GDP โต 1.9% ลงทุนพุ่งรอบ 13 ปี แต่ทำไมเงินในกระเป๋าคนไทยยังแห้ง? - Marketeer Online


GDP ล่าสุดขยายตัวได้ดีด้วยแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกและการลงทุนขนาดใหญ่ แต่สภาพความเป็นจริงในประเทศกลับเผชิญภาวะฝืดเคือง ประชาชนระวังการใช้จ่าย ภาคการผลิตหยุดนิ่ง และ SME กู้เงินได้ยากขึ้น ทำให้ตัวเลขที่ปรับตัวดีขึ้นยังไม่ส่งผลบวกต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างที่ควรจะเป็น

ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก ขณะที่การผลิตและการใช้จ่ายในประเทศยังชะลอตัวในหลายด้าน

สภาพัฒน์คาดเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 ขยายตัว 2.2% ในกรอบ 2.0-2.5% โดยมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะขยายตัว 9.6% และการส่งออกที่คาดว่าจะเติบโต 15.1%

หนึ่งในตัวเลขที่โดดเด่นของไตรมาส 2 คือการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว 13.4% สูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ไตรมาส 4/2555 โดยการลงทุนในเครื่องจักรและเครื่องมือเพิ่มขึ้น 16.6%

ขณะที่การส่งออกอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมเพิ่มขึ้น 129% และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้น 65.5% สอดคล้องกับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ Data Center

อย่างไรก็ตาม การลงทุนดังกล่าวมาพร้อมกับการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 100.3% มูลค่า 33,000 ล้านดอลลาร์ โดยสภาพัฒน์ระบุว่า แม้จะสอดคล้องกับการลงทุนด้านดิจิทัลและ Data Center แต่ไม่ได้หมายความว่าสินค้านำเข้าทั้งหมดจะถูกนำไปใช้กับ Data Center

เงินลงทุนโต แต่ภาคการผลิตยังไม่ฟื้น

แม้การลงทุนจะขยายตัวแรง แต่ภาคการผลิตกลับเติบโตเพียง 0.1% และอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 57.47% ต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2/2563

ภาคยานยนต์ยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เผชิญแรงกดดัน โดยการผลิตรถยนต์ลดลง 7.2% ขณะที่การส่งออกรถยนต์นั่งลดลง 42.4% จากการแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้าและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศ

ด้านการก่อสร้างขยายตัวเพียง 0.1% และการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ไตรมาส ทำให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นยังไม่ได้กระจายไปยังภาคเศรษฐกิจทุกส่วนอย่างทั่วถึง

ส่งออกยังโต แต่คนไทยใช้จ่ายน้อยลง

การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 12.5% โดยเฉพาะอุปกรณ์โทรคมนาคมและชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ แต่ในประเทศกลับเห็นสัญญาณชะลอตัวของกำลังซื้อ

การบริโภคภาคเอกชนไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 1.9% ลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อน ขณะที่การใช้จ่ายหมวดบริการโตเพียง 0.8% และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงจาก 52.8 เหลือ 50.3

ภาคท่องเที่ยวก็ชะลอตัวเช่นกัน นักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 6.557 ล้านคน ลดลง 4.4% และอัตราเข้าพักเฉลี่ยลดลงจาก 73.98% เหลือ 68.97%

SME ยังเจอสภาพคล่องตึงตัว

แรงกดดันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้บริโภค แต่ยังลงไปถึงธุรกิจรายเล็ก โดยสินเชื่อธุรกิจ SME ไตรมาส 2 หดตัว 5.07% จาก -4.49% ในไตรมาสก่อน และติดลบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2566

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ค้าส่งค้าปลีก การผลิต โรงแรมและร้านอาหาร ขณะที่สินเชื่อ SME ใน Stage 2 อยู่ที่ 15.9% ทำให้สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง

ช่วงครึ่งแรกปี 2569 มีธุรกิจแจ้งเลิกกิจการ 7,024 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% ขณะที่ธุรกิจตั้งใหม่มี 44,773 ราย เพิ่มขึ้น 2.1% แต่ทุนจดทะเบียนรวมลดลง 25.4%

GDP โต แต่คำถามคือโตไปถึงใคร?

ภาพเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 จึงมีความแตกต่างอยู่ในตัวเอง ด้านหนึ่งการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญ แต่อีกด้านหนึ่งกำลังซื้อ ภาคการผลิต SME และตลาดแรงงานยังเผชิญแรงกดดัน

ขณะที่หนี้ครัวเรือนยังอยู่ที่ 85.9% ต่อ GDP และจำนวนผู้รับสิทธิว่างงาน ม.33 เฉลี่ย 289,800 คน หรือ 2.37% สูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส

ดนุชา ระบุว่า สภาพัฒน์ยังคงคาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 2.2% ในกรอบ 2.0-2.5% โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก

แต่โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า GDP จะโตได้เท่าไร หากเป็นว่า การลงทุนและการส่งออกที่โตแรง จะส่งต่อมายังกำลังซื้อ รายได้ และธุรกิจรายย่อยได้มากน้อยแค่ไหน เพราะตัวเลขเศรษฐกิจที่เป็นบวก อาจยังไม่เพียงพอ หากคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้สึกว่าเงินในกระเป๋าดีขึ้น

เทียบเศรษฐกิจไทยกับเพื่อนบ้านและเอเชีย 10 ประเทศ