FAO - UK แนะไทยคลอดแผนรับมือ "โลกร้อน" เร่งตั้งรับ "ลดเสี่ยงเชิงรุก"
สภาวะอากาศแปรปรวน ลมหนาวปะทะลมฝน ภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลให้ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน เนื่องจากอากาศที่อุ่นขึ้นกักเก็บไอน้ำได้มากกว่าเดิม ไม่เฉพาะในยุโรป แต่ประเทศในภูมิภาคเอเชีย กำลังเผชิญกับภาวการณ์ดังกล่าวด้วยเช่นกัน ดังสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในกทม.ขณะนี้ หากยังไม่มีการวางแผนระยะยาว ทั้งการลดภาวะก๊าซเรือนกระจก และการจัดระบบบริหารจัดการ ระบบระบายน้ำ และการวางผังเมือง ก็ยากที่จะรับมือภาวะอุทกภัย
นิโคลา โพลลิตต์ (H.E.Nicola Politt) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย กล่าวถึง การรับมือล่วงหน้าจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า สถานการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เฉพาะที่สหราชอาณาจักรเท่านั้น ที่ต้องเผชิญคลื่นความร้อน ไทยเองก็เจอฝนตกหนัก มีการคาดการณ์กันว่าจะเกิดฝนตกหนักอีก 1-2 เดือนข้างหน้า
ขณะที่ภัยแล้ง จากปรากฏการณ์เอลนีโญ ก็กำลังเพิ่มความเสี่ยงทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อปริมาณน้ำ ผลผลิตทางการเกษตร รายได้ ความเป็นอยู่ของเกษตรกร รวมถึงความมั่นคงด้านอาหาร
FAO - UK แนะไทยคลอดแผนรับมือ "โลกร้อน" เร่งตั้งรับ "ลดเสี่ยงเชิงรุก"
นิโคลา โพลลิตต์ ระบุว่า หลายประเทศยังมีโอกาสเตรียมรับมือ และป้องกันล่วงหน้าก่อนที่ผลกระทบรุนแรงจะเกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลสหราชอาณาจักร เห็นถึงปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีนโยบายชัดเจนว่า การรับมือและการป้องกันล่วงหน้านั้นคุ้มค่า และให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการรอแก้ปัญหาหลังเกิดวิกฤต สิ่งสำคัญคือการลงทุนด้านข้อมูลสภาพภูมิอากาศ ระบบการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า การวางแผนระดับท้องถิ่น รวมถึงเครื่องมือทางการเงิน ที่ช่วยชุมชนสามารถบริหารจัดการความเสี่ยง ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
“สหราชอาณาจักร สนับสนุนให้ประเทศไทย สามารถจัดลำดับความสำคัญด้านการปรับตัวในระดับประเทศ ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม สำหรับเกษตรกรและชุมชน ผ่านโครงการ CARA มาตั้งแต่ปี 2024 ซึ่งการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกี่ยวข้องกับการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การสร้างความมั่นคงด้านอาหาร และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ซึ่งจำเป็นต้องเชื่อมโยงนโยบายระดับประเทศ เข้ากับการดำเนินงานในพื้นที่อย่างมีประสิทธิผล รวมไปถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคี ที่จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการปรับตัวในระยะยาว” นิโคลา กล่าว
FAO - UK แนะไทยคลอดแผนรับมือ "โลกร้อน" เร่งตั้งรับ "ลดเสี่ยงเชิงรุก"
ด้านนายเคน ชิมิซุ (Mr Ken Shimizu) รองผู้แทนระดับภูมิภาค สำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กล่าวถึงความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของโลก ไม่เพียงแต่ต้องรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ต้องร่วมกันทำให้แน่ใจว่า การดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ สามารถสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ประชาชน ชุมชน และคนรุ่นต่อไปได้
ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ควรวัดที่จำนวน หรือนโยบายที่จัดทำขึ้นเท่านั้น ควรวัดจากความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่เกิดขึ้นกับชีวิตของประชาชน เราจะเปลี่ยนความมุ่งมั่นให้กลายเป็นการปฏิบัติที่เกิดผลได้อย่างไร
FAO - UK แนะไทยคลอดแผนรับมือ "โลกร้อน" เร่งตั้งรับ "ลดเสี่ยงเชิงรุก"
การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ต้นทุน” ที่ต้องบริหารจัดการ แต่ควรมองเป็นการลงทุนเพื่อความยั่งยืน เพื่อความมั่นคงด้านอาหาร และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน” รองผู้แทนระดับภูมิภาค FAO กล่าว และเห็นว่า ไทยมีร่างพ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญ ที่จะบูรณาการเรื่องการปรับตัวการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปในกฎหมายนี้ด้วย ทั้งเรื่องแผน การจัดทำงบประมาณ
นายเคน ชิมิซุ กล่าวถึงโครงการ CARA ด้วยว่า ผลผลิตทางวิชาการที่เกิดขึ้น จะเป็นภูมิคุ้มกัน และเพิ่มขีดความสามารถของภาคเกษตร ในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
FAO - UK แนะไทยคลอดแผนรับมือ "โลกร้อน" เร่งตั้งรับ "ลดเสี่ยงเชิงรุก"
ด้าน นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับสูง ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ฝนตกหนัก พายุ และระดับอุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น รวมแปรปรวนจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง
ปี 2567 ไทยเผชิญความสูญเสียจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ มูลค่าสูงกว่า 1 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.57 ของจีดีพี จึงทำให้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงวิกฤตชั่วคราวแล้ว ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน สร้างความไม่แน่นอนต่ออนาคตอย่างเลี่ยงไม่ได้
FAO - UK แนะไทยคลอดแผนรับมือ "โลกร้อน" เร่งตั้งรับ "ลดเสี่ยงเชิงรุก"
นายพิรุณ ระบุว่า ผลการดำเนินโครงการ CARA แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของแนวทางการแก้ปัญหาที่อาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (NbS) ในการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวของระบบเกษตร ผ่านมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และอาศัยองค์ความรู้ในท้องถิ่น ซึ่งทั้งหมดจะถูกบรรจุไว้ในฐานข้อมูล ของแผนการปรับตัวแห่งชาติ (National Adaption Plan:NAP)
สำหรับโครงการ CARA ที่ดำเนินงานโดย FAO ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ของประเทศไทยนั้น ระยะเวลาการดำเนินงาน 2 ปี ได้ผลผลิตที่เกิดขึ้นดังนี้ 1.รายงานการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางของภาคเกษตรใน 2 จังหวัด (สงขลาและอุดรธานี) 2.รายงานการประเมินขอบเขตการเข้าถึงและการใช้บริการแจ้งข้อมูลสภาพอากาศเพื่อการเกษตร (Agricultural Climate Service:ACS) และการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า(Early Warning:EW) 3.เสริมสร้างศักยภาพในการวางแผนและดำเนินการปรับตัวระดับจังหวัด และ 4.จัดทำคู่มือส่งเสริมการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภาคเกษตร
หมายเหตุ: องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (Department of Climate Change and Environment: DCCE) ด้วยการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักร (Foreign, Commonwealth and Development Office: FCDO) ภายใต้โครงการหลัก Climate Action for a Resilient Asia (CARA) จัดงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับชาติและการหารือเชิงนโยบายว่าด้วยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารในประเทศไทย (National Knowledge Sharing and Policy Dialogue on Climate Adaptation for Agriculture and Food Security in Thailand) เมื่อ 24 ก.ย. 2569
ิอ่านข่าว :
รู้จัก GLOF "สึนามิจากหลังคาโลก" ภัยพิบัติถล่มเนปาล-ทิเบต
วิกฤตโลกเดือดพลิกโอกาสแอร์ไทยบุกยุโรป เจาะตลาดสีเขียวฝ่าศึกการค้าโลก
โลกเดือดสุดในรอบ 80 ปี! รายงานชี้สงครามพุ่งสูงสุดหลังสงครามโลก