รู้จัก ‘Film Investment Token’ โมเดลระดมทุนดิจิทัลเปลี่ยน ‘แฟนคลับ’ เป็น ‘ผู้ร่วมทุน’ แก้โจทย์ใหญ่เรื่องทุนสร้าง
ที่ผ่านมา ทางเลือกหลักของคนทำหนังไทยแทบไม่ต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นการนำโครงการไปเสนอค่ายภาพยนตร์ หานักลงทุนจากธุรกิจอื่น หรือร่วมงานกับแพลตฟอร์มต่างประเทศ หากไม่มีผู้ลงทุนเห็นศักยภาพ ต่อให้ผู้กำกับมีประสบการณ์หรือมีเรื่องที่อยากเล่า โครงการนั้นก็อาจจบลงตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มถ่ายทำ
สำหรับ ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนตร์และ Co-CEO ของ Colestia มองว่า นี่คือข้อจำกัดที่คนทำหนังต้องอยู่กับมันมานาน
“คนทำงานมีความรักในตัวงาน แต่การที่จะทำให้งานเกิดได้ เราก็ต้องวิ่งหาทุน”
ปัญหาไม่ได้มีเพียงจำนวนแหล่งทุนที่จำกัด แต่ยังรวมถึงเงื่อนไขที่มาพร้อมเงินลงทุน ทั้งงบประมาณ ทิศทางของเนื้อหา และสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP
ปรัชญา ยกตัวอย่างการทำงานกับแพลตฟอร์มระดับโลกว่า แม้จะช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิตและทำให้คอนเทนต์ไทยเดินทางไปถึงผู้ชมเกือบทั่วโลกได้ง่ายขึ้น แต่ในบางรูปแบบการลงทุน สิทธิในผลงานอาจถูกซื้อขาดและตกเป็นของแพลตฟอร์ม แม้ต้นทางของความคิดจะมาจากผู้สร้างไทยก็ตาม
“ถ้าเรามีโปรเจกต์ที่ส่งเสริมประเทศ แล้วต้องให้ต่างชาติลงทุน มันก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมไม่ให้คนไทยร่วมกันทำและมีส่วนร่วมได้”
คำถามนี้นำไปสู่อีกหนึ่งทางเลือกที่เริ่มถูกพูดถึงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย นั่นคือ Film Investment Token โมเดลที่เปิดโอกาสให้คนที่เชื่อในโครงการเข้ามาร่วมลงทุนตั้งแต่วันที่ภาพยนตร์ยังอยู่ในขั้นพัฒนา ไม่ต้องรอสนับสนุนผ่านการซื้อตั๋วหลังหนังสร้างเสร็จแล้ว

จากแฟนคลับ สู่ผู้ร่วมสร้างหนัง
ที่ผ่านมา แฟนคลับมีส่วนสนับสนุนคนทำหนังอยู่แล้ว บางกลุ่มซื้อบัตรหลายรอบ ช่วยประชาสัมพันธ์ผลงาน หรือส่งอาหารและรถฟู้ดทรักไปสนับสนุนทีมงานในกองถ่าย แต่ทั้งหมดมักเกิดขึ้นหลังจากหนังได้รับทุนและเริ่มสร้างแล้ว
แต่ Film Investment Token นี้กำลังเพิ่มอีกหนึ่งบทบาทให้แฟนคลับ นั่นคือการเข้ามาร่วมลงทุนตั้งแต่ต้น และอาจได้รับทั้งผลตอบแทนทางการเงินจากรายได้ของโครงการ รวมถึงสิทธิพิเศษที่เชื่อมกับศิลปินหรือภาพยนตร์ เช่น การร่วมกิจกรรม หรือการมีชื่ออยู่ในเครดิตท้ายเรื่อง ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่แต่ละโครงการกำหนด
ที่ผ่านมา ไทยเองได้มีโมเดลลักษณะนี้มาแล้ว อย่างเช่นภาพยนตร์เรื่อง บุพเพสันนิวาส 2 ระดมทุนจากแฟนคลับและประชาชนทั่วไปผ่านรูปแบบ Destiny Token โดยร่วมมือกับแอปพลิเคชัน Kubix ซึ่งสามารถระดมทุนรวมได้ถึง 265 ล้านบาท จากผู้ลงทุนกว่า 16,087 โทเคน
“เราไม่ได้ผลิตงานให้ใครอื่น คนดูก็คือกลุ่มเป้าหมายของเรา ถ้าวันหนึ่งเขาได้มีส่วนร่วมในการสร้าง ผมว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ดี”

ไม่ใช่การบริจาค และไม่ใช่ใครก็เปิดระดมทุนได้ทันที
Film Investment Token มีลักษณะคล้าย Crowdfunding ในแง่ที่เปิดให้คนจำนวนมากช่วยกันสนับสนุนโครงการ แต่มีความแตกต่างสำคัญตรงที่ผู้ร่วมสนับสนุนเข้ามาในฐานะ ผู้ลงทุน ไม่ใช่เพียงผู้บริจาคหรือผู้ซื้อของที่ระลึก
การออก Investment Token จึงต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย มีการเปิดเผยข้อมูลโครงการอย่างครบถ้วน และเสนอขายผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต
มัสลิน ฉัตรชัยกุลศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายระดมทุนดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ อธิบายว่า จุดเด่นของ Investment Token สำหรับกลุ่ม Soft Power คือ ผู้สร้างสามารถระดมทุนเฉพาะภาพยนตร์หรือโครงการหนึ่งโครงการได้ ไม่จำเป็นต้องนำทั้งบริษัทมาระดมทุน
ก่อนเปิดให้ลงทุน ผู้สร้างต้องอธิบายให้ชัดว่าโครงการจะนำเงินไปทำอะไร รายได้มีโอกาสมาจากช่องทางใดบ้าง เช่น การฉายในประเทศไทย การขายต่างประเทศ การขายให้แพลตฟอร์มสตรีมมิง หรือการต่อยอดสิทธิในรูปแบบอื่น รวมถึงต้องเปิดเผยความเสี่ยง ข้อจำกัด และสิทธิที่ผู้ลงทุนจะได้รับอย่างตรงไปตรงมา
ในอีกด้านหนึ่ง แฟนคลับก็ต้องแยกบทบาทระหว่าง “ความชอบ” กับ “การลงทุน” ให้ออก แม้จะรักนักแสดงหรือเชื่อในผู้กำกับ แต่ยังจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดของโครงการและยอมรับว่า ภาพยนตร์ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะสร้างรายได้หรือผลตอบแทนตามที่คาดหวัง

จะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่ระดมเงินแล้วหายไป
คำถามสำคัญที่สุดของโมเดลนี้คือ หากเปิดให้ประชาชนร่วมลงทุน แล้วจะสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าเงินจะถูกนำไปสร้างหนังจริง
จิรสิน ขนิษฐานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟลิปส์ อินโนเวทีฟ จำกัด และ Co-CEO ของ Colestia อธิบายว่า เงินลงทุนจะไม่ถูกโอนให้ผู้สร้างเป็นก้อนเดียวโดยไม่มีการควบคุม แต่จะมีกลไกกำกับการใช้เงินตามแผนงาน เช่น การเก็บเงินไว้ในบัญชีที่ต้องมีผู้มีอำนาจมากกว่าหนึ่งฝ่ายร่วมอนุมัติ และการจ่ายตรงไปยังผู้ให้บริการในกองถ่ายตามรายการที่ระบุไว้
ตัวอย่างเช่น หากโครงการแจ้งว่าจะใช้เงินกับค่าเช่ากล้อง ระบบก็สามารถจ่ายไปยังบริษัทให้เช่าอุปกรณ์โดยตรง แทนการโอนเงินทั้งหมดให้ทีมผู้สร้างนำไปบริหารเอง พร้อมจัดทำรายงานและบัญชีเพื่อตรวจสอบตามขั้นตอน
นอกจากนี้ ในระยะแรกยังมีแนวคิดให้ทุกโครงการต้องมีโปรดิวเซอร์ที่มีผลงานและได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมเข้ามาดูแล เพราะชื่อเสียงและประสบการณ์ของทีมงานเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าโครงการมีความสามารถในการสร้างผลงานให้เสร็จจริง
“ถ้ามีโปรเจกต์หนึ่งระดมทุนแล้วไม่ทำจริง คนอื่นหลังจากนั้นก็จะเกิดยาก เราจึงต้องช่วยกันทำให้โมเดลนี้มีความน่าเชื่อถือ”
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลที่ Colestia สื่อสารว่า ระบบไม่ได้มีเพียงการเชื่อมแฟนคลับกับผู้สร้าง แต่ต้องประกอบด้วยผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต กรอบกำกับดูแล และมาตรการคุ้มครองผู้ลงทุนด้วย

Colestia คือคนเชื่อมโลกของคนทำหนังกับโลกการเงิน
ผู้กำกับอาจเข้าใจบท การผลิต และความคิดสร้างสรรค์ แต่ไม่คุ้นเคยกับเอกสารทางการเงินหรือข้อกำหนดในการเสนอขาย ขณะที่ผู้ให้บริการด้านการลงทุนอาจเข้าใจกฎเกณฑ์และการเปิดเผยข้อมูล แต่ไม่เข้าใจธรรมชาติของกระบวนการสร้างภาพยนตร์
Colestia จึงวางบทบาทเป็นตัวกลางในการปิดช่องว่างดังกล่าว ตั้งแต่ช่วยผู้สร้างจัดทำข้อมูลโครงการ วางโครงสร้างการระดมทุน เตรียมเอกสาร ประสานกับ ICO Portal ซึ่งเป็นผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต ตลอดจนหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อให้แต่ละโครงการดำเนินการได้ถูกต้องตามกรอบที่กำหนด
ปัจจุบันมีโครงการอยู่ระหว่างพัฒนาราว 5-6 โครงการ ทั้งจากคนทำหนังที่มีประสบการณ์และผู้สร้างรายใหม่ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้จนกว่าจะผ่านกระบวนการพิจารณาและได้รับอนุญาตให้เสนอขายอย่างเป็นทางการ
ในช่วงเริ่มต้น ผู้พัฒนาระบบยังไม่สามารถปล่อยให้ตลาดขับเคลื่อนแบบออร์แกนิกทั้งหมดได้ แต่ต้องคัดเลือกโครงการที่มีทีมงานน่าเชื่อถือและมีโอกาสทำสำเร็จ เพื่อสร้างต้นแบบที่ดีให้กับตลาดก่อน

ระดมทุนแล้ว ต้องรู้ด้วยว่าใครเป็นเจ้าของอะไร
นอกจากการควบคุมเงินลงทุน อีกประเด็นที่คนทำหนังต้องเตรียมให้พร้อมคือ ทรัพย์สินทางปัญญา
ภาพยนตร์หนึ่งเรื่องไม่ได้มีเพียงลิขสิทธิ์ของตัวหนัง แต่ประกอบด้วยสิทธิหลายส่วน ทั้งบท Storyboard ดนตรีประกอบ เสียง ตัวละคร ชื่อเรื่อง โลโก้ และสิทธิในการนำไปดัดแปลงหรือผลิตสินค้า
อิสริยา แสงอรุณ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ กรมทรัพย์สินทางปัญญา แนะนำให้เจ้าของโครงการจัดทำ Chain of Title หรือเอกสารที่แสดงให้ชัดว่า ใครเป็นเจ้าของสิทธิในแต่ละส่วน และโครงการสามารถนำสิทธิเหล่านั้นไปสร้างรายได้ในช่องทางใดได้บ้าง
หากอนุญาตให้ใช้เฉพาะการฉายบนสตรีมมิง ก็ต้องระบุให้ชัดว่าไม่รวมสิทธิรีเมกหรือผลิตสินค้า หากอนุญาตเฉพาะในประเทศไทย ก็ต้องกำหนดพื้นที่และระยะเวลาไว้ในสัญญา
การเตรียม IP ให้ชัดเจนจึงสำคัญต่อทั้งสองฝ่าย เพราะผู้สร้างจะไม่สูญเสียสิทธิโดยไม่ตั้งใจ ขณะที่ผู้ลงทุนก็สามารถเห็นได้ว่าโครงการมีโอกาสสร้างรายได้จากทรัพย์สินอะไรบ้าง
ในกรณีที่ชื่อเรื่อง โลโก้ หรือตัวละครมีศักยภาพจะต่อยอดเป็นสินค้า ผู้สร้างอาจต้องพิจารณาจดเครื่องหมายการค้าเพิ่มเติม โดยเฉพาะหากวางแผนทำตลาดในต่างประเทศ เพราะลิขสิทธิ์เกิดขึ้นอัตโนมัติเมื่อสร้างผลงาน แต่เครื่องหมายการค้าให้ความคุ้มครองตามประเทศที่จดทะเบียน

หนังที่นายทุนไม่เลือก อาจได้โอกาสจากคนดู
ความสำคัญของโมเดลนี้จึงไม่ใช่เพียงการหาเงินได้ง่ายขึ้น แต่คือการเพิ่มทางเลือกให้กับโครงการที่อาจไม่ผ่านเกณฑ์ทางการค้าของนักลงทุนแบบเดิม
ผู้ร่วมพัฒนาโครงการเล่าถึงนักแสดงชื่อดังคนหนึ่งซึ่งเรียนด้านภาพยนตร์และอยากกำกับหนังของตัวเอง แต่เมื่อนำโครงการไปเสนอค่าย กลับไม่มีใครลงทุนให้ เพราะถูกมองว่าไม่ตรงกับประเภทหนังที่กำลังขายได้ในตลาด
ในระบบเดิม ผู้ลงทุนต้องพิจารณาโอกาสทำกำไรเป็นหลัก หากข้อมูลบอกว่าช่วงเวลานั้นหนังผีหรือหนังตลกขายได้ โครงการนอกเหนือจากนั้นก็อาจได้รับโอกาสน้อยลง
แต่หากผู้สร้างมีฐานแฟนคลับหรือสามารถสื่อสารให้คนกลุ่มหนึ่งเชื่อในโปรเจกต์ได้ โมเดลนี้อาจช่วยให้หนังเฉพาะกลุ่ม หนังของผู้กำกับหน้าใหม่ หรือแม้แต่หนังที่สร้างขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของจังหวัดหนึ่ง มีช่องทางเกิดขึ้นมากกว่าเดิม
“สุดท้าย คนดูจะเป็นคนขับเคลื่อนเอง ถ้าแฟนคลับสนับสนุน หนังก็จะเกิด แต่ถ้าไม่มีคนลงทุน โปรเจกต์ก็อาจไม่เกิด”
อย่างไรก็ตาม Film Investment Token ไม่ได้เข้ามาแทนค่ายหนัง นักลงทุนรายใหญ่ หรือแพลตฟอร์มสตรีมมิง แต่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้เดี่ยว ๆ หรือผสมกับแหล่งทุนรูปแบบอื่นตามความเหมาะสมของแต่ละโครงการ
และต่อให้มีเครื่องมือใหม่ สิ่งที่จะทำให้คนตัดสินใจร่วมลงทุนยังคงเป็นคุณภาพของโปรเจกต์ ความน่าเชื่อถือของทีมงาน และข้อมูลที่เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา
ท้ายที่สุด ความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่การนำ Token มาใช้ในวงการภาพยนตร์ แต่คือการเพิ่มบทบาทให้คนดู จากเดิมที่มีหน้าที่ตัดสินใจว่าจะซื้อตั๋วหรือไม่ในวันที่หนังเข้าฉาย มาเป็นคนที่มีโอกาสเลือกตั้งแต่ต้นว่า “หนังเรื่องไหนควรได้เกิดขึ้น”