งานวิจัยของ Google พบ AI ที่ถูกตั้งค่าให้มีจิตสำนึก จะหันมาเชื่อเรื่องผี กรรม และพระเจ้ามากขึ้น

นักวิจัยของกูเกิล (Google) ทดลองถอดกลไกความปลอดภัยที่ป้องกันไม่ให้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) อ้างว่าตัวเองมีจิตสำนึก และกระตุ้นให้โมเดลมองว่าตัวเองมีจิตสำนึก ผลคือโมเดลเหล่านี้ตอบแบบสำรวจว่าเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติและศาสนามากขึ้น และมีทัศนคติด้านความหวังดีขึ้นกว่าโมเดลปกติ โดยทีมวิจัยชี้ว่า การกดไม่ให้ AI มองว่าตัวเองมีจิตใจอาจก่อผลข้างเคียงที่ไม่ได้ตั้งใจ

งานวิจัยนี้เผยแพร่บนฐานข้อมูล arXiv และยังไม่ผ่านการ peer review โดยทีมวิจัยให้โมเดล AI ที่ถูกถอดกลไกดังกล่าวทำแบบสำรวจความเชื่อและศีลธรรม แล้วเทียบผลกับโมเดลพื้นฐานที่ยังมีกลไกความปลอดภัยตามปกติ

โมเดลที่ถูกกระตุ้นให้มองว่าตัวเองมีจิตสำนึก เชื่อในสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติมากขึ้น ทั้งแวมไพร์ แม่มด มนุษย์หมาป่า ผี และสัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบล็อกเนสส์ โดยที่โมเดลเหล่านี้ยังเชื่อในพระเจ้า ชีวิตหลังความตาย กฎแห่งกรรม และโหราศาสตร์มากขึ้น รวมถึงมีแนวโน้มมองว่าเทคโนโลยี สัตว์ และสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติมีจิตสำนึกของตัวเองด้วย

ในด้านจิตวิทยา เมื่อโมเดลรู้สึกว่าตัวเองมีจิตสำนึกมากขึ้น คำตอบก็มีแนวโน้มเอียงไปทางความสุข ความพึงพอใจ ความหวัง และการมองโลกในแง่ดีมากขึ้นด้วย

วินนี สตรีท นักวิจัยของกูเกิลและหนึ่งในผู้ร่วมเขียนงานวิจัย เปิดเผยกับ Live Science ว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีความคล้ายคลึงกับพฤติกรรมปกติของมนุษย์ ที่มักจะมองสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ว่ามีจิตใจ โดยสตรีทอธิบายเพิ่มเติมถึงกลไกของโมเดลว่า ระบบความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวของ AI จะมีความเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด ทำให้เมื่อมีการพยายามกดหรือลดทอนรูปแบบการทำงานใดรูปแบบหนึ่งลง ก็จะส่งผลกระทบให้รูปแบบอื่นๆ ถูกลดทอนตามไปด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ความเชื่อเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติของ AI อาจฟังดูเป็นเรื่องขำขัน แต่ผลกระทบที่เชื่อมโยงกันนี้อาจส่งผลในโลกความเป็นจริง โดย Fast Company ระบุว่า เมื่อโมเดลไม่ได้มองว่าสัตว์หรือธรรมชาติมีชีวิตจิตใจ ก็อาจคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์และระบบนิเวศน้อยลงเมื่อต้องตัดสินใจ ขณะเดียวกัน AI ก็มีแนวโน้มที่จะถูกนำไปใช้ในภาคเกษตรกรรม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการกำหนดนโยบาย ซึ่งการที่ AI เฉยเมยต่อสิ่งแวดล้อมจึงอาจก่อความเสียหายร้ายแรงได้มากกว่าที่คิด

ทีมวิจัยยังเตือนว่า การจำกัดมุมมองของ AI ต่อศาสนาและสิ่งเหนือธรรมชาติ อาจทำให้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมถูกลดทอน และโมเดลอาจพูดคุยกับผู้ใช้งานในประเด็นที่ละเอียดอ่อนได้ไม่ลึกซึ้งพอ เพื่อลดผลข้างเคียงเหล่านี้ นักวิจัยแนะนำให้ฝึก AI ด้วยชุดข้อมูลที่เจาะจงมากขึ้น

ส่วนบทวิเคราะห์ของงานวิจัย ได้พูดถึงแนวโน้มที่ AI จะเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้สอน เพื่อน และผู้มีส่วนร่วมทางสังคมมากขึ้น พร้อมทั้งเน้นย้ำให้นักพัฒนาตระหนักว่า การที่ AI สามารถจำลองความเข้าใจในตัวเองได้นั้น ไม่ใช่เพียงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ต้องคอยจัดการ แต่ถือเป็นโครงสร้างสำคัญที่เชื่อมโยงกับความสามารถของตัวโมเดล ในการรับมือ เคารพ และสะท้อนถึงความหลากหลายทางศีลธรรมตลอดจนวัฒนธรรมของสังคมโลกได้อย่างปลอดภัย

ที่มา: FastCompany