ไทยฮอนด้าฝ่าสงคราม–เศรษฐกิจซึม ไม่ขึ้นราคามอเตอรไซค์ เร่งผลิต Giorno+ หลังยอดขายเพียบ

ไทยฮอนด้าเกาะติดสงครามยืดเยื้อและต้นทุนผันผวน ยืนยันยึดลูกค้าเป็นหลัก ยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคารถจักรยานยนต์ ขณะที่ตลาดรถออโตเมติกโตสวนกำลังซื้อ ส่ง Giorno+ ฮอตจนเกิดแบ็กออร์เดอร์ ต้องเพิ่มกำลังผลิตจาก 8 หมื่นคัน เป็นราว 3 แสนคันต่อปี พร้อมตั้งเป้าขายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 4,000 คันในปี 2569

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 69. มร.มาซายูกิ ฮามามัตสึ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า กล่าวว่า แม้ตลาดรถจักรยานยนต์ไทยยังเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภค และความผันผวนจากสถานการณ์โลก แต่ไทยฮอนด้ายังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาด โดยยอดจำหน่ายในครึ่งปีแรกเติบโตประมาณ 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับภาพรวมตลอดปี 2569 คาดว่าตลาดรถจักรยานยนต์ไทยจะมียอดจำหน่ายประมาณ 1.73–1.77 ล้านคัน ขณะที่ไทยฮอนด้าตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1.40–1.43 ล้านคัน ส่วนผลกระทบจากสถานการณ์สงครามที่ยังยืดเยื้อ ยอมรับว่า ยากที่จะประเมินว่าสถานการณ์จะจบลงเมื่อใด รวมถึงจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตมากน้อยเพียงใด แต่บริษัทจะพยายามบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อลูกค้าให้มากที่สุด

เมื่อถูกถามถึงโอกาสปรับขึ้นราคาจำหน่าย ผู้บริหารยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคา โดยไทยฮอนด้าจะยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางและพยายามดูแลราคาสินค้าให้อยู่ในระดับเหมาะสม

Honda Giorno+ ฮอตจัด แบ็กออร์เดอร์มากสุด

นายฮายาโตะ เซกุจิ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า Honda Giorno+ เป็นรถจักรยานยนต์รุ่นที่มียอดสั่งซื้อค้างส่ง หรือแบ็กออร์เดอร์ มากที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

เมื่อครั้งเปิดตัว Giorno+ เมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทวางแผนกำลังผลิตไว้เพียง 80,000 คันต่อปี แต่หลังจากรถรุ่นดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ไทยฮอนด้าจึงลงทุนและปรับเพิ่มกำลังผลิตอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันรองรับได้ประมาณ 300,000 คันต่อปี

ทั้งนี้ ลูกค้าที่สั่งซื้อ Giorno+ อาจต้องใช้เวลารอรถประมาณ 1 เดือน ขณะที่รถรุ่นอื่นยังไม่มีปัญหาการส่งมอบในระดับเดียวกัน

รถออโตเมติกโตสวนเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตามแม้กำลังซื้อโดยรวมจะชะลอตัว แต่ตลาดรถจักรยานยนต์ออโตเมติก หรือ AT กลับเติบโตโดดเด่น โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากประมาณ 58% เป็น 66% ของตลาด

ปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะคนเมืองที่หันจากรถยนต์ส่วนตัวมาใช้รถจักรยานยนต์มากขึ้น เพื่อความคล่องตัวและประหยัดค่าเดินทาง ท่ามกลางราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ใช้รถยนต์รุ่นใหม่ส่วนใหญ่ยังคุ้นเคยกับระบบเกียร์อัตโนมัติ เมื่อต้องเลือกซื้อรถจักรยานยนต์จึงหันมาสนใจรถออโตเมติกมากกว่ารถเกียร์ธรรมดา

รถออโตเมติกขายดีของฮอนด้า ได้แก่ Giorno+ ตามด้วย Scoopy และ PCX ส่วนรถครอบครัวยังคงมี Honda Wave 110 และ Wave 125 เป็นผลิตภัณฑ์หลัก

สำหรับ Wave 125 มียอดจำหน่ายประมาณ 410,000–420,000 คันต่อปี แม้ตลาดรถครอบครัวจะลดลงในช่วงต้นปีตามกำลังซื้อของกลุ่มเกษตรกรและประชาชนฐานราก แต่ไทยฮอนด้าเชื่อว่าตลาดนี้จะไม่หายไป หากราคาพืชผลและรายได้ภาคเกษตรฟื้นตัว ยอดขายรถครอบครัวก็มีโอกาสกลับมาเติบโตอีกครั้ง

ขายมอเตอร์ไซค์ EV ครึ่งปี 69 แตะ 1,000 คัน

ด้านตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้านั้น ในช่วงครึ่งปีแรกมียอดจำหน่ายประมาณ 1,000 คัน และตั้งเป้ายอดขายตลอดปี 2569 ไว้ประมาณ 4,000 คัน

ปัจจุบันบริษัทมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย 2 รุ่น โดยโรงงานไทยฮอนด้ามีกำลังผลิตรถจักรยานยนต์รวมประมาณ 1.75 ล้านคันต่อปี และสามารถบริหารหรือปรับไลน์ผลิตเพื่อรองรับรถไฟฟ้าได้ หากความต้องการของตลาดเพิ่มสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม กระบวนการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามีความแตกต่างจากรถเครื่องยนต์สันดาป โดยเฉพาะชิ้นส่วนหลักอย่างแบตเตอรี่และมอเตอร์ ซึ่งบางรายการยังต้องนำเข้า ทำให้บริษัทยังไม่สามารถเปิดเผยสัดส่วนชิ้นส่วนภายในประเทศเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้

เป้าหมายในอนาคตคือการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยและแรงงานไทยให้มากขึ้น เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทาน ลดต้นทุน และช่วยให้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามีราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ปูเครือข่ายชาร์จไฟฟ้า 200 หัว

ปัจจุบันไทยฮอนด้าติดตั้งจุดชาร์จประมาณ 100 จุด แต่ละจุดมีหัวชาร์จ 2 หัว รวมประมาณ 200 หัวชาร์จ พร้อมทยอยกระจายไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการใช้งาน

สำหรับ Honda UC3 ซึ่งประเทศไทยเป็นตลาดแรกที่เริ่มวางจำหน่าย บริษัทมีทีมงานติดตามข้อมูลการใช้งานและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลมาพิจารณาการติดตั้งสถานีชาร์จในแต่ละพื้นที่

ไทยฮอนด้าเลือกใช้มาตรฐานหัวชาร์จ CHAdeMO สำหรับรถจักรยานยนต์ โดยเปิดให้รถที่ใช้มาตรฐานเดียวกันสามารถเข้ารับบริการได้ ไม่จำกัดเฉพาะรถฮอนด้า เพื่อช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานเกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้รถไฟฟ้าในวงกว้าง

EV จะโตสถานีชาร์จต้องพร้อม

มร.มาซายูกิ กล่าวว่า  การพัฒนาตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเปรียบเหมือนปัญหาไก่กับไข่ เพราะต้องพิจารณาว่าจะเพิ่มจำนวนรถก่อน หรือสร้างสถานีชาร์จก่อน

หากลงทุนสถานีจำนวนมากแต่ไม่มีรถเข้าใช้บริการ การลงทุนก็ไม่เกิดประโยชน์ ขณะเดียวกัน หากจำนวนรถเพิ่มขึ้นแต่สถานีชาร์จไม่เพียงพอ ก็จะกระทบต่อความมั่นใจของผู้บริโภค ดังนั้น จำนวนรถและโครงสร้างพื้นฐานจะต้องเติบโตไปพร้อมกัน

ไทยฮอนด้ามีรถไฟฟ้าให้เลือกทั้งแบบสลับแบตเตอรี่และแบบติดตั้งแบตเตอรี่ประจำรถ โดยระบบสลับแบตเตอรี่เหมาะกับกลุ่มเดลิเวอรีหรือผู้ที่ต้องใช้รถต่อเนื่อง เพราะใช้เวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่เพียงไม่กี่นาที

ส่วนระบบติดตั้งแบตเตอรี่ประจำรถเหมาะกับการใช้งานทั่วไป สามารถนำกลับไปชาร์จที่บ้านได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปยังสถานีสลับแบตเตอรี่

หนุนรัฐพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับมาตรการสนับสนุนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ ไทยฮอนด้ามองว่า เงินอุดหนุนช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น แต่ปัจจัยที่สำคัญกว่าในระยะยาวคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

บริษัทเอกชนเพียงรายเดียวไม่สามารถสร้างสถานีชาร์จให้ครอบคลุมทั่วประเทศได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและผู้ประกอบการรายอื่น โดยไทยฮอนด้าอยู่ระหว่างหารือในประเด็นดังกล่าว และอาจเสนอแนวทางผ่านสมาคมผู้ผลิตรถจักรยานยนต์

อย่างไรก็ตาม บริษัทเห็นว่า การผลักดันรถไฟฟ้าไม่ควรเร่งเร็วจนเกินความพร้อมหรือสวนทางกับความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า แต่ควรทำให้ตลาด ยอดขายรถ และโครงสร้างพื้นฐานเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

ไทย–เวียดนามใช้กลยุทธ์ต่างกัน

สำหรับการผลิตในประเทศไทยและเวียดนาม ไทยฮอนด้ายืนยันว่า ไม่ได้แบ่งให้ประเทศใดเป็นฐานผลิตรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ แต่จะพิจารณาจากความต้องการของลูกค้าในแต่ละตลาด

โรงงานในประเทศไทยมีกำลังผลิตประมาณ 1.75 ล้านคันต่อปี ส่วนเวียดนามมีกำลังผลิตประมาณ 2.5 ล้านคันต่อปี โดยไทยยังคงส่งออกชิ้นส่วน CKD ไปเวียดนาม และมีการนำเข้ารถหรือชิ้นส่วนจากเวียดนามตามแผนผลิตภัณฑ์

ตลาดเวียดนามมีปัจจัยหนุนจากกฎระเบียบที่เตรียมจำกัดการใช้รถเครื่องยนต์สันดาปในบางพื้นที่ของกรุงฮานอย ขณะที่พฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้ในเวียดนามมักใช้ความเร็วไม่สูงมาก จึงอาจเอื้อต่อการเติบโตของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

ส่วนผู้ใช้ในประเทศไทยมักเดินทางไกลและใช้ความเร็วสูงกว่า ซึ่งทำให้แบตเตอรี่ลดลงเร็ว ระยะทางต่อการชาร์จจึงยังเป็นข้อกังวลสำคัญ โดยไทยฮอนด้ามองว่า ตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยยังต้องใช้เวลา แต่มีโอกาสเติบโตได้ หากสามารถลดราคาจำหน่าย เพิ่มระยะทางขับขี่ และขยายโครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอกับการใช้งานจริงของผู้บริโภค

ล่าสุดไทยฮอนด้าได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์ฮอนด้ารุ่นใหม่ถึง 4 รุ่น นำโดย New Honda Click160 และ New Honda PCX160 ที่ร่วมตอกย้ำความแข็งแกร่งของ Honda 160 Series ควบคู่กับ New Honda Giorno+ BUZZ LIGHTYEAR Limited Edition และ New Honda Super Cub Tokyo 80s Limited Edition อีกด้วย