FTA ไทย-EU โค้งสุดท้าย! “ศุภจี” ลั่นยึดผลประโยชน์ไทย เตรียมถกต่อภูเก็ต
“ศุภจี” เผย FTA ไทย-EU เจรจาคืบหน้าแล้ว 2 ใน 3 ข้อบท เหลืออีก 1 ใน 3 เตรียมเปิดโต๊ะรอบ 10 วันที่ 28 ก.ย. ตั้งเป้าปิดดีล ก่อนเข้าสู่กระบวนการขัดเกลาทางกฎหมายและลงนาม คาดใช้เวลาราว 1 ปี
วันที่ 18 ก.ย. 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA ไทย-EU) ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานว่า การประชุมครั้งนี้ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง โดยนายกรัฐมนตรีต้องการรับฟังข้อมูลและกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยึดกรอบการเจรจาร่วมกัน ทั้งท่าทีหลักที่มุ่งให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุด และท่าทีรองซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องรักษาไว้ หากการเจรจาไม่สามารถบรรลุตามท่าทีหลักได้
ปัจจุบันการเจรจา FTA ไทย-EU สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันแล้วประมาณ 2 ใน 3 ของข้อบททั้งหมด เหลืออีกประมาณ 1 ใน 3 โดยการเจรจารอบที่ 10 มีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 28 ก.ย.นี้ ที่จังหวัดภูเก็ต ใช้เวลาเจรจากับผู้แทน EU ประมาณ 1 สัปดาห์ และตั้งเป้าหมายปิดข้อบทที่เหลือทั้งหมด
หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการขัดเกลาทางกฎหมาย (Legal Scrub) และจัดทำถ้อยคำ (Wording) ให้ตรงกันอย่างละเอียด ก่อนจัดทำร่างข้อตกลงและลงนาม จากนั้นจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบ และเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป โดยคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี
สำหรับสินค้าอ่อนไหว ทั้งไทยและ EU ยังคงยึดหลักการจากการเจรจารอบที่ 9 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยจะกำหนดกรอบยกเว้นสำหรับสินค้าที่มีความอ่อนไหวและไม่เข้าไปแตะต้อง ขณะที่รายการสินค้าที่สามารถเปิดตลาดและสร้างประโยชน์ร่วมกันได้ จะเดินหน้าเปิดตลาดก่อน
นางศุภจีกล่าวว่า การเปิดตลาด EU จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดการพึ่งพาตลาดเดิม และสร้างความสมดุลทางการค้าให้ไทยมากขึ้น ขณะเดียวกัน FTA ไทย-EU ยังมีความสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั้งจากสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งออกสินค้าไปยังตลาด EU
ทั้งนี้ หากการเจรจา FTA ไทย-EU ประสบความสำเร็จ จะช่วยเพิ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ไทย โดยผลการศึกษาของสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนาระบุว่า จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยเพิ่มขึ้น 1.28% จากปัจจุบันที่ขยายตัวในระดับกว่า 2% ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวเกิน 3% ต่อปี ขณะที่การส่งออกจะเพิ่มขึ้น 2.8%