FutureBuild Asia 2026 ขนคอนเทนต์-นิทรรศการเชื่อมอุตสาหกรรมก่อสร้าง
การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมก่อสร้างจากการแข่งขันด้านต้นทุน สู่การแข่งขันด้วย เทคโนโลยี นวัตกรรม ความยั่งยืน และการลดคาร์บอน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การหาองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ทันสมัยและการต่อยอดเครือข่ายทางธุรกิจเป็นสิ่งจำเป็น
เร็ว ๆ นี้ ที่ประเทศไทยจะจัดงาน FutureBuildAsia 2026 ระหว่างวันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2569 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด: Shaping the Future of Construction in Asia – by Bridging Professionals, Stakeholders and Technologies ซึ่งเป็นเวทีประชุมและนิทรรศการนานาชาติด้านอุตสาหกรรมก่อสร้างที่รวบรวมผู้พัฒนาโครงการ ผู้รับเหมา วิศวกร สถาปนิก นักลงทุน หน่วยงานภาครัฐ และผู้พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนการก่อสร้างและการพัฒนาเมืองของภูมิภาค
“งานนี้จัดขึ้นเพื่อยกระดับระบบนิเวศอุตสาหกรรมก่อสร้าง (Bridge the Ecosystem) เชื่อมโยงทุกภาคส่วนของห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่เจ้าของโครงการ ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา ซัพพลายเออร์ และภาครัฐ การผลักดันอนาคตอุตสาหกรรมก่อสร้าง และความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บูรณาการนวัตกรรมและความยั่งยืน และเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยสู่เวทีโลก”
การรวมขุนพลคนก่อสร้างระดับภูมิภาค
งานนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นเวที “รวมขุนพลคนก่อสร้าง” จากทุกภาคส่วนในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นองค์กรชั้นนำ สมาคมวิชาชีพ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้กำหนดทิศทางในอุตสาหกรรม ซึ่งผู้เข้าร่วมงานจะมีโอกาสพบปะกับ บุคคลในวงการและวิทยากรชั้นนำกว่า 100 ท่านเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างคอนเนคชันทางธุรกิจในระดับ B2B ทั่วภูมิภาค
นายนิวัฒน์ ธัญปิตินันทน์ ประธาน Advisory Board งาน FutureBuild Asia 2026 กล่าวว่า งานครั้งนี้มีความแตกต่างจากนิทรรศการทั่วไป เพราะได้รับการออกแบบให้เป็นเวทีเชื่อมโยง“แนวราบ” ที่ผู้เกี่ยวข้องในวงการก่อสร้างทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ให้ได้มาพบกันจริง
“งานที่เราเห็นกันส่วนใหญ่มักเป็นงานแนวดิ่ง เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและจบอยู่ภายในกลุ่มของตัวเอง ซึ่งงานเหล่านั้นยังคงมีความสำคัญและควรจัดต่อไป แต่ FutureBuild Asia จะอาสาทำหน้าที่เชื่อมงานแนวดิ่งเหล่านั้นเข้าหากันในแนวราบ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมก่อสร้างได้พบปะ พูดคุย และเข้าใจบทบาทของกันและกันมากขึ้น”
นายนิวัฒน์กล่าวต่อว่า แม้งานจะมีทั้งการประชุมและนิทรรศการ แต่เป้าหมายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาแสดงกันอย่างน่่ตื่นเต้นเพียงอย่างเดียว หากต้องการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและผู้บริหารจากทุกสายงานได้สร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน
“เราอยากให้เจ้าของโครงการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ออกแบบ ผู้จำหน่ายสินค้าและวัสดุ ผู้ควบคุมงาน ผู้รับเหมา รวมถึงสถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย โลจิสติกส์ และสถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรม ได้มาเรียนรู้ซึ่งกันและกันว่า จะช่วยกันปรับปรุงและยกระดับวงการก่อสร้างให้มีมาตรฐานสูงขึ้นได้อย่างไร”
อัดแน่นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์
ตลอด 3 วันของการจัดงาน จะมีการประชุมและสัมมนาครอบคลุมประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม Capital, Urbanization & Partnership Foundations ,Infrastructure, Technology, Energy & Sustainable Delivery และ Energy, Data Center Resilience & Future Workforce
งานแบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 แกนหลัก ได้แก่ ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์
: เสียงจากผู้กำหนดนโยบายและภาคอุตสาหกรรม, พลังเครือข่ายวิชาชีพ
: การสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรวิชาชีพ, ประเด็นหลักที่ต้องปรับปรุง
: ถอดบทเรียนและความท้าทายของภาคก่อสร้าง, เสียงสะท้อนที่ขับเคลื่อนอนาคต
: นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่, พลังร่วมแห่งระบบนิเวศอุตสาหกรรมก่อสร้าง
: ความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับวงการก่อสร้างให้ทันสมัย
“ทุกคนคือคู่ค้า มากกว่าคู่แข่ง”
ประธาน Advisory Board งาน FutureBuild Asia 2026 ระบุว่า ในโลกธุรกิจยุคใหม่ การมองทุกฝ่ายเป็นคู่แข่งอาจทำให้พลาดโอกาสในการสร้างความร่วมมือ ขณะที่อุตสาหกรรมก่อสร้างจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้และความสามารถจากหลายสาขา
“วงการก่อสร้างมีเครือข่ายที่ซับซ้อน และการขยายการพบปะแบบ ‘พบเอง’ มีข้อจำกัดต่อโอกาสและต่อยอดธุรกิจได้มาก เราควรมองทุกคนให้เป็น ‘คู่ค้า’ มากกว่า ‘คู่แข่ง’ และมุ่งยกระดับวงการก่อสร้างไทยสามารถแข่งขันในตลาดนานาชาติได้
นายนิวัฒน์กล่าวว่า ภาพที่ต้องการเห็นจากการจัดงานไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้าชมหรือผู้จัดแสดง แต่คือการเกิดความร่วมมือที่นำไปสู่การยกระดับมาตรฐาน การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
“ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็น FutureBuild Asia เติบโตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และช่วยให้วงการก่อสร้างไทยพัฒนาไปสู่ระดับที่ทัดเทียมกับต่างประเทศ จึงขอเชิญชวนผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมาร่วมงาน FutureBuild Asia 2026 ระหว่างวันที่ 11–13 พฤศจิกายน 2569 ที่ไบเทค บางนา”
นายนพดล ใจซื่อ นายกสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย (CEAT) กล่าวเสริมว่า ประเทศไทย การยกระดับความร่วมมือและศักยภาพของวิศวกรไทยไปสู่ระดับสากล ถือเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ ที่ทุกคนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง
“ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างขนาดกลางต้องเผชิญความท้าทายด้าน ‘นวัตกรรมเทคโนโลยี’ ควบคู่กับเป้าหมาย ‘ความเป็นกลางทางคาร์บอน’ ภายในปี 2050-2065”
ด้านนายนิคม เลิศมัลลิกาพร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เวิลด์เด็กซ์จี.อี.ซี. จำกัด กล่าวว่า “ประเทศไทยมีความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้าและการประชุมระดับโลก และ FutureBuild Asia จะไม่เป็นเพียงเวทีนำเข้าเทคโนโลยี แต่จะเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างมูลค่าให้ผู้ประกอบการไทย เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และพันธมิตรจากทั่วโลก เพื่อดึงการลงทุน ผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ตลาดสากล และร่วมวางรากฐานระบบนิเวศอุตสาหกรรมก่อสร้างที่แข็งแกร่งและยั่งยืน”
นอกจากนี้ พันธมิตรผู้จัดงานยังพร้อมนำงาน DOMOTEX South East Asia และ R+T South East Asia มาจัดร่วมกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านวัสดุก่อสร้าง เทคโนโลยีอาคาร และโซลูชันสำหรับ Built Environment ที่ครบวงจรในพื้นที่เดียว
การจัดงานเกิดขึ้นจากความร่วมมือของพันธมิตรระดับโลกอย่าง Messe Stuttgart, Deutsche Messe, GLOBUS Events และ Worldex G.E.C พร้อมด้วยการสนับสนุนพร้อมด้วยการสนับสนุนจากกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และองค์กรพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรม สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับวงการก่อสร้าง โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงระบบนิเวศอุตสาหกรรมก่อสร้างแห่งเอเชีย (Bridge the Ecosystem) และยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างสู่ความยั่งยืน คาดการณ์ผู้เข้าร่วมงานระดับมืออาชีพกว่า 8,000 คน ผู้จัดแสดงสินค้ามากกว่า 300 ราย จากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก