ปรากฏการณ์ ‘Ghost Demand’ ลามทั่วสหรัฐฯ ทำไม ‘เท็กซัส’ เมืองที่ผลิตน้ำมันมหาศาล ยังต้องกลัว Data Center?
ทั่วโลกกำลังเผชิญคำถามสำคัญจากการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ ‘Data Center’ เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าจากโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนยุค AI พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่อีกด้านหนึ่งกลับพบสัญญาณของ ‘Ghost Demand’ หรือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่อาจไม่ได้เกิดขึ้นจริง
จนเกิดคำถามว่า การเร่งขยายโครงข่ายไฟฟ้าครั้งใหญ่เพื่อรองรับ Data Center อาจกลายเป็น ‘ต้นทุนสูญเปล่า’ ที่ท้ายที่สุดถูกส่งต่อให้ประชาชนและผู้ใช้ไฟทั่วไปแบกรับหรือไม่
กรณีที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกากำลังสะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยรัฐเท็กซัสสั่งระงับการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่เป็นการชั่วคราว
พร้อมตรวจสอบแผนการดำเนินโครงการ หลังพบว่าคำขอใช้ไฟฟ้าจำนวนมากอาจไม่ได้เกิดขึ้นจริง สะท้อนปัญหา ‘ดีมานด์ลวง’ (Ghost Demand) ที่กำลังสร้างความกังวลให้กับหน่วยงานกำกับดูแลในหลายรัฐทั่วประเทศ
ข้อมูลจากการไฟฟ้าและผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าพบว่า คำขอใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Data Center ในพื้นที่มิดเวสต์ มิด-แอตแลนติก และภาคใต้ของสหรัฐฯ รวมกันมีมากกว่า 700 กิกะวัตต์ สูงกว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดในสหรัฐฯ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมากกว่า 10 เท่า
กลุ่มผู้สนับสนุนผู้บริโภคและหน่วยงานกำกับดูแลต่างออกมาเตือนว่า คำขอจำนวนมากอาจเป็นคำขอที่ซ้ำซ้อน หรือมาจากบริษัทที่ไม่มีเงินทุนหรือความเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะดำเนินโครงการให้สำเร็จ
หากนำตัวเลขเหล่านี้ไปใช้เป็นฐานในการวางแผนโครงข่ายไฟฟ้า อาจทำให้เกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกินความจำเป็น
ขณะเดียวกัน อาจส่งผลต่อการวางแผนระบบส่งไฟฟ้าที่มีความสำคัญต่อการรักษาความต่อเนื่องของการจ่ายไฟ และเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
เท็กซัสถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการลงทุน Data Center ที่เติบโตเร็วที่สุดของสหรัฐฯ
โดยนับตั้งแต่ปี 2566 คำขอเชื่อมต่อโครงข่ายจากดาต้าเซ็นเตอร์และผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากราว 48 กิกะวัตต์ เป็นมากกว่า 474 กิกะวัตต์
การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของบริษัท
เทคโนโลยีรายใหญ่ทั่วโลก
โดย Reuters ประเมินว่า มูลค่าการลงทุนใน Data Center ที่รองรับ AI ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทั่วโลกจะสูงกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI กำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนด้านพลังงานและระบบไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม เมื่อหน่วยงานภาครัฐและบริษัทไฟฟ้าเริ่มเพิ่มเงื่อนไขในการรับคำขอเชื่อมต่อโครงข่าย เช่น การกำหนดให้ผู้พัฒนาโครงการวางหลักประกันหรือชำระค่าธรรมเนียมเชื่อมต่อโครงข่าย กลับพบว่าคำขอใช้ไฟฟ้าจำนวนมากหายไป ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าตัวเลขความต้องการที่ถูกยื่นเข้ามาในระบบอาจสูงกว่าความต้องการจริง
ตัวอย่างเช่น Exelon บริษัทสาธารณูปโภคในชิคาโก ปรับลดประมาณการความต้องการไฟฟ้าจากโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นสูงลงราว 40% เหลือ 11 กิกะวัตต์ หลังเพิ่มข้อกำหนดด้านหลักประกัน
ขณะที่ AEP Ohio พบว่าคำขอใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ลดลงมากกว่าครึ่ง หลังรัฐโอไฮโอกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับการศึกษาการเชื่อมต่อโครงข่ายสูงสุด 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดความเสี่ยงในสองด้าน ด้านหนึ่ง หากบริษัทไฟฟ้าลงทุนขยายโครงข่ายน้อยเกินไป ระบบอาจไม่สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงในอนาคต และอาจกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
แต่อีกด้าน หากลงทุนมากเกินไปเพื่อรองรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ท้ายที่สุดไม่เกิดขึ้นจริง ต้นทุนจากโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้ใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพอาจถูกผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเท็กซัส โดยรัฐเพนซิลเวเนียและโอไฮโอก็เริ่มนำมาตรการคัดกรองโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เข้มงวดขึ้นมาใช้เช่นกัน เพื่อให้มั่นใจว่าคำขอใช้ไฟฟ้าสะท้อนความต้องการที่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง และไม่กลายเป็นภาระต่อระบบไฟฟ้าและผู้บริโภคในระยะยาว
สำหรับเท็กซัส คำสั่งของผู้ว่าการรัฐ เกร็ก แอบบอตต์ กำหนดให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของที่แท้จริง แหล่งเงินทุน การใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินสนับสนุนจากรัฐ การใช้น้ำ ตลอดจนแผนการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าที่แท้จริงของแต่ละโครงการได้แม่นยำมากขึ้น
ด้านรัฐเพนซิลเวเนีย ผู้ว่าการรัฐ จอช ชาพิโร ออกคำสั่งเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม เพิ่มความเข้มงวดในการอนุญาตโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีขนาดตั้งแต่ 25 เมกะวัตต์ขึ้นไป พร้อมกำหนดให้ผู้พัฒนาโครงการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการและผู้ใช้บริการมากขึ้น
ข้อมูลที่น่าสนใจคือ จาก Data Center ที่เสนอจัดตั้งในรัฐเพนซิลเวเนียมากกว่า 100 แห่ง มีเพียง 20 แห่งที่ยื่นขอใบอนุญาตเพื่อเดินหน้าโครงการอย่างเป็นทางการ
ขณะที่โครงการส่วนใหญ่ยังไม่มีแหล่งไฟฟ้าหรือผู้เช่าที่ชัดเจน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการระดมทุนและการตัดสินใจก่อสร้างโครงการ
ปรากฏการณ์ ‘Ghost Demand’ จึงกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของโลกที่ต้องหาสมดุลระหว่างการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของ AI กับการป้องกันไม่ให้การคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงเกินจริง กลายเป็นต้นทุนมหาศาลที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ และท้ายที่สุดตกเป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้า นั่นคือ ประชาชน
อ้างอิง: