เมื่อ FIFA อยากเป็น F1 - ทำไมแผนการขายหุ้น FIFA ถึงเป็นเทมเพลตเดียวกันกับ F1 เคยทำ

ฟุตบอลโลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังเพิ่งทำรายได้สูงสุดตลอดกาลในฟุตบอลโลก 2026 นั่นทำให้เชื่อว่า FIFA น่าจะอยู่ในช่วงที่แข็งแกร่งที่สุด

แต่ FIFA กลับทำในสิ่งที่ทำให้องค์กรของพวกเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างอย่างรวดเร็ว เมื่อ จานนี อินฟานติโน เสนอให้แยกธุรกิจเชิงพาณิชย์ของ FIFA ออกมาเป็นบริษัทลูก ‘FIFA Forward Enterprise’ หรือ ‘FFE’

สิ่งที่ทำให้ FIFA โดนวิจารณ์อย่างหนักคือการที่ FFE จะเปิดขายหุ้นประมาณ 20% ให้กับนักลงทุนเอกชน มูลค่าประเมินราว 20,000 ล้านดอลลาร์ แม้อาจจะมองเหมือนการระดมทุน แต่คนในวงการมองว่านั่นเหมือนการนำฟุตบอลโลกไปวางขาย

อย่างไรก็ตาม หากใครติดตามกีฬาอื่นๆ ควบคู่กันมาจะพบว่า นี่เป็นโมเดลที่เคยเปลี่ยนประวัติศาสตร์ F1 มาแล้ว และชายที่อยู่เบื้องหลังทั้งสองโปรเจกต์คือ เกร็ก มาฟเฟย์

เกร็ก มาฟเฟย์ ผู้เปลี่ยน Formula 1 ให้กลายเป็นสินทรัพย์ระดับโลก

หาก เบอร์นี เอคเคิลสโตน คือคนสร้าง F1 ให้ยิ่งใหญ่ เกร็ก มาฟเฟย์ คือคนเปลี่ยน F1 ให้กลายเป็น “ธุรกิจ” หลัง ลิเบอร์ตี มีเดีย เข้ามาซื้อกิจการในปี 2017

เกร็ก มาฟเฟย์ เข้ามาปรับโครงสร้างสิทธิการค้าของ F1 สร้างบริษัทที่แยกธุรกิจออกจากการบริหารกีฬา เพิ่มรายได้จากสปอนเซอร์ สื่อดิจิทัล Netflix และการจัดอีเวนต์ จนมูลค่าของกีฬาเติบโตหลายเท่าตัว

และแนวคิดเดียวกันกำลังถูกนำมาใช้กับ FIFA นั่นคือแยก ‘ฟุตบอล’ ออกจาก ‘ธุรกิจฟุตบอล’ และนั่นเป็นที่มาของ FIFA Forward Enterprise หรือ FFE

FFE มีโครงสร้างแทบไม่ต่างจาก ฟอร์มูลาวัน กรุ๊ป ที่ดำเนินการเรื่องสิทธิถ่ายทอดสด สปอนเซอร์ ลิขสิทธิ์ การขายบัตร และสินค้าทางการค้า

โดยทาง FFE เปิดรับนักลงทุนถือหุ้นส่วนน้อย ขณะที่ FIFA ยังคงควบคุมกฎ การแข่งขัน และการบริหารกีฬาไว้ทั้งหมด เฉกเช่นเดียวกับที่ ฟอร์มูลาวัน กรุ๊ป จะไม่ไปยุ่งกับ สหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ หรือ FIA

กล่าวอีกแบบคือนักลงทุนจะได้ลงทุนใน ‘ธุรกิจฟุตบอลโลก’ ไม่ใช่ ‘ฟุตบอลโลก’ แต่คำถามคือ ในโลกแห่งความเป็นจริง ธุรกิจและกีฬาจะแยกออกจากกันได้จริงหรือ

นี่คือคำถามสำคัญที่สุด เพราะเมื่อมองไปยัง F1 มันเป็นกีฬาที่มีเจ้าของสิทธิ์เชิงพาณิชย์ชัดเจน การตัดสินใจรวมศูนย์จึงทำได้ง่าย

แต่ฟุตบอลโลกตั้งอยู่บนโครงสร้างของสมาคมฟุตบอล 211 ประเทศ และ 6 สมาพันธ์ การตัดสินใจทุกอย่างเกี่ยวพันกับการเมือง วัฒนธรรม และอำนาจ

การนำโมเดลธุรกิจของ F1 มาใช้กับ FIFA จึงอาจไม่ใช่แค่การเปลี่ยนวิธีหารายได้ หากเป็นการท้าทายโครงสร้างการปกครองของฟุตบอลโลกทั้งระบบ ซึ่งมันย่อมส่งผลกระทบในแง่การเมืองตามมา

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า FIFA จะขายหุ้นได้หรือไม่ แต่คือฟุตบอลโลกสามารถเดินตามรอย F1 ได้จริงหรือ ในเมื่อธรรมชาติของกีฬาทั้งสองแตกต่างกันตั้งแต่รากฐาน

ทำไม FIFA ถึงต้องการเงิน ทั้งที่เพิ่งทำกำไรสูงสุดในประวัติศาสตร์

นี่คือคำถามที่สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ UEFA ตั้งขึ้น เพราะฟุตบอลโลก 2026 ทำรายได้ราว 15,000 ล้านดอลลาร์ มากกว่าที่คาดไว้มาก

โดย FIFA ตอบว่า เป้าหมายไม่ใช่เงินวันนี้ แต่คือการสร้างมูลค่าระยะยาว และเพิ่มงบพัฒนาฟุตบอลจากประเทศละ 8 ล้านดอลลาร์ เป็น 20 ล้านดอลลาร์ต่อฟุตบอลโลก 1 ครั้ง พร้อมตั้งเป้าทุ่มงบพัฒนาทั่วโลกกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ในสี่ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม อนาคตของ FFE อาจจะจบลงเร็วกว่าที่คาด เพราะภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทั้ง UEFA รวมไปถึงสมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และแคริบเบียน หรือ CONCACAF และล่าสุดเป็น สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ AFC ก็ออกมาร่วมกันคัดค้านแนวคิดนี้แล้ว

แทบทุกสมาพันธ์ที่ออกมาคัดค้านไม่ได้เริ่มต้นจากคำว่า ‘ไม่เห็นด้วย’ แต่เริ่มจากคำว่า ‘ไม่เคยถูกถาม’

ทั้ง UEFA, CONCACAF และ AFC ต่างกล่าวตรงกันว่า FIFA ผลักดันโครงการขนาดมหึมาก่อนปรึกษาสมาชิก แม้แต่ FIFA Council ก็รู้รายละเอียดช้า ความไม่พอใจจึงเกิดจากกระบวนการบริหารมากกว่าตัวโมเดลธุรกิจ

ทำไม UEFA ถึงเป็นตัวตั้งตัวตีในการคัดค้าน

เหตุผลอยู่ที่ UEFA มองว่าฟุตบอลโลกมีคุณค่าเพราะรวมทีมที่ดีที่สุดจากทุกทวีป โดยเฉพาะยุโรปซึ่งส่งทีมระดับแชมป์โลกและแชมป์ยุโรปเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง

หากฟุตบอลโลกถูกมองเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ความสมดุลของอำนาจฟุตบอลอาจเปลี่ยนจาก ‘Europe-centric’ ไปสู่ “Global-centric” นั่นหมายถึง UEFA อาจสูญเสียอำนาจต่อรองทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ครอบครองมาหลายทศวรรษ

นอกจากนี้ การที่ศูนย์กลางของฟุตบอลระดับสโมสรยังอยู่ในยุโรป และมีการแข่งขันตลอดทุกปี แถมยังได้รับความสนใจจากทั่วโลก ยังทำให้ UEFA มั่นใจได้ว่า หากมีการบอยคอตต์เกิดขึ้นจริง พวกเขาก็ไม่ใช่ฝ่ายที่เสียหายมากที่สุดอย่างแน่นอน

หลายคนเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับยูโรเปียน ซูเปอร์ลีก ปี 2021 เพราะทั้งสองกรณีต่างถูกวิจารณ์ว่ามองฟุตบอลเป็นสินค้าเกินไป

แต่มีความแตกต่างสำคัญ ซูเปอร์ลีกพยายามสร้างการแข่งขันใหม่เพื่อเพิ่มรายได้ให้สโมสร ส่วน FIFA กำลังขายสิทธิในรายการแข่งขันที่มีอยู่แล้ว เป้าหมายจึงไม่ใช่การเปลี่ยนโครงสร้างกีฬา หากเป็นการเปลี่ยนโครงสร้าง “เจ้าของผลประโยชน์” ซึ่งอาจส่งผลลึกกว่าด้วยซ้ำ

คำถามที่ตามมาคือ หากยุโรปไม่เล่น ฟุตบอลโลกจะยังเป็นฟุตบอลโลกหรือไม่ ซึ่งอาวุธสำคัญที่สุดของ UEFA

ฟุตบอลโลกชาย ฟุตบอลโลกหญิง และสโมสรโลกล้วนมีทีมยุโรปอย่างน้อย 3 จาก 4 ทีมในรอบรองชนะเลิศ หากไม่มีทีมยุโรป มูลค่าทางการตลาด ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด และสปอนเซอร์จะลดลงมหาศาล

ความฝันของ FIFA ที่จะสร้างธุรกิจมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์อาจเกิดขึ้นไม่ได้เลย นี่คือเหตุผลที่หลายฝ่ายเชื่อว่าไม่มีฝ่ายใดอยากให้การแตกหักเกิดขึ้นจริง

อนาคตของอินฟานติโน หลังโครงการส่อแววล่ม

หลังการออกมายืนยันไม่เอาด้วยของ AFC ทำให้ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่า FFE ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะตัวเลขผู้ไม่เห็นด้วยมีสูงถึง 135 เสียง จากสมาชิก FIFA จำนวน 211 เสียง ซึ่งเกินครึ่งไปแล้ว

ก่อนเรื่องนี้เกิดขึ้น หลายคนเชื่อว่าอินฟานติโนจะได้รับเลือกเป็นประธาน FIFA อีกสมัยแบบไร้คู่แข่ง แต่หลังเรื่องครั้งนี้ ความเชื่อมั่นเริ่มสั่นคลอน

มีการพูดถึงชื่อ นาสเซอร์ อัล-เคไลฟี แม้เจ้าตัวไม่สนใจลงสมัคร ขณะที่อดีตผู้บริหาร UEFA หลายคนเรียกร้องให้ปฏิรูประบบเลือกประธาน FIFA เพื่อลดการรวมศูนย์อำนาจ

อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์บอกว่าประธาน FIFA ที่ดำรงตำแหน่งแทบไม่เคยแพ้การเลือกตั้ง หากยังครองเสียงสนับสนุนจากชาติสมาชิกส่วนใหญ่ โดยเฉพาะนอกยุโรป

ภาพ: Chris Brunskill/Fantasista / Getty Images

อ้างอิง:

ABOUT THE AUTHOR

สมศักดิ์ จันทวิชชประภา

โปรดิวเซอร์ คอลัมนิสต์ และบรรณาธิการ ผู้หลงใหลในความตื่นเต้นของกีฬาและความสงบของการอ่านหนังสือเงียบๆ