FAO- UK ชี้แนวทางเกษตรกรไทยรับมือ Climate Change เร่งปรับตัว “ลดความเสี่ยงเชิงรุก”
- หน้าหลัก
- บันเทิง
- ข่าวประชาสัมพันธ์
FAO- UK ชี้แนวทางเกษตรกรไทยรับมือ Climate Change เร่งปรับตัว “ลดความเสี่ยงเชิงรุก”
เผยแพร่: 25 ก.ย. 2569 22:02 ปรับปรุง: 25 ก.ย. 2569 22:02 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (Department of Climate Change and Environment: DCCE) ด้วยการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักร (Foreign, Commonwealth and Development Office: FCDO) ภายใต้โครงการหลัก Climate Action for a Resilient Asia (CARA) จัดงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับชาติและการหารือเชิงนโยบายว่าด้วยการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารในประเทศไทย (National Knowledge Sharing and Policy Dialogue on Climate Adaptation for Agriculture and Food Security in Thailand) เพื่อหารือถึงแนวทางการปรับตัวในระดับประเทศไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรและชุมชนสามารถลดความเสี่ยงก่อนเกิดภัยพิบัติ สนับสนุนการปรับเปลี่ยนจากการรับมือภายหลังเกิดภัย ไปสู่การลดความเสี่ยงเชิงรุกและการสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาวโดยมีผู้แทนมากกว่า 150 คน จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม กลุ่มเกษตรกร หน่วยงานของสหประชาชาติ และองค์กรพันธมิตรด้านการพัฒนา เข้าร่วมงาน ที่โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ
นิโคลา โพลลิตต์ (H.E. Nicola Politt) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย กล่าวถึงการรับมือล่วงหน้าจากวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า สถานการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เฉพาะที่สหราชอาณาจักรเท่านั้นที่ต้องเผชิญคลื่นความร้อน ไทยเองก็เจอฝนตกหนัก มีการคาดการณ์กันว่าจะเกิดฝนตกหนักอีก 1-2 เดือนข้างหน้า
“ขณะที่ภัยแล้ง จากปรากฎการณ์เอลนีโญ ก็กำลังเพิ่มความเสี่ยงทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อปริมาณน้ำ ผลผลิตทางการเกษตร รายได้ ความเป็นอยู่ของเกษตรกร รวมถึงความมั่นคงด้านอาหาร”
นิโคลา โพลลิตต์ กล่าวว่า หลายประเทศยังมีโอกาสเตรียมรับมือและป้องกันล่วงหน้าก่อนที่ผลกระทบรุนแรงจะเกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลสหราชอาณาจักรเห็นถึงปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีนโยบายชัดเจนว่า การรับมือและการป้องกันล่วงหน้านั้นคุ้มค่าและให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการรอแก้ปัญหาหลังเกิดวิกฤติ สิ่งสำคัญคือการลงทุนด้านข้อมูลสภาพภูมิอากาศ ระบบการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าการวางแผนระดับท้องถิ่น รวมถึงเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยชุมชนสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
“สหราชอาณาจักร ได้สนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถจัดลำดับความสำคัญด้านการปรับตัวในระดับประเทศไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสำหรับเกษตรกรและชุมชน ผ่านโครงการ CARA มาตั้งแต่ปี 2024 ซึ่งการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกี่ยวข้องกับการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การสร้างความมั่นคงด้านอาหาร และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ จำเป็นต้องเชื่อมโยงนโยบายระดับประเทศ เข้ากับการดำเนินงานในพื้นที่อย่างมีประสิทธิผล รวมไปถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคี ที่จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการปรับตัวในระยะยาว”
ด้านนายเคน ชิมิซุ (Mr Ken Shimizu) รองผู้แทนระดับภูมิภาค สำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กล่าวถึงความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของโลก ไม่เพียงแต่ต้องรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ต้องร่วมกันทำให้แน่ใจว่า การดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศสามารถสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ประชาชน ชุมชน และคนรุ่นต่อไปได้ ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ควรวัดที่จำนวน หรือนโยบายที่จัดทำขึ้นเท่านั้น ควรวัดจากความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่เกิดขึ้นกับชีวิตของประชาชน เราจะเปลี่ยนความมุ่งมั่น ให้เป็นการปฏิบัติที่เกิดผลได้อย่างไร
“การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ต้นทุน” ที่ต้องบริหารจัดการ แต่ควรมองเป็นการลงทุนเพื่อความยั่งยืน เพื่อความมั่นคงด้านอาหาร และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน” รองผู้แทนระดับภูมิภาค FAO กล่าว และเห็นว่า ไทยมีร่างพ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะบูรณาการเรื่องการปรับตัวการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปในกฎหมายนี้ด้วย ทั้งเรื่องแผน การจัดทำงบประมาณ ทั้งนี้ โครงการ CARA ผลผลิตทางวิชาการที่เกิดขึ้น จะเป็นภูมิคุ้มกัน และเพิ่มขีดความสามารถของภาคเกษตรในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับสูง ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ฝนตกหนัก พายุ และระดับอุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ความแปรปรวนจากปรากฎการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง
“ปี 2567 ไทยเผชิญความสูญเสียจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ มูลค่าสูงกว่า 1 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.57 ของจีดีพีจึงทำให้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงวิกฤติชั่วคราวแล้วแต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน สร้างความไม่แน่นอนต่ออนาคตอย่างเลี่ยงไม่ได้”
นายพิรุณ กล่าวเพิ่มเติมว่าการดำเนินงานโครงการ CARA แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของแนวทางการแก้ปัญหาที่อาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (NbS) ในการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวของระบบเกษตร ผ่านมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่และอาศัยองค์ความรู้ในท้องถิ่น ซึ่งทั้งหมดจะถูกบรรจุไว้ในฐานข้อมูล ของแผนการปรับตัวแห่งชาติ (National Adaption Plan:NAP)
สำหรับโครงการ CARA ดำเนินงานโดย FAO ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ดำเนินงานระยะเวลา 2 ปี ผลที่เกิดขึ้นดังนี้ 1.รายงานการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางของภาคเกษตรใน 2 จังหวัด (สงขลาและอุดรธานี) 2.รายงานการประเมินขอบเขตการเข้าถึงและการใช้บริการแจ้งข้อมูลสภาพอากาศเพื่อการเกษตร(Agricultural Climate Service:ACS) และการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า(Early Warning:EW) 3.เสริมสร้างศักยภาพในการวางแผนและดำเนินการปรับตัวระดับจังหวัด และ 4.จัดทำคู่มือส่งเสริมการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภาคเกษตร
