รู้จัก “Hawell's” ไอศกรีมแบรนด์ไทยในตำนาน จากยุครุ่งเรืองสู่การหาผู้รับช่วงต่อ
เป็นหนึ่งการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจที่น่าสนใจอีกครั้ง หลังจาก ฮาเวลส์ (Hawell’s) แบรนด์ร้านไอศกรีมสัญชาติไทยในตำนาน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุข้อความซึ่งเขียนโดย ดร.ษิริพงศ์ อัครศรียุกต์ ประธานกรรมการบริษัทฯ เกี่ยวกับการตามหาผู้รับช่วงต่อกิจการไอศกรีมแบรนด์ดังกล่าว
สำหรับเรื่องราวของ ฮาเวลส์ (Hawell’s) นับเป็นหนึ่งในแบรนด์ไอศกรีมที่อยู่ในความทรงจำของคนไทย โดยเฉพาะช่วงยุค 90s ก้าวสู่ยุค Y2K หรือยุคสหัสวรรษใหม่ (ปี 2000) และเกิดขึ้นจากผู้บริหารที่มีความชื่นชอบและผูกพันกับการทานไอศกรีม
“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนดูเรื่องราวของไอศกรีมสัญชาติไทยในตำนาน แบรนด์นี้
จุดเริ่มต้นของ “ฮาเวลส์” มาจากความผูกพันกับไอศกรีมอย่างลึกซึ้งของ ดร.ษิริพงศ์ อัครศรียุกต์ ที่หลงรักการทานไอศกรีมตั้งแต่ขวบปีแรก พออายุได้ 10 ขวบ เขาก็แอบพ่อแม่สะพายกระติกเดินสั่นกระดิ่งเร่ขายไอศกรีมจากหลักสี่ไปถึงดอนเมือง เพียงเพราะอยากเห็นเด็ก ๆ วิ่งออกมาซื้อไอศกรีมทานอย่างมีความสุข
ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ดร.ษิริพงศ์ เริ่มต้นทำงานที่พิซซ่าฮัท ก่อนตัดสินใจย้ายไปทำงานที่โรงงานผลิตไอศกรีม Swensen’s ทำหน้าที่ผลิตและชิมไอศกรีมวันละ 1-3 ควอท พร้อมร่วมคิดค้น “รสมะม่วง”
ต่อมาได้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ อังเคิลเรย์ และคิดสูตรถึง 60 รสชาติ ก่อนจะขยับไปเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปที่ แดรี่ควีน จนต้องลาออกไปเป็นทหารตอนอายุ 24 ปี
หลังพ้นเกณฑ์ทหาร ดร.ษิริพงศ์ ได้เริ่มต้นทำธุรกิจไอศกรีมของตนเองภายใต้แบรนด์ “Is it Ice Cream” ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น “Donald Rabbit” ทำไอศกรีมเค้กส่งตรงถึงบ้านทั่วกรุงเทพฯ อยู่หลายปี ทว่าต้องปิดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในปี พ.ศ. 2540 จากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่ทำให้กำลังซื้อของลูกค้าหดหายไปอย่างกะทันหัน
จากวิกฤตต้มยำกุ้ง ดร.ษิริพงศ์ ได้ปรับแนวคิดหันมาผลิตไอศกรีมคุณภาพพรีเมียมในราคาเข้าถึงง่าย เพื่อมอบความสุขให้คนลืมความทุกข์ยากชั่วคราว นำมาสู่การเปิดร้าน “Hawell’s” สาขาแรกที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้าในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2542 ซึ่งได้รับการตอบรับถล่มทลายจนขยายได้ถึง 22 สาขาภายในเวลาเพียง 3 ปี
ต่อมาแบรนด์เผชิญปัญหาการกีดกันพื้นที่ในห้างจากคู่แข่งรายใหญ่ ส่งผลให้ต้องทยอยปิดตัวลงเกือบทั้งหมด โดยมีสาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้าเป็นสาขาสุดท้าย ปิดตัวลงเมื่อปี 2557
ก่อนที่เดือนตุลาคม 2566 ชื่อของ “ฮาเวลส์ (Hawell’s)” กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังจากได้เปิดตัวโมเดลสแตนด์อะโลนแห่งแรกในชื่อสาขา “0001 ลำโพ” ณ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เพื่อปักหมุดรากฐานแบรนด์ให้อยู่ยาวนานและขยายไปทั่วโลก โดยการกลับมาครั้งนี้ได้ปรับโฉมร้านสู่รูปแบบ “ไอศกรีมแอนด์ฟาสต์ฟู้ด” ที่เพิ่มเมนูอาหารคาวสูตรเฉพาะตัว เช่น พิซซ่าแป้งกรอบนอกนุ่มในสไตล์ไทย และสปาเกตตีข้าวซอยไก่ เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับผู้ซื้อแฟรนไชส์ ทดแทนความหนาแน่นของลูกค้าที่แตกต่างจากในห้างสรรพสินค้า
เปิดรายได้ Hawell’s
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบชื่อนิติบุคคลที่ใช้ชื่อว่า “ฮาเวลส์” 2 บริษัท คือ บริษัท ฮาเวลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ฮาเวลส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
โดยบริษัท ฮาเวลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2542 ทุนจดทะเบียน 35,000,000 บาท ประกอบธุรกิจการผลิตไอศกรีมและไอศกรีมหวานเย็น
ขณะที่บริษัท ฮาเวลส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2558 ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท ปัจจุบันระบุว่า ประกอบธุรกิจการบำบัดและการกำจัดของเสียที่ไม่เป็นอันตรายโดยวิธีอื่น ๆ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น
ขณะที่ข้อมูลผลประกอบการของทั้ง 2 บริษัท มีการระบุไว้ดังนี้
บริษัท ฮาเวลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ข้อมูลผลประกอบการ มีการรายงานไว้เมื่อปี 2551-2555 โดยข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2555 บริษัทมีรายได้หลัก 6,925,902.02 บาท รายได้รวม 6,925,902.02 บาท รายจ่ายรวม 7,594,838.21 บาท ขาดทุนสุทธิ 922,101.42 บาท

บริษัท ฮาเวลส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ข้อมูลผลประกอบการ มีการรายงานไว้เมื่อปี 2561-2565 โดยข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2565 บริษัทมีรายได้รวม 10,000 บาท รายจ่ายรวม 5,830 บาท กำไรสุทธิ 4,170 บาท

ปี’69 ร้านอาหาร-เครื่องดื่มยังเหนื่อย
ก่อนหน้านี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า ปี 2569 ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นผลหลักจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้แก่
ต้นทุนการทำธุรกิจที่เร่งตัวสูงขึ้น กดดันกำไรสุทธิลดลง ทั้งนี้ ราคาพลังงานที่เร่งตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบทยอยปรับตัวขึ้น อาทิ ข้าวสาร อาหารสด ผักและผลไม้ รวมถึงบรรจุภัณฑ์ ทำให้ร้านอาหารและเครื่องดื่มทยอยปรับขึ้นราคาเฉลี่ย 10%-20% เทียบกับก่อนเกิดเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง
ขณะที่รายได้ของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มมีแนวโน้มลดลง จากกำลังซื้อในประเทศอ่อนแรงซึ่งแต่เดิมก็มีความเปราะบางอยู่แล้ว ประกอบกับ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยคาดว่าจะลดลงจากปีก่อน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มูลค่าตลาดร้านอาหารและเครื่องดื่มในปี 2569 จะโตเพียง 2.5% ชะลอตัวลงจากที่เติบโต 4.5% ในปีที่ผ่านมา และการเติบโตที่เกิดขึ้นเป็นผลด้านราคาเป็นหลัก
ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือ ไม่ว่าจะเป็น การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบอาหารและบรรจุภัณฑ์ (เช่น การสต็อกวัตถุดิบอย่างเหมาะสม การมองหาวัตถุดิบและแหล่งวัตถุดิบทดแทน เป็นต้น) ลดการเกิด Food waste ให้เหลือน้อยที่สุด หลีกเลี่ยงการแข่งขันด้วยราคา เน้นคุณภาพและความคุ้มค่า รวมถึงปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
กลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่มได้รับผลกระทบที่แตกต่างกันตามประเภท และกลุ่มลูกค้า เรามองว่า กลุ่มที่มีความเปราะบางท่ามกลางต้นทุนที่สูง จะได้แก่
- ร้าน Buffet เนื่องจากเผชิญการแข่งขันสูง อีกทั้งต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่เร่งขึ้น
- ร้าน Premium จากการที่ผู้บริโภคลดความถี่ในการใช้บริการ รวมถึงการต้องเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าที่ปรับตัวสูงขึ้น
- ร้านที่พึ่งพารายได้หลักจาก Delivery ในสัดส่วนสูง หลักๆ จากกำไรเฉลี่ยที่อยู่ในระดับต่ำ ต้นทุนเร่งตัว ค่า GP ที่สูง และความเสี่ยงจากราคาและการจัดหาบรรจุภัณฑ์