ก.ล.ต. วางกรอบ Finfluencer ให้ความรู้ได้ แต่อย่าล้ำเส้นชี้นำลงทุน พร้อมลุย AI สกัดแก๊งหลอกเงินออนไลน์
ก.ล.ต.เดินหน้าวางกรอบกำกับ Content Creator–Finfluencer ชี้ “ให้ความรู้” ทำได้ แต่หากก้าวสู่การแนะนำหรือชักชวนลงทุนที่เข้าข่ายต้องมีใบอนุญาต ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย พร้อมเร่งใช้เทคโนโลยีสกัด Investment Scam หลังยอดประชาชนขอคำปรึกษาพุ่งเกือบ 3 เท่า
วันที่ 11 ก.ย. 2569 นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงแนวทางกำกับดูแล Content Creator (ผู้สร้างสรรค์เนื้อหา) ด้านการเงินและการลงทุน หรือ Finfluencer ว่า ปัจจุบันบุคคลกลุ่มนี้มีบทบาทในการสื่อสารข้อมูลไปยังประชาชนมากขึ้น และมีประโยชน์ในการย่อยข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ต้องมีขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างการให้ข้อมูลหรือความรู้ กับกิจกรรมที่เข้าข่ายต้องได้รับใบอนุญาต
หลักการสำคัญคือ หาก Content Creator หรือ Finfluencer ทำกิจกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. เช่น การให้คำแนะนำการลงทุน หรือชักชวนประชาชนให้ลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเข้าข่ายกิจกรรมที่ต้องได้รับใบอนุญาต จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
หากดำเนินกิจกรรมที่เข้าข่ายต้องได้รับใบอนุญาตโดยไม่ได้รับอนุญาต ก.ล.ต.จะดำเนินการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย
“หลักเกณฑ์เกี่ยวกับกิจกรรมที่ต้องได้รับอนุญาตมีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่จะดำเนินการเพิ่มขึ้นคือการสร้างความชัดเจนให้ Content Creator และ Finfluencer เข้าใจว่า กิจกรรมประเภทใดเป็นเพียงการให้ข้อมูลหรือความรู้ และกิจกรรมใดก้าวเข้าสู่ ‘เส้นแดง’ ที่เข้าข่ายต้องได้รับใบอนุญาต” นายเอนกกล่าว
สำหรับ Content Creator ที่ให้ความรู้หรือเผยแพร่ข้อมูลทั่วไป โดยไม่ได้ทำกิจกรรมที่เข้าข่ายต้องได้รับอนุญาต ก.ล.ต.มีแนวทางสนับสนุนให้เข้าถึงฐานข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อนำไปสื่อสารต่อประชาชน ขณะที่ผู้ที่ดำเนินกิจกรรมเกินขอบเขตและเข้าข่ายต้องได้รับอนุญาต จะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมาย
ส่วนกรณี Content Creator หรือ Finfluencer ทำงานร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. จะอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ด้านการโฆษณาของผู้ประกอบธุรกิจ รวมถึงการเปิดเผยผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนกระบวนการคัดเลือกและกำกับดูแลบุคคลที่เข้ามาสื่อสารข้อมูลกับประชาชน
โดย ก.ล.ต.มองว่า Content Creator และ Finfluencer ที่ให้ข้อมูลอย่างถูกต้องสามารถเป็นอีกกลไกในการเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารเรื่องการเงินและการลงทุนไปยังประชาชนได้ จึงไม่ได้มุ่งจำกัดบทบาทของบุคคลกลุ่มดังกล่าว แต่จะเน้นกำกับกิจกรรมที่เข้าสู่ขอบเขตซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาต
ขณะเดียวกัน ก.ล.ต.ยังเดินหน้าป้องกันปัญหาหลอกลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ หลังมิจฉาชีพนำเทคโนโลยีมาใช้หลอกลวงประชาชนในหลายรูปแบบ ทั้ง Investment Scam และ Romance Scam โดยพบว่าประชาชนมีความตื่นตัวในการตรวจสอบข้อมูลมากขึ้น
สะท้อนจากจำนวนการขอคำปรึกษากับ ก.ล.ต.ที่เพิ่มจากกว่า 1,200 ครั้งในปีก่อน เป็นเกือบ 4,000 ครั้งในปีนี้ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ขณะที่การสื่อสารและรณรงค์สร้างความตระหนักเรื่องภัยลงทุนผ่านช่องทางต่าง ๆ สามารถสร้างการเข้าถึงได้ประมาณ 55 ล้าน Reach
สำหรับการปิดกั้นช่องทางที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลงทุน ปีนี้ ก.ล.ต.ดำเนินการแล้ว 368 ครั้ง และสามารถปิดกั้นได้ 100% ภายในระยะเวลาไม่เกิน 48 ชั่วโมง เทียบกับปีก่อนที่มีการปิดกั้นมากกว่า 2,100 ครั้ง
นายเอนก กล่าวว่า จำนวนการปิดกั้นที่ลดลงสะท้อนว่ามาตรการต่าง ๆ เริ่มเห็นผล และผู้กระทำผิดอาจใช้ช่องทางหรือวิธีการเดิมในการหลอกลวงได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนวิธีการและนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้อย่างต่อเนื่อง
ในระยะต่อไป ก.ล.ต.จะเพิ่มการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจจับและป้องกันการหลอกลงทุน รวมถึงทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อตรวจสอบโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนก่อนเผยแพร่ในวงกว้าง และร่วมมือกับ LINE เพื่อเพิ่มกลไกแจ้งเตือนผู้ใช้งานเมื่ออาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับช่องทางที่มีความเสี่ยง
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างยกระดับเทคโนโลยีเพื่อตรวจจับการหลอกลงทุนผ่านภาพและวิดีโอ เพื่อให้สามารถตรวจพบและสกัดกั้นความเสี่ยงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น