กกร. เพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้โต 2.1-2.5% เกาะติด K-shape Economy
นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มเติบโตดีกว่าที่ประเมินไว้ จากแรงส่งของการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัวสูงกว่าคาด โดย กกร. ได้ปรับประมาณการ GDP ปีนี้ เป็นขยายตัวได้ 2.1-2.5% จากเดิม 1.6-2.0% และเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็น 12-16% จากเดิม 8-10% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ยังคงคาดการณ์เดิมที่ 2.5-3.0%
อย่างไรก็ดี แรงส่งจากการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชนสู่เศรษฐกิจในประเทศได้ลดลงอย่างชัดเจน โดยในอดีตการส่งออกที่เติบโตเฉลี่ยราว 14% และการลงทุนที่เติบโต 10% เคยสอดคล้องกับ GDP ที่ขยายตัวเฉลี่ยราว 6-7% สะท้อนว่าไทยสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Domestic Value Capture) ได้น้อยลง จากการพึ่งพา Import Content ที่สูง ขณะที่การลงทุนระลอกใหม่ ยังสร้างการจ้างงานได้จำกัดเมื่อเทียบกับในอดีต
ทั้งนี้ กกร. จึงมองว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาการอยู่ในเรดาร์การลงทุนของโลก แต่ต้องเร่งต่อยอดให้เต็มศักยภาพ เช่น Data center ซึ่งทุกการลงทุน 100 MW คิดเป็นมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท ต้องเร่งสร้าง Ecosystem ให้เกิดเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ (vertical integration) การยกระดับภาคอุตสาหกรรมไปสู่ smart manufacturing และการเตรียมความพร้อมด้านบุคคลากร ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น creative economy เพื่อให้เกิด real impact ต่อเศรษฐกิจในประเทศ ดังนั้น กกร. จึงได้แต่งตั้งคณะทำงาน Data center เพื่อร่วมขับเคลื่อนธุรกิจนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย
*เกาะติด K-shape Economy จี้ปฏิรูปโครงสร้างข้อมูล
กกร. มองเห็นความสำคัญในการยกระดับข้อมูลอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อให้เข้าใจการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในลักษณะ K-shape Economy มากขึ้น ซึ่ง กกร. ได้ติดตามประเด็น K-shape ของเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน มิ.ย. 69 โดยเจาะลึกข้อมูลด้านการส่งออก การผลิต และข้อมูลงบการเงินภาคธุรกิจ ทั้งในมิติรายอุตสาหกรรม สัญชาติและขนาดของธุรกิจ พบว่า K ขาบนกระจุกตัวในธุรกิจ New Economy ที่ได้อานิสงส์จาก Digital และ AI เช่น คอมพิวเตอร์ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทจีน สหรัฐฯ และสิงคโปร์
ขณะที่ K ขาล่างเป็นธุรกิจที่เผชิญการแข่งขันรุนแรงจากสินค้าต่างประเทศ เช่น ยานยนต์ ปิโตรเลียม และวัสดุก่อสร้าง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพบว่าธุรกิจ SMEs ใน K ขาล่าง สัญชาติไทยที่อยู่ใน 7 อุตสาหกรรมภายใต้ Reinvent Thailand มีการผลิตลดลงเฉลี่ย 8% ขณะที่กิจการต่างชาติลดลงสูงถึง 19% โดยเฉพาะธุรกิจญี่ปุ่น
ดังนั้น ความแตกต่างที่เกิดขึ้น ทำให้การมองเพียงตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมอาจไม่เพียงพอ และยิ่งตอกย้ำความสำคัญของข้อมูล ผ่านการยกระดับตัวชี้วัดใน 3 มิติ ได้แก่ ความครอบคลุม (Coverage) คุณภาพข้อมูล (Quality) และสะท้อนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Structure) ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยอาศัยการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สภาพัฒน์ และสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้เกิดการปฎิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน
*ชงรัฐปลดล็อกส่งออกน้ำมัน แก้ต้นทุนโรงกลั่น
สำหรับปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมายกระดับ ได้เพิ่มแรงกดดันต่อราคาพลังงานโลก และสร้างความผันผวนในตลาดการเงิน โดยล่าสุด ณ ต้นเดือน ก.ย.69 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปรับเพิ่มขึ้นแตะ 95 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล (จาก 84 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล เมื่อเดือน ก.ค.) ท่ามกลางปริมาณน้ำมันสำรองโลกที่ลดลงต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน จากมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันดีเซลที่ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำมันสำเร็จรูปสะสมในคลังสูงขึ้น จนผู้ประกอบการโรงกลั่นจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกลั่น และปริมาณวัตถุดิบพลอยได้จากกระบวนการกลั่น (By-products) อาทิ Naphtha, Benzene, Toluene, Para-Xylene เป็นต้น ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลาสติก ยาง เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ และบรรจุภัณฑ์
ดังนั้น จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาผ่อนคลายให้สามารถส่งออกน้ำมันได้ตามกลไกการค้าเสรี รวมทั้งการบริหารสถานการณ์ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ตามที่ กกร. ได้เสนอไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการบริหารสมดุลการผลิต ลดผลกระทบต่อภาคการกลั่น และรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไทย
สำหรับข้อกังวลเรื่องการตั้ง Data Center ในเขตเมือง และการหลบเลี่ยงรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยจดทะเบียนอาคารเป็นประเภทคลังสินค้า ทั้งที่มีการใช้ทรัพยากรไฟฟ้า และน้ำ มหาศาลนั้น นายผยง ชี้แจงว่า คำว่า Data Center ครอบคลุมตั้งแต่ห้องเก็บเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็กในออฟฟิศ ไปจนถึงศูนย์ข้อมูลระดับยักษ์ (Hyperscale)
ส่วนประเด็นการหลบเลี่ยงกฎหมาย เป็นเรื่องของประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย และการกำกับดูแลของภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลกำลังให้ความสำคัญในการปฏิรูปกฎหมาย จัดโซนนิ่ง (Zoning) และเตรียมระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อรองรับการเติบโตอย่างเป็นระเบียบ
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ระบบ Data Center ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับภาคเอกชน เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่ ต่างมีระบบจัดเก็บข้อมูลของตนเองอยู่แล้ว แต่โครงการขนาดใหญ่ที่กำลังเข้ามาเป็นกระแสเนื่องจากมีมูลค่าการลงทุนมหาศาล ข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาในเอเชีย จำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการผ่านฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอัจฉริยะ และกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ
ทั้งนี้ หากประเทศไทยไม่มี Data Center ที่เพียงพอ เราจะต้องเสียเปรียบ และต้องหันไปพึ่งพาบริการของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะทำให้สูญเสียศักยภาพการแข่งขัน และขาดดุลบัญชีบริการ แม้ว่าระบบ Data Center เองจะจ้างงานผู้ปฏิบัติงานโดยตรงในระดับที่ต่ำมากคล้ายคลึงกับโรงไฟฟ้า แต่เม็ดเงินและความมั่งคั่งจะเกิดขึ้นจากการจ้างงานในธุรกิจต่อเนื่อง และการพัฒนาปลายน้ำที่ตามมา
สำหรับประเด็นเรื่องข้อเสนอในการส่งออกน้ำมัน นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสต๊อกน้ำมันดิบหมุนเวียนอยู่ประมาณ 109 วัน และการนำเข้าน้ำมันดิบในปัจจุบันไม่ได้ผ่านเส้นทางปกติที่เป็นจุดเสี่ยงของความขัดแย้งเป็นส่วนใหญ่ แต่เป็นการนำเข้าจากแหล่งอื่น ๆ เช่น แอฟริกา และอเมริกาใต้ เป็นหลัก ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ หากกระทรวงพลังงาน ประสานงานร่วมกับกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันเพื่อปลดล็อกการส่งออกดีเซลได้ จะช่วยให้โรงกลั่นสามารถดำเนินกระบวนการผลิตได้เต็มกำลังความสามารถ
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์