แก๊งคอลฯ ล็อกเป้าใหม่ ‘Gen Z’ เตือนภัยวัยโจ๋ เก่ง ‘TECH’-อ่อนโลก ปีเดียว 2 หมื่นคดี-700 ล้าน - มติชนสุดสัปดาห์

คอลัมน์ อาชญากรรม : อาชญา ข่าวสด

อะไรคือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ Gen Z คาดไม่ถึง จนทำให้เกราะป้องกันบนโลกดิจิทัลพังทลายลง

เบื้องหลังตัวเลขความสูญเสียหลายร้อยล้าน มีอาวุธทางจิตวิทยาชนิดใหม่ที่ขบวนการคอลเซ็นเตอร์ใช้เจาะลึกความกลัว บีบให้ปัญญาชนยอมส่งมอบเงินสดหลายล้านโดยไม่กล้าบอกใคร

รายงานสถิติคดีออนไลน์จากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ หรือ ACSC ร่วมกับสถิติจากระบบรับแจ้งความออนไลน์ Thaipoliceonline หรือ TPO เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธวิธีอย่างมีนัยสำคัญของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 31 สิงหาคม 2569 มีการรับแจ้งความรวม 318,868 คดี

พบคดีที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าผู้เสียหายเป็นกลุ่มนักศึกษาสูงถึง 23,286 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกันพุ่งสูงกว่า 693.90 ล้านบาท

สถิติเพียงล่าสุดระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม ถึง 5 กันยายน 2569 รับแจ้ง 5,863 คดี ความเสียหายรวมกว่า 241 ล้านบาท

แม้การหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการจะมีปริมาณสูงสุดถึง 74.2% แต่ประเภทคดีที่สร้างความเสียหายสูงสุดกลับเป็นการหลอกลวงโดยการแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 69 ล้านบาท

ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ระบุชัดว่า กลุ่มผู้เสียหายหลักไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้สูงอายุหรือวัยเกษียณที่มีเงินเก็บก้อนใหญ่เหมือนในอดีตอีกต่อไป

แต่กลับกลายเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือ Gen Z ช่วงอายุ 21 ถึง 30 ปี ตกเป็นเหยื่อสูงสุดในหลายประเภทคดี

การเปลี่ยนเป้าหมายมายังกลุ่มนักศึกษาและผู้เพิ่งเริ่มทำงาน สะท้อนว่ามิจฉาชีพมองเห็นจุดอ่อนเรื่องประสบการณ์ชีวิตและความอ่อนไหวทางอารมณ์

แม้เยาวชนจะมีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี แต่เมื่อต้องเผชิญกับการถูกข่มขู่ด้วยข้อกฎหมายและการกดดันทางจิตวิทยา กลับตกเป็นเหยื่อได้อย่างง่ายดาย

ยุทธวิธีที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์นำมาใช้กับกลุ่มนักศึกษาเน้นการใช้จิตวิทยาข่มขู่อย่างหนัก แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ค่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ แจ้งว่าข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปเปิดซิมการ์ดและนำไปใช้ทำความผิด เช่น บัญชีม้า

ก่อนโอนสายให้ตำรวจปลอมที่สวมเครื่องแบบวิดีโอคอลกดดัน

มิจฉาชีพจะสั่งให้เหยื่อแยกตัวอยู่ตามลำพังและเปิดวิดีโอคอลตลอดเวลา เพื่อตัดขาดการติดต่อจากโลกภายนอก

จากนั้นหลอกให้กุเรื่องกับผู้ปกครองเพื่อขอเงินโอนมาอ้างว่าใช้ทำหลักฐานทางการเงินหรือ Statement สำหรับรับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ

พฤติการณ์ดังกล่าวสร้างความเสียหายแก่นักศึกษาหลายราย เช่น นักศึกษาหญิงอายุ 19 ปี ย่านมีนบุรี สูญเงินโอนไป 1,249,985 บาท

นักศึกษาชายจบใหม่ อายุ 22 ปี ถูกขู่คดีและล่อลวงเรื่องทุนจนโอนเงินบิดาไป 995,000 บาท ก่อนธนาคารช่วยอายัดเงินกู้เพิ่มอีก 5 แสนบาทไว้ทัน

นักศึกษาชายอายุ 19 ปี ถูกหลอกเรื่องซิมระนองและอ้างทุนอังกฤษสูญเงิน 498,999 บาท

นักศึกษาหญิงอายุ 19 ปี ย่านพญาไท ถูกสั่งให้กุเรื่องขอเงินพ่อแม่โอนไปแล้ว 800,000 บาท และกำลังจะขอเพิ่มอีก 1 ล้านบาท

แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าช่วยเหลือไว้ได้ก่อน

พัฒนาการที่น่ากลัวยิ่งขึ้นของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปัจจุบัน คือการพัฒนารูปแบบจากการหลอกให้โอนเงินผ่านระบบธนาคาร มาเป็นการสั่งให้เหยื่อไปถอนเงินสดเพื่อส่งมอบให้ตัวแทนขบวนการโดยตรง หวังหลีกเลี่ยงการถูกระงับอายัดบัญชีจากระบบเตือนภัยของธนาคารและตำรวจ

ดังเช่นกรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล อายุ 19 ปี ถูกหลอกโอนเงินก้อนแรก 50,000 บาท ก่อนถูกสั่งให้ขอเงินมารดาไปถอนเงินสด 800,000 บาท นำไปส่งมอบให้ชายชาวต่างชาติบริเวณหน้าคอนโดมิเนียมย่านพญาไท

กรณีที่ร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นกับนักศึกษาแพทย์ระดับปริญญาเอก มิจฉาชีพฉวยโอกาสช่วงกำลังเครียดกับการทำแผนวิจัย ข่มขู่ว่าอนาคตทางการแพทย์จะสูญสิ้นและพ่อแม่จะถูกจับกุม

บังคับให้หลอกครอบครัวขอเงินไปเรียนต่อสวิตเซอร์แลนด์ เหยื่อโอนเงินไป 11 ครั้ง รวม 4.5 ล้านบาท และยังสั่งให้ถอนเงินสดส่งมอบให้คนร้ายถึงหน้าห้องพัก 3 วันติดต่อกัน รวมเป็นเงินสด 6.5 ล้านบาท มูลค่าความเสียหายรวมสูงถึง 10,995,000 บาท

ก่อนจะถูกโทรศัพท์มาขู่ฆ่าปิดปากจนต้องหลบหนีและเข้าขอความช่วยเหลือจากเพจสายไหมต้องรอดและตำรวจ สน.พญาไท

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง วิเคราะห์เชิงลึกถึงสาเหตุที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์เปลี่ยนเป้าหมายมายังกลุ่มนักศึกษาหรือ Gen Z

เนื่องด้วยเยาวชนกลุ่มนี้มักมีข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะข้อมูลเปิดบนโลกออนไลน์ มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง และมุ่งหวังผลสำเร็จทางการศึกษาสูง

มิจฉาชีพใช้อุบาย 2 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบแรก การให้อนาคต เสนอสิ่งที่เด็กต้องการ เช่น ทุนการศึกษา การเรียนต่อ หรือโอกาสทำงานที่ดี ล่อลวงให้โอนเงินค่าธรรมเนียม

รูปแบบที่สอง การตัดอนาคต สร้างความหวาดกลัวว่าเหยื่อมีคดีติดตัวหรือเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งจะกระทบต่อการเรียนและการทำงาน จนยอมทำตามคำขู่

ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางฝากเตือนนักศึกษาและผู้ปกครองว่า หากได้รับการติดต่อในลักษณะดังกล่าว อย่าตื่นตระหนกและอย่ารีบโอนเงิน

ควรตั้งสติ ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่ถูกกล่าวอ้างโดยตรง และไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวทางการเงิน

ทั้งเน้นย้ำว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีนโยบายโทรศัพท์ข่มขู่ วิดีโอคอลสอบสวน หรือสั่งให้โอนเงินและถอนเงินสดมาตรวจสอบความบริสุทธิ์โดยเด็ดขาด

เมื่อมหันตภัยไซเบอร์วันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องคนแก่ถูกหลอก แต่พุ่งเป้าทลายอนาคตของ Gen Z สังคมและครอบครัวจะร่วมมือกันสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลอย่างไรในวันข้างหน้า?

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหยุดตื่นกลัว แล้วเริ่มตั้งสติ สื่อสาร เปิดใจ และรู้เท่าทัน

เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนต้องตกเป็นเหยื่อและสูญเสียอนาคตไปมากกว่านี้