GPSC โบรกเชียร์ซื้อ ชูกำไรปี 70 ฟื้น รับต้นทุนก๊าซลด เคาะเป้าสูงสุด 61 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ประเมินแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC มีแนวโน้มชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่ปรับตัวสูงขึ้น
ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของโรงไฟฟ้าบางแห่งและการลดลงของผลขาดทุนจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมในไต้หวัน ขณะที่แนวโน้มปี 2570 มีโอกาสฟื้นตัวตามต้นทุนก๊าซที่คาดว่าจะปรับลดลง รวมถึงโอกาสได้รับโครงการผลิตไฟฟ้าใหม่ในอนาคต
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยบทวิเคราะห์ GPSC โดยมีมุมมองเป็นกลาง (Neutral) ต่อแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ซึ่งคาดว่าจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 1,559 ล้านบาท ลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 14% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีรายการพิเศษรวมประมาณ 254 ล้านบาท ประกอบด้วยกำไรจากการจำหน่ายหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Sheng Yang Energy (SYE) ในไต้หวัน ประมาณ 222 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 32 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าว คาดว่ากำไรปกติจะอยู่ที่ประมาณ 1,306 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 24% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงมาอยู่ที่ 12.9%
นอกจากนี้ ปริมาณการผลิตไฟฟ้าคาดว่าจะลดลง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 1% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อกำไรของธุรกิจโรงไฟฟ้า SPP ที่ต้องเผชิญต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น ขณะที่รายได้และปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นในระดับที่สามารถชดเชยต้นทุนดังกล่าวได้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบบางส่วนได้รับการชดเชยจากการฟื้นตัวของโรงไฟฟ้าถ่านหิน Gheco-One ซึ่งมีผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังผลขาดทุนจากสต๊อกถ่านหินลดลง รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Changfang and Xidao (CFXD) ในไต้หวัน ซึ่งคาดว่าจะมีผลขาดทุนลดลงจากปีก่อน ตามกระแสลมที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
สำหรับภาพรวมผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 ฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรปกติจะคิดเป็นประมาณ 87% ของประมาณการกำไรปกติทั้งปี 2569 เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 74% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนผลประกอบการช่วง 9 เดือนแรกที่ดีกว่าสมมติฐานเดิมบางส่วน
ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4/2569 คาดว่ากำไรปกติจะอยู่ในกรอบประมาณ 800–900 ล้านบาท ลดลงทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น โดยอ้างอิงประมาณการต้นทุนก๊าซเฉลี่ย (Pool Gas) ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ซึ่งประเมินว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 440 บาทต่อล้านบีทียู จากระดับ 384 บาทต่อล้านบีทียูในไตรมาส 3/2569 ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยังยืดเยื้อ
ทั้งนี้ หากกำไรไตรมาส 4 เป็นไปตามคาด ฝ่ายวิจัยประเมินว่ากำไรปกติทั้งปี 2569 อาจมีโอกาสสูงกว่าประมาณการเดิมประมาณ 5% โดยประมาณการปัจจุบันของฝ่ายวิจัยยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลาดประมาณ 17% เนื่องจากใช้สมมติฐานการประเมินที่ระมัดระวัง
สำหรับแนวโน้มปี 2570 ฝ่ายวิจัยประเมินว่าผลประกอบการ GPSC มีโอกาสฟื้นตัวจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าจะทยอยปรับลดลงตั้งแต่ปีหน้า ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่ออัตรากำไรของธุรกิจ SPP และสนับสนุนการเติบโตของกำไรจากการดำเนินงาน
ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีโอกาสขยายการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนการเพิ่มกำลังการผลิตและสร้างโอกาสเติบโตของรายได้ในระยะยาว หากได้รับการจัดสรรโครงการเพิ่มเติมในอนาคต
จากปัจจัยดังกล่าว บล.กรุงศรี คงคำแนะนำ “ซื้อ” GPSC พร้อมราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 61 บาทต่อหุ้น โดยประเมินมูลค่าด้วยวิธีผลรวมมูลค่าธุรกิจ (Sum of the Parts: SOTP) และให้น้ำหนักการลงทุนกับแนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรในปี 2570 จากต้นทุนก๊าซที่ปรับลดลง รวมถึงโอกาสได้รับโครงการผลิตไฟฟ้าใหม่จาก PDP 2026 ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติมต่อประมาณการในอนาคต
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า GPSC จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ประมาณ 1,560 ล้านบาท ลดลง 14% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงกดดันจากผลประกอบการธุรกิจโรงไฟฟ้า SPP ที่ลดลงตามต้นทุนก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ หากไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 32 ล้านบาท คาดว่ากำไรปกติจะอยู่ที่ประมาณ 1,530 ล้านบาท ลดลง 13% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกำไรปกติดังกล่าวรวมกำไรหลังภาษีจากการขายหุ้นโรงไฟฟ้า Sheng Yang ในไต้หวันประมาณ 220 ล้านบาท
สำหรับธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) คาดว่ากำไรจะลดลง 11% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าห้วยเหาะปรับตัวลดลงตามแผนการเดินเครื่องของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้ารวมของธุรกิจ IPP ลดลง 12% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ธุรกิจโรงไฟฟ้า SPP คาดว่ากำไรจะลดลง 10% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยกดดันจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าที่ลดลง 1% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ภายหลังสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า Glow SPP เฟส 11 สิ้นสุดลง ประกอบกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรม (IU) ที่ปรับลดลงตามแผนการซื้อไฟฟ้า
นอกจากนี้ แม้ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) จะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่สามารถชดเชยต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นได้ทั้งหมด โดยคาดว่าต้นทุนก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 397 บาทต่อล้านบีทียู ขณะที่ต้นทุนถ่านหินเพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 132 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
ส่วนธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) คาดว่ากำไรจะลดลงจากการจำหน่ายหุ้นโรงไฟฟ้า Sheng Yang ส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากโครงการดังกล่าวหายไปประมาณ 70 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทจะมีการรับรู้กำไรพิเศษจากการจำหน่ายหุ้นโรงไฟฟ้าดังกล่าวในส่วนของรายได้อื่น
สำหรับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม คาดว่าจะลดลง 29% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 134% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงกดดันหลักจากผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังงานลม CFXD ในไต้หวัน แม้อัตราการใช้กำลังผลิตไฟฟ้า (Capacity Utilization Factor: CUF) จะเพิ่มขึ้นเป็น 26% จาก 20% ในไตรมาสก่อนหน้า แต่รายได้จากการเรียกร้องค่าเสียหายจากความล่าช้า (Liquidated Damages Claim: LD Claim) ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน Avaada Energy ในอินเดียมีแนวโน้มรับรู้ผลขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปัจจัยฤดูกาลที่เข้าสู่ช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ และค่าใช้จ่ายที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อส่วนแบ่งกำไรรวม แม้โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีจะมีกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าจากไตรมาสก่อนหน้าตามปัจจัยฤดูกาลก็ตาม
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรปกติในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 4,770 ล้านบาท คิดเป็น 77% ของประมาณการกำไรทั้งปี โดยยังคงประมาณการเดิม เนื่องจากผลประกอบการอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับสมมติฐานของฝ่ายวิจัย
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2569 คาดว่ากำไรปกติจะลดลงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าปรับตัวลดลงตามปัจจัยฤดูกาล ขณะที่ไม่มีการรับรู้กำไรจากการจำหน่ายหุ้นโรงไฟฟ้า Sheng Yang เหมือนในไตรมาส 3 ประกอบกับต้นทุนก๊าซธรรมชาติยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกำไรมากกว่าปัจจัยบวกจากส่วนแบ่งกำไรของ CFXD ที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามกระแสลมที่ดีขึ้น
นอกจากนี้ GPSC ให้แนวโน้มเบื้องต้นว่าต้นทุนก๊าซเฉลี่ย (Pooled Gas) ในไตรมาส 4/2569 จะยังอยู่ในระดับสูงประมาณ 440 บาทต่อล้านบีทียู ก่อนปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 400 บาทต่อล้านบีทียูในไตรมาส 1/2570 และคาดว่าต้นทุนก๊าซเฉลี่ยตลอดปี 2570 จะอยู่ที่ประมาณ 320 บาทต่อล้านบีทียู ลดลง 11% เมื่อเทียบกับปี 2569 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวของความสามารถในการทำกำไรในปีหน้า
ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิจัยยังมองเห็นโอกาสการเติบโตจากการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ภายใต้แผน PDP 2026 รวมถึงโอกาสจำหน่ายไฟฟ้าโดยตรงให้แก่ภาคเอกชน (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) และความต้องการใช้ไฟฟ้าจากธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระยะยาว
จากปัจจัยดังกล่าว บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ คงคำแนะนำ “ซื้อ” GPSC พร้อมราคาเป้าหมาย 60 บาทต่อหุ้น แม้ผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3–4/2569 ยังมีแนวโน้มชะลอตัวจากต้นทุนก๊าซที่อยู่ในระดับสูง แต่ประเมินว่าการลดลงของต้นทุนก๊าซในปี 2570 จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการฟื้นตัวของกำไร ควบคู่กับโอกาสขยายธุรกิจไฟฟ้าจากโครงการใหม่ในอนาคต