ขุมทรัพย์จากป่าสู่สูตรยาพลิกโลก ephedrine (1) - มติชนสุดสัปดาห์

Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร
ปักกิ่ง ฤดูใบไม้ร่วง ปี 1923
ราชวงศ์ชิงล่มไปสิบกว่าปีแล้ว แต่สิ่งที่มาแทนคือสารพัดขั้วอำนาจที่ผลัดกันยึดเมืองหลวง ประธานาธิบดีถูกบีบให้ออกจากตำแหน่งเมื่อตำรวจทั้งเมืองนัดหยุดงาน แล้วทหารไปล้อมบ้านพักเขาพร้อมตัดน้ำตัดสายโทรศัพท์ ขุนศึกที่คุมกรุงปักกิ่งอยู่ก็จ่ายเงินซื้อเก้าอี้ประธานาธิบดีของตัวเองตรงๆ ในราคาหัวละห้าพันถึงหนึ่งหมื่นหยวน
ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตร ในตึกหลังคากระเบื้องเขียวที่สร้างบนที่ดินวังเจ้าชายแมนจูเก่า ด้วยเงินของมูลนิธิ Rockefeller คาบแล็บของนักศึกษาแพทย์กำลังจะเลิก บนโต๊ะยังเหลือสุนัขที่ถูกวางยาสลบอยู่ตัวหนึ่ง อาจารย์หนุ่มชื่อ Ko Kuei Chen เลยถือโอกาสใช้เวลาที่เหลือลองอะไรเล่นๆ สักอย่าง
เขาหยิบของที่ไปซื้อมาจากร้านขายยาจีนในเมือง หน้าตาเป็นกิ่งไม้แห้งสีเขียวปนน้ำตาล ท่อนสั้นๆ ยาวราวหนึ่งเซนติเมตร เล็กเท่าไส้ดินสอ คนจีนเรียกมันว่า “มาฮวง” เขาต้มเอาน้ำแล้วฉีดเข้าเส้นเลือดสุนัข
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งเขาและ Carl Schmidt เพื่อนร่วมงานชาวอเมริกันถึงกับอึ้ง ความดันเลือดของสุนัขพุ่งขึ้นแล้วค้างอยู่อย่างนั้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดที่ไตหดตัว นี่ไม่ใช่ปฏิกิริยาจางๆ แบบที่ได้จากสมุนไพรตัวอื่นที่ลองมาก่อนหน้า แต่คือฤทธิ์ยาเต็มๆ
ไม่กี่วันต่อมา Chen ก็แยกสารออกฤทธิ์ตัวนั้นออกมาเป็นผลึกได้สำเร็จ
ที่ Chen เลือกหยิบมาฮวงมาลองตั้งแต่แรก ก็เพราะลุงของเขา หมอจีนที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่พ่อเสีย เป็นคนบอกว่าตัวนี้แก้หอบหืดได้
สารที่พวกเขาแยกออกมาได้ในวันนั้นชื่อ ephedrine และในอีกไม่ถึงร้อยปีต่อจากนี้ มันจะกลายเป็นทั้งต้นกำเนิดยาหอบหืดที่ขายดีทั่วโลก ยาขยันที่ขับเคลื่อนสงครามโลก ธุรกิจอาหารเสริมพันล้านดอลลาร์ และยาเสพติดที่ผิดกฎหมายที่พวกเราคุ้นชื่อที่สุดในประเทศไทย
เรื่องราวความสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาดระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ เรื่องราวของภูมิปัญญาโบราณบวกกับวิทยาการสมัยใหม่ ยัดไส้ด้วยเรื่องราวเกมธุรกิจ ผลประโยชน์ กฎหมาย และความเชื่อในวงการเภสัชอุตสาหกรรม
ซีรีส์บทความนี้เจาะลึกประวัติศาสตร์ของยาแผนปัจจุบันชั้นนำที่ย้อนรากเหง้าไปถึงตำรับสมุนไพรทั่วโลกตั้งแต่ราชสำนักจีน ถึงหมอพื้นบ้านในยุโรป ถึงชนเผ่าจากทุ่งหญ้าในแอฟริกา ป่าแอมะซอน และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
เราจะมาเปิดตอนแรกกันด้วยเรื่องราวของยาหอบหืด ยาลดน้ำหนัก และยาบ้าที่มีที่มาย้อนไปกว่าห้าพันปี
ตํานานเก่าเล่าว่า “เฉินหนง (Sh?nn?ng)” ปฐมกษัตริย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของจีนตั้งแต่ 2,700 ปีก่อนคริสตกาล เป็นผู้สืบทอดความลับทางการแพทย์จากสวรรค์ รวบรวมรายการพืชสมุนไพรบันทึกตัวยา 365 รายการ แบ่งเป็นสามชั้นตามความแรงและความเป็นพิษ หนึ่งในนั้นมีบันทึกถึงพืชเมล็ดเปลือยไร้ดอกหน้าตาเหมือนกิ่งสนแห้งที่ชื่อ “มาฮวง (Ma-Huang, Ephedra)” ไว้ด้วย
“มาฮวง” ถูกใช้เป็นสมุนไพรจีนเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ขับเหงื่อ ลดไข้ แก้ไอ แก้หอบหืด ฯลฯ
พืชในตระกูลเดียวกันยังมีบันทึกในตำรับยาอินเดีย และชนเผ่าพื้นเมืองในทวีปอเมริกา กล่าวอ้างถึงฤทธิ์อีกสารพัดอย่างตั้งแต่กระตุ้นความคึกคักในพิธีกรรมทางศาสนา ไปจนถึงการปลุกอารมณ์ทางเพศ และรักษากามโรค
บันทึกในตำรับยาโบราณมักจะเป็นแบบนี้ เขียนไว้กว้างๆ สรรพคุณหลายอย่างจนบางทีอ่านแล้วงง
สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะข้อมูลมาจากการสังเกต บอกเล่าปากต่อปาก ไม่ได้ออกแบบการทดลองคุมตัวแปรเคร่งครัดอย่างวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
ที่สำคัญคือ ยาต้นทางได้จากการสกัดหยาบ (crude extract) จากธรรมชาติ มีสารออกฤทธิ์หลายตัวปนกันในสัดส่วนไม่ค่อยแน่นอน
ดังนั้น ก่อนฟันธงว่ายาโบราณที่ว่านี้มันใช้ได้จริงแค่ไหนอย่างไร ขั้นตอนแรกๆ ที่สำคัญคือ การแยกหาสารออกฤทธิ์ตัวหลักออกมาให้ได้ก่อน

Cr. Peach nom
สําหรับ “มาฮวง” เจ้าของผลงานคนแรกเป็นนักวิจัยชาวญี่ปุ่นชื่อ Nagayoshi Nagai ช่วงกลางค่อนปลายศตวรรษที่ 19 ช่วงเวลานั้นคาบเกี่ยวกับตอนที่ญี่ปุ่นถูกมหาอำนาจตะวันตกบังคับให้เปิดประเทศ และเริ่มปฏิรูปการเมือง (Meiji Restoration) ปฏิวัติอุตสาหกรรม นำวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้ามา
Nagai เป็นชาวญี่ปุ่นคนแรกๆ ที่ได้ไปเรียนที่ยุโรป จบจากมหาวิทยาลัยในเยอรมนี (ราชอาณาจักรปรัสเซียในสมัยนั้น) ด้านเคมีอินทรีย์และเภสัชกรรม จนได้กลับมาบุกเบิกศาสตร์ด้านนี้เป็นบิดาแห่งเภสัชศาสตร์ของญี่ปุ่น
Nagai แยกสารออกฤทธิ์ชื่อ “ephedrine” จากมาฮวงสำเร็จในปี 1885
ทดสอบในสัตว์ทดลองพบว่ามีฤทธิ์ขยายม่านตา (mydriatic)
นอกจากนี้ เขายังได้ทดลองทำปฏิกิริยาปรับโครงสร้าง ephedrine ด้วยการเติมอะตอมลงไปไม่กี่ตัว จนได้สารตัวใหม่ที่ต่อมารู้จักกันในชื่อ methamphetamine
หรือก็คือ “ยาบ้า” นั่นเอง
งานของ Nagai ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ไม่ได้มีใครในวงการสนใจเท่าไร ถูกโลกลืมไปสามสิบกว่าปี

Cr. Peach nom
ตัดภาพกลับมาที่จีนต้นศตวรรษที่ 20 เป็นช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย ราชวงศ์ชิงบริหารบ้านเมืองเละเทะ ถูกปฏิวัติล้มล้างไปตอนต้นทศวรรษ 1910 ประเทศแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า มีขุนศึกรบพุ่งแย่งอำนาจกัน
ในช่วงเวลานี้เองนักศึกษาหนุ่มชื่อ Ko Kuei Chen จากมหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsing Hua) ได้ทุนไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย Wisconsin-Madison ที่สหรัฐอเมริกา ก่อนจะกลับมาเป็นอาจารย์ที่ Peking Union Medical College (PUMC) วิทยาลัยด้านการแพทย์สมัยใหม่แห่งแรกในจีนที่เพิ่งถูกอัพเกรดขนาดใหญ่ภายใต้ทุนสนับสนุนของมูลนิธิ Rockefeller
PUMC กลายเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อแพทย์แผนจีนเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และได้ Ko Kuei Chen เป็นผู้บุกเบิกสำคัญ
และผลงานเด่นชิ้นแรกของเขาก็คือการศึกษาตำรับยาจีนโบราณจากสมุนไพรที่ชื่อ “มาฮวง” นั่นเอง
Ko Kuei Chen สกัดแยก “ephedrine” ออกมาสำเร็จ ศึกษาคุณสมบัติและฤทธิ์ทางเภสัชกรรมอย่างละเอียด ค้นพบว่าสารตัวนี้ทำให้หลอดเลือดหดตัว เพิ่มความดัน คลายหลอดลม และกระตุ้นความตื่นตัวของระบบประสาท
ฤทธิ์เหล่านี้คล้ายคลึงกับฤทธิ์ของฮอร์โมน adrenaline ซึ่งถูกค้นพบและมีการผลิตมาขายเป็นยาก่อนหน้านั้น adrenaline ถูกใช้เป็นยาฉีดขยายหลอดลมในผู้ป่วยหอบหืด ดังนั้น ephedrine ก็น่าจะเอามาใช้ได้เหมือนกัน
แต่ที่เด็ดกว่าก็คือ ephedrine นั้นเสถียรกว่า สามารถให้ผ่านการกินและออกฤทธิ์นานหลายชั่วโมง ในขณะที่ adrenaline จะถูกทำลายในทางเดินอาหาร ออกฤทธิ์เพียงไม่กี่นาที
ปี 1924 Ko Kuei Chen ตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการภาษาอังกฤษจนเป็นที่ฮือฮาไปทั้งวงการ
งานชิ้นนี้กลายเป็นตัวอย่างแรกของการเอาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ของโลกตะวันตกไปค้นพบขุมทรัพย์ในคลังภูมิปัญญาการแพทย์โบราณของโลกตะวันออก
Ko Kuei Chen กลับมาสหรัฐอีกรอบ เรียนแพทย์จนจบจากมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ก่อนจะถูกเชิญให้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกวิจัยของ Eli Lilly & Co. บริษัทยาเจ้าใหญ่สัญชาติอเมริกัน
และหนึ่งในภารกิจแรกคือการพัฒนา ephedrine เป็นยาโรคหอบหืดตัวใหม่
ปลายทศวรรษ 1920 รัฐบาลจีนคณะชาติของพรรคก๊กมินตั๋งรวบรวมประเทศสำเร็จก็คิดเร่งปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย รับวิทยาศาสตร์ วิทยาการแบบตะวันตกเข้ามาทดแทนธรรมเนียมความเชื่อเก่าๆ ที่คร่ำครึแบบเดียวกับที่ญี่ปุ่นทำสำเร็จมาแล้วช่วง Meiji Restoration หลายทศวรรษก่อน
หนึ่งในสิ่งที่รัฐบาลมีแนวคิดจะล้มล้างคือการแพทย์จีนแบบดั้งเดิม (Traditional Chinese Medicine, TCM) ถึงขั้นจะออกกฎบังคับให้แพทย์แผนจีนต้องมาเรียนวิชาแพทย์กันใหม่หมด รวมทั้งจะห้ามสอน ห้ามโฆษณาอะไรที่เกี่ยวข้องกับแพทย์แผนจีนดั้งเดิมอีก
พอข่าวนี้แพร่ออกไป เหล่าแพทย์แผนจีนก็เดือดจัดพากันไปประท้วงกันใหญ่โตที่เซี่ยงไฮ้จนรัฐบาลยอมถอย ให้แพทย์แผนจีนไปต่อได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเริ่มเอาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้าไปศึกษาและประเมินประสิทธิภาพด้วย
ซึ่งชีวิตและผลงานของ Chen ก็ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในต้นแบบของแนวคิดนี้
(17 มีนาคม 1929 วันที่เกิดเหตุม็อบแพทย์จีนนี้ต่อมายังได้ถูกยกให้เป็น “วันการแพทย์แห่งชาติ National Medicine Day” นับจากนั้น)