา ภาคสุวรรณ์ หรือคุณวิกกี้ที่รับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการอาวุโส (SVP) แห่ง EM DISTRICT ณ งานสัมมนา The Fashion Challenges Forum ซึ่งจัดโดยหน่วย Fashion Asia ช่วง Hong Fashion Fest 2026 ที่ฮ่องกงช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา

สัมมนา The Fashion Challenges Forum 2026 ที่ฮ่องกง
พี่คิดว่าเพราะอะไรวงการแฟชั่นรีเทลในประเทศไทยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาถึงเติบโตอย่างรวดเร็ว
ถ้าตลาดลักชัวรี พี่มองว่าเซนส์ของคนที่มองเรื่อง Value for Money นะ พี่มองว่าสมัยก่อนคนอาจจะลงทุนในกระเป๋า หรือประสบการณ์ไปต่างประเทศหรืออะไรอย่างนี้ แต่ตอนหลังเทรนด์คนหันมาซื้อให้คุณค่ากับผลิตภัณฑ์อย่างจิวเวลรีและนาฬิกา
ถ้าพูดถึงตลาดเซกเมนต์นี้ก่อน คือพอลูกเรียนจบ คุณแม่ก็จะซื้อกระเป๋าให้ 1 ใบ แต่เดี๋ยวนี้การที่เราจะสามารถให้อะไรที่มันถ่ายทอดและใช้ได้นานเป็นเจเนอเรชัน มันคือพวกจิวเวลรีและนาฬิกา ซึ่งกระเป๋าใบหนึ่งก็ซื้อคาร์เทียร์ได้แล้วสมัยนี้ ซึ่งมัน เป็นการลงทุนที่มีคุณค่าทางจิตใจด้วย เราก็เลยเห็นการปรับเปลี่ยนของตลาดเซกเมนต์นี้โตขึ้นอย่างสูงมาก เพราะคนไทยให้คุณค่าตรงนี้มากๆ
เซกเมนต์นี้เลยขึ้นมา แล้วถ้าพูดถึงกลุ่มแฟชั่น อย่างที่บอกเมื่อกี้ว่าไลฟ์สไตล์ตอนหลังคนเปลี่ยน ซึ่งถ้าย้อนกลับไปแค่ช่วง 2 ปีนี้ คนหันมาดูแลสุขภาพตัวเองกันมาก เพราะด้วยเทคโนโลยีต่างๆ มันทำให้คนอายุยืนมากขึ้น พออายุยืนทุกคนก็อยากอยู่แบบแข็งแรง สวยด้วย อะไรด้วย ก็เลยเป็นเทรนด์ที่มา ดังนั้นคนก็เลยหันมาเรื่องแฟชั่น เสพอะไรที่ฉันสามารถดูแลตัวเอง แล้วไปเรื่อง Longevity Wellness ต่อได้ แบรนด์อย่าง Lululemon ถึงได้ขายดีมากๆ แบรนด์อย่าง Nike, Hoka โน่นนี่ จากที่เป็น Performance Brand จัดๆ ก็เลยต้องหันมาปรับเปลี่ยนให้ดูเป็น Fashion Forward ด้วย ไม่ว่าจะไปคอลแลบ ทำกับ Skims หรือทำอะไรต่าง ๆ ให้มันดูแฟชั่น กลายเป็นสปอร์ต Wellness แบรนด์มาผสมกัน
คราวนี้เรามาพูดถึงเซกเมนต์พวก Louis Vuitton หรือ Dior ฐานตรงนั้นของเขาก็กลายเป็นหันมาสนใจเรื่องกลุ่มเป้าหมายใหม่นี้ ถึงได้ออกมาเป็น Activewear มากขึ้น ขยาย Casual wear ของเขา ออก Collaboration กับนักกีฬาบ้าง กับศิลปินด้านมิวสิกบ้าง เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของ Longevity Wellness ที่คนให้ความสำคัญ คนเริ่มมาสนใจเรื่อง Art, Music และ Culture มากขึ้น เราก็เลยจะเห็นว่าแบรนด์เหล่านี้เริ่มหันตัวออกมาแตกไลน์เพิ่ม คอลแลบกับวัฒนธรรมใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อต้องการที่จะจับกลุ่มคนกลุ่มนี้ มันก็เลยเหมือนวงกลมที่ทุกคนเมื่อก่อนทำกลุ่มเป้าหมายต่างๆ มันมาหลอมรวมเข้าด้วยกัน แล้วมาแบ่งเค้กก้อนใหญ่มาก ทุกคนมีส่วนร่วมตรงนี้หมด มันก็เลยยิ่งบูม
ตอนนี้คนเริ่มสนใจแบรนด์ Local และแบรนด์เอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์จากจีน ซึ่งพี่มองว่าอยากจะให้แบรนด์พวกนี้เข้ามาอยู่ในห้างภายใต้ Em District ไหม
แน่นอน คือเราก็อยากมีอะไรที่เป็นกระแสของโลกเนอะ เราก็อยากมีทุกคนแหละ อันนั้นก็เป็นสิ่งที่เหมือนสายตาทุกคู่มองไปที่แบรนด์เหล่านั้น เราก็ต้องมี ในขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่ทิ้งแบรนด์ที่เราดูแลอยู่ที่มีอยู่กับเรา และเราก็ควรจะขยายแบรนด์อย่างอื่นใหม่ๆ ซึ่งที่อื่นไม่มีด้วย
แถมตลาดใหม่ๆ ตอนนี้ก็สตรอง เวียดนามก็มาแรงมาก เพราะฉะนั้นมันก็ควบคู่กันไป ถามว่าเราจะติดกับชาติใดชาติหนึ่งไหม… ไม่ คือพี่อยากให้โดยเฉพาะเอ็มสเฟียร์เป็น International Playground ของทุกๆ ชาติ โดยเฉพาะการซัพพอร์ตดีไซเนอร์รุ่นใหม่ นักเรียน หรือแม้แต่กลุ่มอาร์ต ศิลปินพวกนี้ เราต้องการความหลากหลาย ดังนั้นเราก็คงจะต้องการมี Offering มี Experience หลากหลายแบบ

ภาพจำลองของโครงการ EM District
แต่พอเราพูดถึง Local แบรนด์ ก็ต้องถามถึงแบรนด์ไทยบ้าง ซึ่งเมื่อก่อนเราอาจจะพูดถึง Thai Designer Brands แต่ตอนนี้มันเป็นเทรนด์ของแบรนด์ไทยที่โฟกัส Gen Z เช่น Rally Movement, Gentlewoman, Merge, Maison Keep เลยอยากรู้พี่ให้ความสำคัญแบรนด์พวกนี้ด้วยไหม
ด้วย และแบรนด์รุ่นเก่าด้วยนะ รุ่นพี่ๆ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายเขาก็จะต่างกันชัดเจน ถ้าเรามองอย่างพี่หมู Asava พี่หมูเองจากที่กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้หญิงทำงาน ตอนนี้ก็แตกไลน์ออกมา รุ่นเด็กลง ล่าสุดเมื่อวานเขาก็ออกไลน์เด็กขึ้นมาใช่ไหม เขามี MOO เป็น Boy แล้วก็มี Girl ออกมาอีก เพราะทุกคนอยู่นิ่งไม่ได้ ทุกคนต้องปรับเปลี่ยนตัวเองในทุกธุรกิจ เพราะฉะนั้นตัวดีไซเนอร์ไทยเอง เขาก็ปรับตัวเองเหมือนกันเพื่อที่จะได้ฐานที่ใหญ่ขึ้น แต่คนที่อยู่ในเจเนอเรชันอย่างรุ่นพี่ ใช่ เรายังใส่ Asava อยู่ แต่ทุกคนก็มีความหลากหลาย มีทางเลือก ว่าวันสบาย ๆ ฉันก็อยากจะใส่ MOO บ้าง เสื้อยืด เป็นลูกค้านี่แฮปปี้ที่สุดเลย เพราะมี Offering เยอะแยะมากมายจริงๆ
แต่บางแบรนด์ที่เข้ามาในไทย อาจจะมาเพราะชื่อเสียงที่พ่วงมากับเทรนด์ และกระแสไวรัล แต่ไม่นานพวกเขาก็ต้องออกจากตลาดไป ซึ่งพี่มองว่า การที่เขาจะมาอยู่ได้นาน มันจะเกิดขึ้นได้ยังไง เพราะถ้าเทียบกับตลาดอย่างที่ฮ่องกง เราก็จะเห็นแบรนด์เขาอยู่ได้นานมาก แต่ในไทยอาจจะไม่ใช่อย่างงั้น ยกเว้นแต่แบบ CHANEL, Dior, Louis Vuitton
พี่มองว่ามันแข่งขันกันสูงมากเนอะ เพราะฉะนั้นการที่แบรนด์จะรอดได้ 1 คือ ถ้าเป็นแบรนด์ต่างประเทศเข้ามา คุณต้องศึกษาตลาดเราให้แน่ใจก่อน อันนี้ก็เป็นอันหนึ่ง คนไทยดูเรื่องเทรนด์อย่างหนึ่ง 2 เรื่อง Price Point ต้องมาด้วย คือถ้า Price Point ไม่ได้ ก็ไม่รอด ต่อให้ทางแลนด์ลอร์ด ทางห้างเราจะช่วยยังไง แต่ถ้า Price Point คุณสูง มันก็จะยาก
ต่อมา ความขยันของตัวแบรนด์ในการที่จะเอาแบรนด์ สร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์เป็นยังไง อันนั้นก็สำคัญ ส่วนตลาดไทยพี่ว่าความเป็นไทยมันปรับง่าย ถ้าเป็นดีไซเนอร์ท้องถิ่น มันผันผวนไปตามซีซัน ตามเทรนด์ได้ แต่แบรนด์ต่างประเทศ ถ้าไม่ได้ศึกษาเทรนด์ของเมืองไทย พฤติกรรมของคนไทย และไม่สู้ แล้วก็ไม่ถี่พอที่จะตอกย้ำเพื่อให้แบรนด์มันเกิด มันก็จะแผ่วไป
ประเทศไทยในเชิง Pop Culture ตอนนี้ก็คือดังมาก ซึ่งก็อาจจะทำให้แบรนด์รู้สึกว่าอยากจะมาเปิดร้านที่นี่ แต่บางครั้งเขาอาจจะไม่เข้าใจบริบทของแฟชั่น หรือการแต่งตัวของคนไทยจริงๆ โดยมันไม่ได้เหมือนฮ่องกง หรือที่อื่นๆ ที่มันต่างกัน
ต่างค่ะ เพราะเอาเข้าจริงๆ คนไทยชอบแต่งตัวนะ แต่ถ้าจะพูดถึงมินิมอล แบรนด์ที่มินิมอลมากๆเมืองไทยมันก็มีแบรนด์ที่สร้างฐานแบบมินิมอลค่อนข้างเยอะ แล้วมันก็มีแบรนด์อินเตอร์ที่เข้ามาแล้วแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็น COS, Muji หรืออะไรพวกนี้ มันก็มี แล้วแบรนด์ไทยก็มี ดังนั้นถ้าคุณมาแล้วราคาไม่สู้กับเจ้าอื่น กลับไปคนก็ยังไปช้อปปิ้งที่ COS อยู่ดี เพราะความที่เป็นมินิมอล มันไม่มีอะไรที่โดดเด่น คาแรคเตอร์ออกมา เพราะฉะนั้นลูกค้าสมัยนี้เป็น Smart Shopper มากๆ ตั้งแต่ว่าจะเลือกแบรนด์แบบไหน Value for Money มันก็เลยเป็นอะไรที่แข่งขันกันสูง

Acne Studios
EmQuartier กำลังจะเปิดร้าน Acne Studios ซึ่งผมเคยมีโอกาสได้ไปคุยกับ CEO ของเขามาแล้ว แล้วเขาบอกว่าตอนที่เปิดร้านแรกที่พารากอน ยอดขายเขาไม่เคยเห็นสูงเท่านี้มาก่อน เลยอยากรู้ว่าพี่วิกกี้มองว่าพอ Acne Studios เข้ามาในห้าง EmQuartier แบรนด์จะช่วยอะไร
เข้ามาเติมเต็มในสิ่งที่เราอาจจะยังไม่แข็งแกร่งพอ เพราะที่ผ่านมาเรามีแบรนด์ที่เป็นสถาบันหลักๆ ค่อนข้างเยอะ ลูกค้าพี่มันก็หลากหลายมากขึ้น ตอนนี้มันก็มีเทรนด์เด็กรุ่นใหม่เข้ามาเดิน แล้วกลุ่มเป้าหมายเราค่อนข้างชัดเจน ลูกค้ากลุ่มสุขุมวิทไปจนถึงบางนา ส่วนใหญ่แล้วประชากรจะไม่ข้ามอโศกไป คือเขาก็จะเป็นชาวสุขุมวิท ชาวสุขุมวิทถึงบางนา ดังนั้นเขาก็ตามหาแบรนด์แบบนี้บางที นั่นคือเหตุผลที่แบรนด์ถึงสนใจที่จะมาเปิดสาขาที่สองกับเรา เพื่อที่จะจับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นทำเลที่พักอาศัยระดับพรีเมียม และเป็นชาวต่างชาติกลุ่มเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง
แล้วพี่คิดว่าจะต้องทำงานร่วมกับ Acne Studios ในเชิง Exclusive Products เพื่อให้ร้านสาขานี้สู้ได้ไหม
ใช่ เรื่องสัดส่วนขนาดสินค้าสำคัญ ลูกค้าพี่ก็คงจะมาแล้วต้องการความหลากหลายของไซส์ที่มันครบครัน เพราะเขามากลุ่มนี้ มาแล้วซื้อทั้งชุด ซื้อหลายตัว ซื้อทั้งชุดแต่งกาย เพราะฉะนั้นเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่พี่จะต้องคุยกับแบรนด์ คือเรื่องความหลากหลาย เรื่องบริการ เรื่องสินค้า สินค้าในคลังสำคัญ เพราะเรื่องการรับรู้แบรนด์แทบจะไม่ต้องทำอะไรมากแล้ว ดังนั้นเป็นเรื่องบริการ

ทีม EM District
ส่วนด้านการทำงานกับหลากหลาย Gen โดยเฉพาะ Gen Z พี่วิกกี้ปรับตัวยังไง
เล่ากรณีหนึ่งให้ฟัง…น้องๆ ในทีมแฟชั่นน่าจะอายุประมาณ 24-25 อยากจะจัดงานที่ EmSphere เป็นแคมเปญ “14 Again” ซึ่งเราก็ถามกลับว่าทำไมต้อง 14 Again? ทำไมไม่เป็นชื่อหนัง 13 Again แบบหนังยุคพี่ ทำไมถึง 14? ซึ่งน้องๆ ก็ตอบว่า “อ้าว พีกี้ไม่ทราบเหรอคะ ตอนนี้พี่เสก โลโซ ดังมาก 14 อีกครั้ง รู้จักไหมคะ?” ซึ่งพี่ก็ “อะไรนะ เสก โลโซ เนี่ยเหรอ?”
ต่อมาเขาก็จะเริ่มต้องนำเสนอไอเดียต่อ ซึ่งเขาก็ต้องเตรียมตัวมาดีนะ เพื่อที่จะให้คนรุ่นเราเข้าใจว่าตอนนี้เทรนด์เขาพูดถึงอะไร เขาก็เตรียมตัวว่าคนที่ชอบเทรนด์ของพี่เสก 14 อีกครั้งเนี่ย มันเป็นลุคแบบนี้ แต่งตัวเกิร์ลลี่ ที่เอาเสื้อยืดอยู่ข้างใน เอาสปอร์ตบราไปอยู่ข้างนอก มีลูกไม้ผสมยีนส์ ลุคออกแนวๆ เหมือน พลอย ชวพร และ ชมพู่ ด้วยนะ เราก็ “อ๋อ เหรอ อ๋อเนี่ยเขาชอบกลุ่มนี้” เขาก็อธิบายให้พี่ฟัง พี่ก็ฟัง
ที่สำคัญ พี่ก็ต้องบอกทีมว่า การที่จะมานำเสนอไอเดียอะไร อย่าคิดว่ารุ่นเราเข้าใจหมด แต่ถ้าเขาวางแผนมาดี แล้วเขาสตอรี่เทลลิงดี เราจะซื้อ เสร็จแล้วเราก็ต้องกลับไปถามรุ่น Y ของเราเนอะ ว่ารุ่น Y คิดยังไง รุ่น Y เขาก็จะบอกว่า “แต่… งบการลงทุนโน่นนี่นั่น” พี่ต้องเอาทุกอย่างมาผสมกัน สมมติ มันใช่หรือไม่ใช่ เราต้องกลับไปบอกทีม Gen Z แบบชัดเจนมาก ๆ เขาจะเป็นคนที่มีคำถามตลอดเวลา “ทำไม ทำไม ทำไมไม่ได้?” เขาพูดอย่างนั้น “ทำไมผู้ใหญ่มาดับไอเดียเรา?”
ซึ่งถ้าเราบอก Gen Y ของเรา “ไม่ได้ งบไม่พอ รีเทิร์นมันน้อย ยอดขายกลุ่มนี้มันน้อยมาก แล้วจัดงานวันเดียวไม่เอา” ถ้า Gen Y ไปสื่อสารกับ Gen Z ไม่ดี “ผู้ใหญ่เขายกเลิกแล้ว ผู้ใหญ่เขาไม่เอา บอกไม่คุ้ม” เด็กพวกนี้จะต่อต้านเราทันที เพราะเขาไม่เข้าใจ
ตอนหลังมันมีกรณีเกิดขึ้น เขาไม่เข้าใจ เพราะ Gen Y เอาง่ายๆ “ผู้ใหญ่ไม่เอา ผู้ใหญ่จะเอาแบบนี้” เด็กหมดพลังเลย แล้วก็จะต่อต้านเราทันที เพราะฉะนั้นประชุมพร้อมกันหมดค่ะ แล้วเราพูด เราพูด Gen Y ก็ต้องฝึกที่จะต้องรู้ว่า อย่าเอาคำพูดของเรา คำพูดที่เราอธิบายไปแล้วไปตัดตอย่อ ๆให้เขา คุณต้องอธิบายเหมือนที่เราอธิบายคุณ ว่าเรามีที่มาที่ไปเพราะอะไร
พี่ว่า Gen Z ต้องพูดด้วยเยอะๆ เราอย่าคิดว่าเหมือน Gen Y เราพูดนิดนึงเขาเข้าใจว่าพี่ไม่เอาเพราะอะไร แต่ Gen Z เขาไม่เข้าใจเขายังเด็กมาก เขามีช่องว่างระหว่างวัย ดังนั้นเขาจะไม่เข้าใจ เราต้องคุยกับเขา “พี่ว่าอย่างนั้น อันนี้ดีกว่า ไม่ทำแบบนี้ไหม” แล้วถามเขาว่า “มีทางเลือกอื่นไหม มีออปชันอะไร” เขาจะมีเครื่องหมายคำถามอยู่ในหัวตลอดนะเวลาเราพูด พูดอะไร ไม่เข้าใจ ขมวดคิ้ว หรืออะไรแบบนี้
Gen Z เขาจะมีความดื้ออยู่ในตัว เขาแข็งแกร่งมากๆ เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นเพื่อนกับเขา พี่ว่ามันเหมือนแม่กับลูก ทำไมบางครั้งบางบ้านแม่ลูกไม่สนิทกันเพราะลูกไม่เล่า แม่ก็ฟันธงอย่างเดียว แต่ถ้าเราเป็นเพื่อนกับเขาให้ได้ เขาติดอะไรเขาจะค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ พูด แล้วเราก็ค่อย ๆ หาวิธีพูด ไม่ให้เขา… เพราะเขามีความแรงอยู่ในหัวเขาอยู่ แล้วจับกลุ่มกันง่ายมาก จับกลุ่มกันทันที

ร้าน Gentle Monster สาขา EmQuartier
แล้วสำหรับพี่คิดว่าความท้าทายต่อไปคืออะไรครับ
ตามเทรนด์ที่มันเปลี่ยนตลอดเวลานี่แหละ ทำความเข้าใจคอมมูนิตี้แต่ละคอมมูนิตี้ให้ลึก เพราะว่ามันเปลี่ยนกันเร็วจริงๆ เนอะ แล้วก็ปรับเปลี่ยนไปมา เดี๋ยวนี้เห็นบอก Quiet Luxury จะไม่มีแล้ว จะกลับมาอันนี้ใหม่แล้ว ใช่ไหม เราก็จะได้เห็น สุดท้ายทุกคนก็ ถ้าจะต้องลงทุนในสินค้าบางชิ้น ก็อยากจะรู้ว่าฉันกำลังใส่ให้อะไรอยู่ มันก็คงต้องมีบ้าง แต่มันก็เป็นแนวทางที่แต่ละแบรนด์เขาจะคิด เรามีหน้าที่ทำยังไง ให้ทุกคนมาแล้วมีความสุขที่เรา ตอนนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องลุคอย่างเดียว มันเรื่องความรู้สึกด้วย มาแล้วเขาต้องแฮปปี้ มาแล้วได้อะไรกลับบ้าน ได้ความทรงจำที่ดี นั่นคือหัวใจหลัก ส่วนพี่ก็มีในส่วนผู้เช่าที่ทำธุรกิจกับเรา พี่ก็มีหน้าที่ที่จะต้องซัพพอร์ต ให้เขามั่นใจให้เขาได้ผลลัพธ์ที่เขาต้องการในเชิงธุรกิจ
สำหรับพี่วิกกี้ บทเรียนสำคัญที่สุดของการมาทำงานด้านรีเทลแฟชั่นคืออะไร
อย่างหนึ่งคือเราก็ต้องมองตัวเอง คือเราไม่ต้องคิดแต่ในแง่เป็นผู้บริหารอย่างเดียวนะ เราต้องมองในมุมของถ้าเราเป็นผู้บริโภค สิ่งที่เราทำเหล่านี้เราจะชอบไหม
แล้วก็ต้องฟังเยอะๆ ฟัง แล้วก็ดูว่ามันมีอะไรเปลี่ยนแปลงรอบตัวเรา เกาะกระแสให้ทัน ตรงนี้สำคัญ เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ มันเปลี่ยน และพยายามหาคำจำกัดความอะไรที่มันแตกต่าง ความที่เราอยู่ใน Mid-town เราไม่ใช่ Downtown Area ที่ทุกการเดินทางมันมุ่งตรงไปตรงนั้น แต่เราจะทำยังไงให้คนหันหัวมาที่เรา มันก็ต้องมีความโดดเด่นเฉพาะตัว และความแตกต่างที่ไม่เหมือนกันในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม แคมเปญแบบไหน ตรุษจีนเราจะจัด งานเทศกาลเราจะส่งมอบคริสต์มาสแบบไหน ที่จะทำให้ดูแตกต่าง ในแนวทางของเรา ในแนวทางที่คอมมูนิตี้ของเราชอบ ถามว่าเราก็คงไม่สามารถไปแข่งเคานต์ดาวน์กับคนอื่นได้ ด้วยขนาดของเรา ด้วยพื้นที่ของเรา เราก็ต้องหาเสน่ห์เราให้เจอ แล้วพี่ก็คิดว่าย่านเอ็มดิสทริคของเรา เขาก็มีเสน่ห์เฉพาะตัวของเขาอยู่ ถ้าเราหาตรงนั้นให้เจอ แล้วทำให้ถูกจุด พี่ว่ามันก็จะเป็นอะไรที่เป็นสถานที่ที่ลูกค้ามองหา และเป็นสถานที่แห่งความสุขสำหรับพวกเขาค่ะ
คำถามสุดท้ายคือ หากสามารถย้อนกลับไปให้คำแนะนำตัวเอง ตอนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานตรงนี้ อยากบอกอะไร
Do what you love แล้วก็ Do with positive mind ทุกความท้าทายมันมีปัญหาทั้งนั้น แต่ว่าถ้าเราหาทางออกแบบสร้างสรรค์ มันก็จะผ่านไปได้ แล้วก็มั่นใจในทุกก้าวที่จะทำ เพราะถ้าเราทำในสิ่งที่เราชอบและเรามั่นใจ การที่เราก้าวไปมันเป็นการก้าวไปแบบเต็มเท้า แต่ถ้าเราทำแบบที่เราไม่มั่นใจ เราก้าวไม่เต็มเท้า แล้วมันจะมีการสั่นคลอนได้ แต่ระหว่างที่ก้าวไป มันก็ต้องเจออะไรมากมาย เราก็ต้องปรับตัว เราต้องปรับตัวเราเองให้ได้ ปรับตัวเอง ถ้าเราเป็นคนปรับตัวเองได้ เข้าใจโลก เข้าใจเทรนด์ เข้าใจทีมงาน มันก็จะประคองกันไปได้ค่ะ

The Emporium
ภาพ: EM District, Fashion Asia, Acne Studios