สินค้ากลุ่มเทคฯ ไทยขายดี ดัน GDP ขยับโต 1.6–2.0%
<ol>
สินค้ากลุ่มเทคฯ ไทยขายดี ดัน GDP ขยับโต 1.6–2.0%
เผยแพร่: 5 ส.ค. 2569 17:00 ปรับปรุง: 5 ส.ค. 2569 17:00 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
กกร.ปรับเพิ่มกรอบคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็นขยายตัว 1.6–2.0% พร้อมยกระดับคาดการณ์ส่งออกเป็นเติบโต 8–10% หลังสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีรับอานิสงส์จากกระแส AI ขณะที่เสนอรัฐบาลเร่งเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบและการผลิตในประเทศ เชื่อมโยงฐานข้อมูลรัฐ–เอกชน เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือธุรกิจและประชาชนตรงจุดมากขึ้น
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนในระดับสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีลักษณะแบบ K-shape หรือบางประเทศและบางอุตสาหกรรมเติบโตได้ดี ขณะที่อีกส่วนหนึ่งชะลอตัว
ประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานในระดับสูงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากต้นทุนและแรงกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่ประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีมีโอกาสขยายตัวได้ดีกว่า โดยประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย อยู่ในกลุ่มที่อาจได้รับอานิสงส์จากกระแสดังกล่าว
สำหรับเศรษฐกิจไทย การส่งออกและการลงทุนยังมีแนวโน้มเติบโตดี โดยมูลค่าการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัว 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 26.5% ของการส่งออกทั้งหมด และเติบโตสูงถึง 45.9% ตามความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับกระแส AI ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม แม้ภาคการผลิตบางกลุ่มจะอยู่ใน “K ขาบน” และเติบโตสูง แต่ประเทศไทยยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวมูลค่าเพิ่มจากการขยายตัวดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ กกร.จึงเสนอให้เร่งยกระดับสัดส่วนการผลิตและการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ หรือ Local Content สนับสนุนสินค้า Made in Thailand และสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินจากการส่งออกและการลงทุนหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น รวมทั้งสร้างงานที่มีคุณภาพรองรับการลงทุนจากต่างประเทศในอนาคต
ขณะเดียวกัน ต้องแยกแยะอุตสาหกรรมที่อยู่ใน “K ขาลง” ให้ชัดเจน เพื่อออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงกับปัญหาของแต่ละธุรกิจ ไม่ใช่ใช้มาตรการแบบเดียวครอบคลุมทุกกลุ่ม
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือ การยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐและเอกชนให้เป็นปัจจุบัน ครอบคลุม และสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ โดยเฉพาะข้อมูลการผลิตของโรงงาน ข้อมูลแรงงาน โครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ เพื่อให้ภาครัฐออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตรงจุด วัดผลได้ และใช้ทรัพยากรทางการคลังอย่างคุ้มค่า
กกร.ยังสนับสนุนการบูรณาการฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานในลักษณะ “Connect the dots” เพื่อก้าวไปสู่ Open Government และนำข้อมูลมาใช้แยกประเภทความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางให้เหมาะสมกับความจำเป็นของแต่ละบุคคล รวมถึงตรวจสอบการใช้นอมินี ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ทุนเทา และเศรษฐกิจนอกระบบ ตลอดจนผลักดันพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นพื้นที่นำร่องสำหรับบริการภาครัฐแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ
นอกจากนี้ ภาคเอกชนพร้อมร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ 5 ด้าน ได้แก่ ศูนย์กลางการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมและการลงทุน ศูนย์กลาง AI และดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว ศูนย์กลางการเงิน และศูนย์กลางการแพทย์
กกร.ระบุว่า แนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่จะเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนอาจเพิ่มขึ้นอีกกว่า 544,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2578 ขณะที่ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นโอกาสสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและยกระดับไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง (Final) สรุปประเด็นแถลงข่าวประจำเดือนสิงหาคม 2569.docx
ล่าสุด กกร.ปรับเพิ่มกรอบประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.2–1.6% เป็น 1.6–2.0% พร้อมปรับประมาณการการส่งออกจากเดิมติดลบ 1.5% ถึงติดลบ 0.5% เป็นขยายตัว 8–10% ส่วนอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในกรอบ 2.5–3.0%
แม้ตัวเลขการส่งออกและการลงทุนจะส่งสัญญาณเชิงบวก แต่โจทย์สำคัญของไทยไม่ได้อยู่เพียงการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศ หากยังอยู่ที่การทำให้การเติบโตดังกล่าวเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย เพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศ และกระจายรายได้ไปถึงแรงงานและธุรกิจที่ยังอยู่ในเศรษฐกิจ “K ขาลง” อย่างทั่วถึง