Gartner ชี้ 4 เทรนด์ Future of Work ยุค AI
การ์ทเนอร์ชี้ 4 เทรนด์ที่จะกำหนดอนาคตการทำงานในยุค AI โดยให้ความสำคัญกับการเสริมศักยภาพคน การปรับทักษะ การรักษาบริบทในการตัดสินใจ และการลงทุนต่อยอดมูลค่า พร้อมคาดการณ์ว่าภายในปี 2572 พนักงานราว 30% ที่ถูกเลิกจ้างจากการนำ AI มาแทนที่ จะถูกจ้างกลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง และทำให้องค์กรมีต้นทุนสูงขึ้น
โทรี พอลแมน (Tori Paulman) รองประธานฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวถึงโอกาสของ AI ว่าอยู่ที่การเสริมศักยภาพทีมงาน โดยผู้บริหารสามารถเพิ่มมูลค่าจาก AI ผ่านการปรับบทบาทหน้าที่และกระบวนการทำงาน เพื่อเพิ่มความเร็วและลดอุปสรรคในการขับเคลื่อนธุรกิจ
ลดคนวันนี้ อาจเพิ่มต้นทุนสรรหาและฝึกอบรมในอนาคต
การลดขนาดทีมช่วยเพิ่มผลกำไรทางการเงินระยะสั้นได้ แต่กระทบกระบวนการคัดสรรและพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพ หรือ Talent Pipelines รวมถึงองค์ความรู้ที่สะสมภายในองค์กร ขณะที่การเติบโตของกำลังแรงงานทั่วโลกเริ่มทรงตัวหรือลดลง การแข่งขันแย่งชิงคนที่มีทักษะตรงความต้องการจึงรุนแรงขึ้น และเพิ่มต้นทุนทั้งการสรรหา ฝึกอบรม และรับพนักงานใหม่
พอลแมนเสนอแนวทาง Talent Remix หรือการปรับสัดส่วนบุคลากร โดยใช้ AI ช่วยปรับบทบาทและโยกย้ายทีมจากงานที่สร้างผลผลิตได้น้อยไปสู่โอกาสใหม่ที่มีมูลค่ามากกว่า การปลดคนเร็วหรือมากเกินไปอาจกระทบความสามารถในการสร้างนวัตกรรม พัฒนาโมเดลธุรกิจ และเข้าสู่ตลาดใหม่ในช่วงที่ AI ยังพัฒนาต่อเนื่อง
Hype Cycle สะท้อนช่วงเปลี่ยนผ่านของการลงทุน AI
รายงาน Gartner 2026 Hype Cycle for the Future of Work ชี้ถึงการลงทุน AI ยุคแรกที่เริ่มเข้าสู่ Trough of Disillusionment หรือช่วงที่กระแสความนิยมเริ่มลดลง พอลแมนมองว่าความท้าทายของผู้บริหารอยู่ที่การใช้ AI ขยายความสามารถทางสติปัญญา ความเชี่ยวชาญ และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์
Gartner Hype Cycle ใช้สะท้อนระดับการพัฒนาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกับแอปพลิเคชัน ตลอดจนศักยภาพในการแก้ปัญหาธุรกิจและต่อยอดโอกาสใหม่ตามช่วงเวลา จึงเป็นข้อมูลประกอบการวางแผนเลือกใช้เทคโนโลยีให้ตรงเป้าหมายองค์กร โดยการเปลี่ยนแปลงสำคัญด้านการทำงานแบ่งเป็น 4 เรื่องต่อไปนี้

1. สร้างความสัมพันธ์กับ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพคนทำงาน
เมื่อ AI พัฒนาเป็น Toolmate หรือเครื่องมือที่ทำงานร่วมกับคน องค์กรต้องออกแบบความร่วมมือที่ลึกขึ้น พร้อมรักษาความรับผิดชอบต่อผลงานไว้ แนวทางนี้ใช้ AI เสริมการใช้วิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ และการตัดสินใจของพนักงาน
เทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่อนแนวทางนี้ประกอบด้วย AI Avatar of the Employee, AI Toolmate, Digital Coaching Applications, Employee Digital Twin และ Emotion AI ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้บริหารควรพิจารณาในบริบทของการเพิ่มขีดความสามารถคนทำงาน
2. เตรียมบุคลากรให้เรียนรู้และปรับตัวกับบทบาทใหม่
ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีทำให้ช่องว่างด้านทักษะ ความสามารถในการปรับตัว และความพร้อมของบุคลากรชัดขึ้น องค์กรจึงต้องการพนักงานที่เรียนรู้สิ่งใหม่ได้ต่อเนื่อง ทำงานข้ามสายงาน และเติบโตไปกับบทบาทที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อสร้าง AI-Ready Workforce
การเตรียมความพร้อมครอบคลุมการพัฒนา AI Literacy หรือความรู้ความเข้าใจด้าน AI การใช้ AI บริหารจัดการทักษะ การเสริม Digital Dexterity หรือความคล่องแคล่วทางดิจิทัล และการวิเคราะห์รูปแบบการทำงานของพนักงาน พร้อมพัฒนาความเชี่ยวชาญ AI ให้ผู้บริหาร เพื่อให้ทีมสามารถปรับวิธีทำงานได้ต่อเนื่อง
3. รักษาบริบท วิจารณญาณ และองค์ความรู้ขององค์กร
เมื่อ AI เข้ามาอยู่ในกระบวนการธุรกิจมากขึ้น บริบทการทำงาน วิจารณญาณของมนุษย์ และ Institutional Knowledge หรือความรู้สะสมในองค์กร มีความเสี่ยงสูญหาย ระบบที่ออกแบบไว้จึงต้องช่วยเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจโดยยังมีมนุษย์กำกับดูแล และทำให้พนักงานเข้าใจเหตุผลกับที่มาของกระบวนการทำงานควบคู่ไปกับวิธีปฏิบัติ
เทคโนโลยีที่ CIO ควรพิจารณา ได้แก่ Conversational User Interfaces สำหรับโต้ตอบกับระบบ, Decision Intelligence Platforms สำหรับวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจ และ Generative UI ซึ่งเป็นหน้าจอหรืออินเทอร์เฟซที่ AI สร้างและปรับองค์ประกอบได้ โดยนำมาใช้ในระบบที่ยังรักษาความเข้าใจบริบทของคนทำงาน
4. นำผลประโยชน์จาก AI ไปลงทุนสร้างมูลค่าต่อเนื่อง
การสร้างมูลค่าในระยะยาวต้องมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับใช้ AI ให้เหมาะกับแต่ละกรณีใช้งาน เพื่อให้ดำเนินการได้เร็วขึ้น มีต้นทุนต่ำลง และปลอดภัยขึ้น การวางรากฐานนี้ช่วยให้องค์กรต่อยอดจากเครื่องมือ AI ทั่วไปไปสู่การใช้งานที่เหมาะกับธุรกิจ
การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2570 องค์กร 75% ที่มุ่งเก็บเกี่ยวผลผลิตจาก AI ในรูปของการลดต้นทุน จะถูกบดบังและแพ้ให้คู่แข่งที่นำผลกำไรกลับไปลงทุนอย่างจริงจังในนวัตกรรม การปรับองค์กรให้ทันสมัย และการยกระดับทักษะแรงงาน
เทคโนโลยีประกอบแนวทางนี้ ได้แก่ AI-powered Wearables หรืออุปกรณ์สวมใส่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI, Domain-specific GenAI Models หรือโมเดลเชิงสร้างสรรค์เฉพาะโดเมน, Embodied AI ซึ่งผสานกับระบบกายภาพเพื่อรับรู้และโต้ตอบกับโลกจริง และ Vibe Coding ที่ให้ AI Agents ลงมือเขียนโค้ด
แนวทางสำหรับผู้บริหารธุรกิจและไอทีจึงครอบคลุมทั้งการปรับบทบาทคน การลงทุนทักษะ การรักษาความรู้ในองค์กร และการนำผลประโยชน์จาก AI ไปต่อยอดนวัตกรรม โดยใช้ทั้ง 4 เรื่องเป็นกรอบวางแผนการทำงานและจุดที่องค์กรจะสร้างมูลค่าเพิ่ม
ติดตามข่าวสาร อัปเดตเทคโนโลยี รีวิวของใหม่ก่อนใคร ได้ทาง www.techoffside.com และ ช่องทางโซเชียล Facebook, Instagram, YouTube และ TikTok