ยืนหนึ่งเรื่องช่วงล่างและแรงบิด! ทดสอบ Ford Everest Platinum 3.0L Turbo V6 4WD 10 AT
Ford Everest Platinum V6 3.0L Turbo 10A/T สีเขียว Acacia Green ค่าตัว 2,294,000 บาท เครื่องดีเซล V6 3.0 ลิตร เทอร์โบ 250 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร ออกตัวเร็วๆ ดึงเอาเรื่อง เร็วทันอกทันใจกว่าเดิม นี่คือรถทดสอบ Everest Platinum V6 รุ่นปรับปรุง 2026 เป็นรถ PPV-SUV มาพร้อมกับรูปลักษณ์เอสยูวีอเมริกัน ถูกใจคนไทยตั้งแต่รถเจนแรก จนมาถึงเจนล่าสุดก็ยังมีการออกแบบภายนอกและภายในที่ลงตัว หน้าตาหล่อเหลาเกลามาให้แตกต่างไปจาก Everest รุ่นอื่น ชุดแต่ง Platinum หรูหราแนวผู้บริหาร ระบบส่งกำลังใหม่ล่าสุด ตามคำเรียกร้องของลูกค้าซึ่งอยากได้ความแตกต่าง เครื่องสหกรดีเซล V6 3.0 ลิตร กับเกียร์มิชิแกน 10 สปีด มีการปรับจูนจนความสมดุลในการส่งถ่ายกำลังอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม ฟีลลิ่งของเกียร์ 10 สปีด ดูจะไหลลื่นขึ้นกว่าเดิมเมื่ออยู่ในเครื่อง V6 จุดที่มีความน่าสนใจของเครื่องยนต์ V6 ดีเซลเทอร์โบก็คือ เดินเรียบ มีแรงสั่นสะเทือนจากการทำงานในรอบเดินเบาน้อย เสียงเครื่องไม่ดัง เงียบกว่าดีเซล Bi Turbo 2.0 ลิตร อย่างเห็นได้ชัด
Ford Everest Platinum 3.0L V6 Turbo 4WD 10AT ปี 2026 มีราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 2,294,000 บาท (หรือบางช่วง เริ่มต้นที่ 2,284,000 - 2,294,000 บาท ขึ้นอยู่กับแคมเปญและสีตัวถัง)
นอกจากเครื่องยนต์ที่จูนให้ตอบสนองได้ดีขึ้นแล้ว ก็ยังได้อานิสงส์จากความแข็งแกร่งของแชสซีที่อ้างอิงกับรถออฟโรดภายใต้แบรนด์ Ford ซึ่งจำหน่ายอยู่ในสหรัฐอเมริกามาช้านานแล้ว มิติตัวถังของ Everest รุ่น Platinum V6 มีความกว้าง 1,923 มิลลิเมตร ยาว 4,914 มิลลิเมตร และสูงถึง 1,842 มิลลิเมตร ความสูงของตัวรถเน้นที่ความสมบุกสมบันในการลุยฝ่าเส้นทางออฟโรด
กระจังหน้าใหม่ทำจากพลาสติกสีเงินมีชิ้นงานกระจังสีดำอยู่ด้านใน ซุ้มล้อสีเดียวกับตัวถังที่ทำให้ดูคล้ายกับรถสเตชั่นแวกอนคันโตมากกว่าจะเป็นออฟโรดอเนกประสงค์สายลุย, ช่องระบายอากาศด้านข้างติดตั้งสัญลักษณ์ V6 เพื่อบ่งบอกถึงความสุด, ฝาครอบกระจกมองข้างสีเดียวกับตัวถัง กันชนหน้าแบ่งออกเป็นสองส่วน ปิดทับส่วนหน้าของรถทั้งหมด ส่วนล่างของกันชนหน้ามีชิ้นงานกันกระแทกทำจากพลาสติกสีเงิน ออกแบบให้มีช่องรับอากาศตรงกึ่งกลาง ไฟตัดหมอก LED ที่มุมด้านข้างของกันชนหน้า มีตำแหน่งของการติดตั้งที่ต่ำลงมา ช่วยเสริมให้มุมมองด้านหน้าของรถดูดุดัน รุ่น Platinum V6 3.0L มีอุปกรณ์ทั้งภายนอกและภายในที่ให้มาครบๆ
ราวหลังคาแบบยกสูงสีเงิน รองรับการบรรทุกสัมภาระ 100 กิโลกรัม ขณะรถเคลื่อนที่ หลังคากระจก Panoramic Moonroof ไฟหน้าแบบ Matrix LED พร้อมระบบปรับมุมลำแสงไฟอัตโนมัติ และระบบป้องกันไฟแยงตา และระบบเปิด-ปิดไฟหน้า Matrix ทำงานอัตโนมัติแบบ Adaptive LED ระบบไฟอัตโนมัติที่ตอบสนองต่อแสงบนถนนรอบตัว ทำงานเร็วและมีกำลังในการส่องสว่างสูง ยกไฟสูงหรือเบี่ยงเบนลำแสงไม่ให้ไปรบกวนรถที่แล่นสวนมาหรือรถที่อยู่ด้านหน้า ไฟหรี่กลางวันและไฟเลี้ยวหลอด LED ไฟหน้ายังมีระบบ Active cornering light ไฟส่องสว่างด้านข้างทำงานตามองศาของพวงมาลัย เปิดมุมมองด้านข้างเมื่อต้องการจะเลี้ยวในที่มืด ทำงานควบคู่ไปกับไฟ หน้าเวลาขับขี่ตอนกลางคืน ฝากระโปรงหน้าหนักอึ้งปราศจากโช้คผ่อนแรงเปิด ถ้าเป็นสุภาพสตรีเอสบางร่างน้อยแขนเล็ก การใช้ให้ชายอกสามศอกยกฝากระโปรงน่าจะดีกว่าลองยกเองแล้วยกไม่ขึ้น หรือขึ้น แต่แขนได้รับบาดเจ็บ!!
มิติตัวรถด้านข้าง มีความยาว 4,914 มิลลิเมตร สูง 1,842 มิลลิเมตร การเข้าออกจากห้องโดยสารต้องยกตัวเองขึ้นไปโดยเหยียบไปที่กาบบันไดด้านข้าง ใช้มือจับที่ด้านในของเสาเอ เสาหน้ามีองศาของความเอนลาดที่ลงตัว เสาท้ายที่สอดรับกับผืนหลังคา แรคหลังคาที่ติดตั้งมาให้เพื่อความสะดวกในการขนสัมภาระ กระจกบังลมบานหน้าและบานข้างมีขนาดใหญ่ กรอบกระจกมองข้างติดตั้งเลนส์ไฟเลี้ยว เพื่อเพิ่มความปลอดภัย มุมด้านบนของแก้มข้างติดตั้งแถบพลาสติกสีดำ สัญลักษณ์ V6 ซุ้มล้อทั้งหน้าและหลังมีขอบซุ้มล้อสีเดียวกับตัวถัง ทำให้ต้องระวังหากจะเอาไปลุยหนักๆ บานประตูทั้งสี่ใหญ่โตทำให้การเข้าออกจากห้องโดยสารมีความสะดวกใช้ได้ กาบบันไดข้างติดตั้งที่เหยียบเพื่อก้าวเข้าไปในห้องโดยสารทำจากพลาสติก จุดที่ทำให้รถ PPV SUV เครื่อง V6 คันนี้ดูดีก็คือล้ออัลลอยลายใหม่ สีเงินสลับสีดำ เป็นล้อขอบ 21 นิ้ว ผลิตขึ้นรูปจากอะลูมิเนียมอัลลอย ล้อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 21 นิ้ว ห่อรัดด้วยยางกึ่งออฟโรดของ Goodyear รุ่น Wrangler Territory HT ไซส์ 275/45R21 110Y
บั้นท้ายของรุ่นปรับโฉม 2026 ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนักนอกจากตัวอักษร PLATINUM สีดำ ฝาท้ายขนาดใหญ่ เปิดออกได้กว้างขวางพร้อมกลไกเปิด-ปิดฝาท้ายไฟฟ้า ไฟท้ายเชื่อมต่อกันทั้งซ้ายและขวาด้วยชิ้นงานพลาสติกสีดำกับตัวอักษร Platinum ไฟท้ายทรงยาวหลอด LED เข้ากับสัดส่วนบั้นท้ายจากการออกแบบ เชื่อมโยงมุมมองส่วนท้ายให้มีความลงตัว ไฟท้ายของ Everest Platinum V6 รุ่นใหม่ใช้หลอดไฟแบบผสม ซึ่งมีทั้งหลอดไฟท้ายแบบ LED และหลอดไฟแบบธรรมดาอยู่ภายใน ขอบด้านบนของกันชนหลัง มีพลาสติกกันกระแทกสีดำคอยป้องกันริ้วรอย เมื่อต้องยกสัมภาระเข้าออกจากห้องเก็บของส่วนท้าย กันชนหลังมีการดีไซน์แบบสองชิ้นเหมือนกันกับกันชนหน้า พร้อมพลาสติกกันกระแทกสีดำ และแผ่นพลาสติกสะท้อนแสงมัลติรีเฟกเตอร์สำหรับความปลอดภัยเมื่อจอดรถในที่มืด กล้องมองหลังติดมาให้พร้อมติดตั้งเซนเซอร์ถอยหลังแจ้งเตือนด้วยสัญญาณเสียงเมื่อถอยเข้าไปใกล้กับวัตถุกีดขวาง ด้านบนของฝาท้ายบริเวณกึ่งกลางกระจกบานฝาท้ายเป็นที่อยู่ของไฟเบรกดวงที่ 3 ซึ่งติดตั้งเอาไว้ในตำแหน่งที่สูง เพื่อทำให้รถคันหลังมองเห็นไฟเบรกอย่างชัดเจน
ภายในของ Everest Platinum 2026 มีการปรับโทนสีภายในห้องโดยสารโดยใช้สีเทา Urban Grey แดชบอร์ดขนาดใหญ่สไตล์รถอเมริกัน ทำจากพลาสติกเกรทกลางๆ คอนโซลกลางตกแต่งด้วยพลาสติกปั๊มขึ้นรูป โดยใช้รูปทรงที่เต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมเพื่อเน้นความแข็งแกร่งที่เชื่อมโยงสอดรับกันทั่วทั้งคัน แดชบอร์ดคอนโซลสีเทาดำเพื่อลดการสะท้อนแสง เฉพาะเบาะคนขับและคนนั่งหน้าปรับด้วยไฟฟ้า 8 ตำแหน่ง เบาะผู้โดยสารตอนกลางแบบ 3 ที่นั่งออกแบบให้มีพื้นที่ของการนั่งยาวๆ ด้วยพื้นที่ของการวางเท้าและพื้นที่เหนือศีรษะที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งไม่อึดอัด ซึ่งเป็นสไตล์การออกแบบภายในจาก Ford
เบาะแถวกลางยังสามารถเลื่อนหรือพับได้เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับเบาะผู้โดยสารแถวหลังสุด ซึ่งมีเบาะอีก 2 ที่นั่งเผื่อมาไว้ให้สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกร่วมเดินทางหลายคน เบาะแถวสุดท้ายมีพื้นที่ไม่มากนักสำหรับการวางเท้า คนที่มีรูปร่างสูงโย่งจึงไม่เหมาะที่จะนั่งโดยสารในตำแหน่งแถวหลังสุด เบาะแถวหลังจึงเหมาะกับเด็กๆ ที่มีรูปร่างเล็กมากกว่าจะให้คนที่มีเรือนร่างอวบอ้วนหรือสูงโย่งเข้าไปนั่ง เบาะแถวหลังสุดหรือแถวที่ 3 เมื่อปรับพับราบลงกับพื้นด้วยระบบไฟฟ้า เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ
พวงมาลัยแบบ 4 ก้าน เย็บเดินตะเข็บด้วยด้ายสีขาว ไม่มีแป้น Paddle Shift แต่ใช้การกดปุ่มข้างคันเกียร์แทน พวงมาลัยหุ้มหนังตกแต่งด้วยพลาสติกสีดำเงา มีสวิตช์สั่งงานมัลติฟังก์ชันมาให้เพียบเหมือนเดิม พวงมาลัยมีขนาดพอดีออกแบบให้จับได้ถนัดมือ ปรับตั้งได้ 4 ทิศทางทั้งใกล้-ไกลและสูง-ต่ำ สวิตช์มัลติฟังก์ชันใช้สำหรับการปรับตั้งค่าต่างๆ เช่น ระบบปรับตั้งความเร็วอัตโนมัติ Cruise control สวิตช์เลือกดูข้อมูลการขับขี่ผ่านจอ Multi information display ที่ด้านขวาและซ้าย ปรับความดังของลำโพง ปุ่มรับหรือวางสายโทรศัพท์ในระบบบลูทูธ ปุ่มระบบสั่งงานด้วยเสียง
อุปกรณ์ภายในจัดเต็มตามราคาค่าตัวในกลุ่ม New Everest V6 กระจกหลังคาไฟฟ้า Panoramic Roof พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า แท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย หน้าจอภาพมาตรวัดบนหน้าปัดแบบสีขนาด 12.4 นิ้ว หน้าจอแสดงผลจอสีแบบสัมผัส Multi-Touch ขนาด 12 นิ้ว รองรับ Wireless Apple Carplay และ Android Auto SYNC® 4A ภาษาไทย พร้อมการเชื่อมต่อ Bluetooth ช่องต่อ USB 4 ตำแหน่ง ลำโพง B&O 12 ตำแหน่ง พร้อมซัฟวูฟเฟอร์ ระบบปรับอากาศดูอัลโซน กล้องมองภาพรอบคัน กล้องในโหมดออฟโรด ที่ทำออกมาให้สะดวกในการใช้งานก็คือ Wireless Apple Carplay หรือเชื่อมต่อผ่าน USB ที่มีมาให้ทั้ง Type A และ C
Everest Platinum 2026 รุ่นแรงบิดมหาโหด จัดเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ V6 ความจุ 3.0 ลิตร รองรับน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล B20 ขึ้นไป ปริมาตรความจุ 2,993 ซีซี กระบอกสูบ 84.0 มิลลิเมตร ช่วงชัก 90.0 มิลลิเมตร ลำดับการจุดระเบิด 1-4 2-5 3-6 อัตราส่วนกำลังอัด 16.0-1 เพลาลูกเบี้ยวแบบคู่ Dual Overhead cam กำลังสูงสุด 250 แรงม้า ที่ 3,250 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,250 รอบต่อนาที เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ E-Shifter เบรกมือไฟฟ้า มาตรฐานมลพิษ EURO-5 มีการปรับแต่งระบบรองรับและจุดยึดยางแท่นเครื่องแท่นเกียร์ใหม่ คอม้าอัลลอยพร้อมข้อต่ออะลูมิเนียม ช่วงล่างด้านหน้าแบบปีกนกคู่ดับเบิลวิชโบน ส่วนช่วงล่างด้านหลังยังเป็นแบบคอยล์สปริง พร้อมกลไกวัตต์ลิงก์หรือเหล็กยึดค้ำที่ติดตั้งอยู่กับกระปุกของเฟืองท้าย
เครื่องยนต์ดีเซลรูปตัววี กำลัง 250 ม้า ติดขึ้นมาพร้อมเสียงเครื่องที่ดังลอดเข้ามาให้ได้ยินเบาๆ แรงสั่นสะเทือนจากการทำงานของเครื่องยนต์นิ่งสนิทไร้แรงกระพือ ออกตัวไหลมาเรื่อยๆ จากพระรามสองจนมาถึงปราณบุรี ในย่านความเร็วต่ำเมื่อขับ ในเมืองจากทางด่วนย่านดินแดงมาจนถึงชะอำ แรงบิด 600 นิวตันเมตร เหลือเฟือสำหรับการใช้งานบนไฮเวย์ทุกเส้นในประเทศไทย การเร่งแซง ดูจากแรงบิดที่มากเกินความต้องการ ซึ่งไหลทะลักออกมาอย่างต่อเนื่อง ออกตัวเร็วๆ มีเสียงยางฟรีทิ้งพอให้ได้ยินว่านี่คือของแรง
เครื่องยนต์แรงใช้ได้ กดเต็มตอนออกตัวก็ดึงหลังติดเบาะพร้อมอาการฟรีทิ้งของแรงบิด 600 นิวตันเมตร ความเร็วไหลไปที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงบิดรอบกลางๆ ถึงปลายก็ยังดึงใช้ได้แต่ออกมาในลักษณะที่ราบเรียบไม่กระโชกโฮกฮาก เหมาะสมกับการทำความเร็วต่อเนื่องเมื่อวิ่งบนไฮเวย์ การทำงานของเกียร์ 10 สปีด ในตำแหน่งเกียร์ 8-9-10 ที่ช่วยลดรอบเครื่องยนต์ ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงเมื่อวิ่งด้วยความเร็วคงที่ เครื่อง V6 มีเสียงการทำงานที่เบามาก รวมถึงการเก็บเสียงจนทำให้แปลกใจ
พวงมาลัยไฟฟ้าของ Everest Platinum ให้ความรู้สึกเบาสบายมือ พอทะยานขึ้นทางด่วนแล้วใช้ความเร็วต่อเนื่อง พวงมาลัยไฟฟ้าให้ความมั่นใจได้ดีเหมือนกับ Everest รุ่นใหม่ทุกเวอร์ชัน แม่นยำและเปลี่ยนทิศทางได้อย่างธรรมชาติ Ford เป็นแบรนด์ที่ติดตั้งพวงมาลัยไฟฟ้าในรถ Ranger และ Everest ล่าสุด Mitsubishi Triton รุ่นท็อปสุดก็มีการเปลี่ยนชุดบังคับเลี้ยวให้เป็นแบบไฟฟ้าด้วยเหมือนกัน! การเซตค่าความหน่วงของพวงมาลัยใน Everest V6 เมื่อขับเร็วก็เป็นไปในแบบคล่องตัว น้ำหนักเบาและให้ระยะการหมุนที่แม่นยำ ขับในเมืองช่วยทำให้การเลี้ยวเปลี่ยนช่องทางหรือกลับลำยูเทิร์นมีความคล่องตัว ห้องโดยสารไม่มีเสียงแปลกปลอมเสียดสีกันของชิ้นงานที่ใช้ตกแต่ง เก็บเสียงได้ดี มีแค่เสียงยาง 21 นิ้วเท่านั้นที่ได้ยินเบาๆ เมื่อความเร็วเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การเดินเบาของเครื่อง V6 3.0 ลิตร เทอร์โบ ทำได้ดีเท่ากับแบรนด์ยุโรป แรงสั่นสะเทือนจากการทำงานของเครื่องยนต์ไม่มาก เป็นอีกจุดที่ทำออกมาได้ดี
เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ไหลลื่น บางจังหวะก็กระโดดข้ามเกียร์แบบเนียนๆ ไม่มีอาการกระตุกกระชาก ลองคาอยู่ในโหมด D แล้วปล่อยให้สมองกลเกียร์ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนเกียร์ด้วยซอฟต์แวร์ของมันเอง การไต่อัตราทดจากเกียร์ออกตัวที่เกียร์ 1 ลากยาวไปจนถึงเกียร์ 8 ใช้เวลาเพียงแค่แวบเดียว การปรับอัตราทดให้ครอบคลุมกับกำลังของเครื่องยนต์ โดยเฉพาะแรงบิดรอบต่ำทำได้ดี เกียร์ใหม่ทำให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในเมืองลดลงและมีความประหยัดเมื่อขับทางไกลด้วยความเร็วคงที่ อัตราสิ้นเปลืองที่ทำได้ทั้งในและนอกเมืองอยู่ที่ 8.5 กิโลเมตรต่อลิตร สำหรับคันเร่งไฟฟ้าปรับมาดี และให้สัมผัสที่ชัดเจนมากกว่าเดิม กดคันเร่งลงไปเครื่องดีเซล V6 เทอร์โบ ปั่นรอบเทแรงบิดทันที มีอาการเทอร์โบแลคน้อย เมื่อเทอร์โบบูสต์ติดมันก็พุ่งออกไปด้วยความมั่นคงไหลลื่นต่อเนื่อง การตอบสนองของเครื่องและเกียร์ดีขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อต้องการเร่งความเร็วเพื่อแซง ต้องยกประโยชน์ให้กับเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง รวมถึงช่วงล่างที่เซตมาทำให้มั่นใจ การออกตัวจากสัญญาณไฟค่อนข้างว่องไวแม้ตัวจะโตและมีน้ำหนัก 2.2 ตัน การทำงานที่แม่นยำของพวงมาลัยไฟฟ้ากับช่วงล่างหน้าหลัง ประกอบขึ้นเป็นความมั่นคง บนทางลูกรัง เมื่อกดคันเร่งเต็มๆ แรงบิด 600 นิวตันเมตร ปั่นให้ล้อหลังในโหมด 2H ให้ฟรีทิ้งเป็นทางยาว ระบบรักษาเสถียรภาพจะเข้ามาจัดการกับแรงบิดเพื่อปรับให้รถเกิดความสมดุลและปลอดภัย
เนื่องจากเครื่องมีน้ำหนักมากขึ้น ช่วงล่างหน้าแบบอิสระดับเบิลวิชโบนปีกนกคู่ที่มีการปรับค่ายืดและยุบของสปริงใหม่ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลงเส้นเขื่อง เพื่อลดอาการเต้นของช่วงล่างด้านหน้า รวมถึงยังลดอาการหน้ายุบเมื่อต้องลงเบรกหนักๆ อีกด้วย ส่วนช่วงล่างด้านหลังยังเป็นแบบคอยล์สปริง พร้อมกลไกวัตต์ลิงก์หรือเหล็กยึดค้ำที่ติดตั้งอยู่กับกระปุกของเฟืองท้าย ออกแบบใหม่และดูแล้วน่าจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าเดิม ช่วยลดอาการโคลงตัวบริเวณส่วนท้าย เพื่อทำให้บั้นท้ายของ Everest Wildtrak มีความเสถียร ส่วนระบบเบรกจัดดิสก์เบรกหน้า-หลังมาให้เพื่อความมั่นใจ ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน ส่วนดิสก์เบรกหลังเป็นจานเบรกแบบปกติ พร้อมตัวช่วยเบรกที่ป้องกันไม่ให้เสียอาการขณะใช้เบรกหนัก
Everest Platinum V6 4WD 10AT เป็น SUV 7 ที่นั่งปอดใหญ่ใจพองโต เหมาะกับการขับทางไกล เบาะนั่งและช่วงล่างเน้นความสบายเนื้อสบายตัวหนึบๆแน่นๆ ขับบนทางไม่เรียบก็ไม่กระแทกกระเทือนจนเกินไป เครื่องยนต์ดีเซล V6 3.0 ลิตร โบเดี่ยว ขับแบบไม่ได้เน้นเอาตัวเลขสวยๆ มาโชว์ ทำได้ 8.5-9.2 กิโลเมตรต่อลิตร ทุกแง่มุม มันเป็นรถอเนกประสงค์ที่ขับได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับเจ้าตลาดอย่าง Toyota Fortuner GR Sport หรือแม้แต่ Isuzu MU-X ก็ยังเป็นรองทั้งการทรงตัว ความสบายในการขับทางไกล รวมไปถึงระบบส่งกำลังและอุปกรณ์ภายใน ความนุ่มนวลของช่วงล่าง พวงมาลัยไฟฟ้าแม่นยำพอใช้ได้ Everest ไม่ว่าจะเป็นเครื่องอะไร ก็เป็นรถครอบครัวคันโตที่พยายามทำทุกอย่างให้ออกมาดูดี การนำเครื่องยนต์ V6 เข้ามาขาย เหมือนกับเป็นการชิมลางดูการตอบสนองของลูกค้า แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น Everest ยังคงยืนหนึ่งรถ PPV SUV ที่ขับได้ดีสุด เหลืออย่างเดียวที่ Ford ต้องทำให้ลูกค้าท่ีอยากได้เชื่อมั่นมากกว่านี้ก็คือ ความเสถียรของระบบส่งกำลังซึ่งกลายปัญหาเรื่องจุกจิกกวนใจลูกค้าที่ใช้งานซึ่งเมื่อเทียบกับตัวเลขยอดขายแล้วก็ไม่ได้เป็นกันทุกคัน แค่เครื่องไม่เหนียวคงกระพันเท่าพี่โตเท่านั้นเองละครับ
Ford Everest Platinum 3.0L Turbo V6 4WD 10 AT
เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง
ดีเซล 3.0 ลิตร V6 เทอร์โบ
กำลังสูงสุด 250 แรงม้า (184 กิโลวัตต์) / 3,250 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 600 นิวตัน-เมตร / 1,750-2,250 รอบต่อนาที
ระบบขับเคลื่อนและระบบส่งกำลัง
เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ e-Shifter
ขับเคลื่อน 4 ล้อ 4WD Terrain Mangement System พร้อมระบบเลือกโหมดการขับขี่ 6 โหมด : Normal, Eco, Tow/Haul, Slippery,Mud/Ruts and Sand
แชสซีส์และระบบกันสะเทือน
ด้านหน้า แบบอิสระปีกนก 2 ชั้นพร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง
ด้านหลัง แบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์และเหล็กกันโคลงดิสก์เบรกหน้าพร้อมครีบระบายความร้อน และดิสก์เบรกหลัง
ล้อและยางล้ออัลลอย 21″ พร้อมยางขนาด 275/45 R21
อุปกรณ์ภายนอก
ชุดแต่งภายนอกแบบ Platinum
ไฟหน้าแบบ Matrix LED พร้อมระบบปรับมุมลำแสงไฟอัตโนมัติ และระบบป้องกันไฟแยงตา และระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ
ไฟวิ่งกลางวันแบบ LED รูป C-Clamp
ไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED
ไฟท้ายแบบ LED Signature
ไฟส่องสว่างข้างตัวรถ
ระบบไฟส่องสว่างแบบแบ่งโซน
หลังคาสีดำพร้อม Panoramic Moonroof
ประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้า
ราวหลังคาสีดำแบบยกสูง
บันไดข้างสีเงิน
ตัวอักษร PLATINUM สีโครเมียม ติดฝากระโปรงหน้า
อุปกรณ์ภายในและความสะดวกสบาย
หน้าจอแสดงผลบนหน้าปัดแบบสีขนาด 12.4 นิ้ว
กุญแจรีโมทอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ
ระบบเปิด-ปิดกระจกสัมผัสเดียวทุกบาน
กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ พร้อมช่องต่อ USB
ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา
ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมสวิตช์ควบคุม
เบาะหนังและหนังสังเคราะห์สีดำ พร้อมโลโก้ซิกเนเจอร์ 'Platinum’
เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า10 ทิศทาง พร้อมระบบปรับอากาศและระบบบันทึกตำแหน่งเบาะที่นั่ง
เบาะแถวที่ 3 พับไฟฟ้า
ไฟตกแต่งภายในห้องโดยสาร
ช่องต่อไฟ 12V 3 ช่อง พร้อมช่องต่อไฟ 230V (400W) 1 ช่อง
แท่นชาร์จไร้สาย
ระบบเครื่องเสียงและการเชื่อมต่อ
หน้าจอสีแสดงผลแบบสัมผัส Multi-Touch ขนาด 12 นิ้ว
รองรับ WirelessApple CarPlay® และ Android AutoTM
ระบบเชื่อมต่อบลูทูธและระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 4A
โมเด็มเชื่อมต่อ Ford app
ช่องต่อ USB 4 ตำแหน่ง
ระบบเสียง Bang & Olufsen® พร้อมลำโพง 12 ตัว
อุปกรณ์ความปลอดภัย
ถุงลมนิรภัย 7 จุด คู่หน้า / ด้านข้าง / ม่านถุงลมนิรภัย / และถุงลมบริเวณหัวเข่า
ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน
สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้าและด้านหลัง
กล้องมองหลังขณะถอยจอด พร้อมกล้องมองรอบคัน 360 องศา
ระบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA
เบรกมือไฟฟ้า
ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP และ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี พร้อม Electric Break Booster
ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน HLA และระบบลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ ROM
ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา HDC
เทคโนโลยีช่วยในการขับขี่ขั้นสูงกล้องมองรอบคัน 360 องศาระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ พร้อมระบบ Stop&Go และระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะระบบช่วยเบรคอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนนระบบเตือนการชนด้านหน้าระบบช่วยควบคุมรถหลังจากชนระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทางระบบตรวจจับรถในจุดบอด และระบบตรวจจับขณะออกจากช่องจอดระบบป้องกันการชนเมื่อถอยหลังระบบช่วยการหักพวงมาลัยเพื่อเลี่ยงการปะทะระบบตรวจเช็กลมยาง