พบกิ้งก่าชนิดใหม่ในไทย ตั้งชื่อ ไซแรกซ์ ตามมังกรใน House of the Dragon - BBC News ไทย

ที่มาของภาพ, ็HANDOUT/ PA WIRE
- Author, ปวีณา นิลบุตร
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Published เมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว
เวลาอ่าน: 7 นาที
ทีมนักวิจัยไทยพบกิ้งก่าชนิดใหม่ "กิ้งก่าเขาหนามเล็กไซแรกซ์" (Syrax horned dragon) พบได้ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.กำแพงเพชร และยังไม่พบเจอในพื้นที่ต่ำกว่าหรือเขตเทือกเขาอื่น นักวิจัยเผยตั้งชื่อกิ้งก่าชนิดนี้ตาม มังกรไซแรกซ์ของราชินีเรนีร่า ในซีรีย์ดังของสหรัฐฯ ตระกูลแห่งมังกร (House of the Dragon)
การค้นพบนี้ถูกตีพิมพ์ในวารสารวิชาการออนไลน์ด้านสัตววิทยาชื่อ ZooKeys
ทีมนักวิจัยบอกกับบีบีซีไทยว่า ลักษณะพิเศษทั้งภายนอกและการวางไข่ของเจ้ากิ้งก่าชนิดนี้ ทำให้พวกเขานึกถึงตัวละครมังกรไซแรกซ์ของราชินีเรนีร่าจากซีรีส์ House of the Dragon อันโด่งดังของสหรัฐฯ
แต่การค้นพบของพวกเขาไม่ใช่เรื่องง่าย รวมถึงการวิจัยครั้งนี้ยังใช้เวลาถึงเกือบสองปี เรื่องราวการค้นพบสัตว์ชนิดใหม่นี้ของพวกเขาเป็นอย่างไร บีบีซีไทยพูดคุยกับตัวแทนนักวิจัยสองคนที่เปิดเผยถึงเบื้องหลังและแรงบันดาลใจในการตั้งชื่อกิ้งก่าชนิดใหม่นี้
การค้นพบจากซากของป่าที่ชาวบ้านกิน

ที่มาของภาพ, Poramad Trivalairat/HANDOUT
เส้นทางการค้นพบกิ้งก่าชนิดใหม่นี้เริ่มต้นเมื่อสองปีที่แล้ว ขณะที่ ผศ.ดร.ปรเมศวร์ ตรีวลัยรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาการศึกษาทั่วไปและพื้นฐานวิชาชีพ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กำลังลงพื้นที่สำรวจเพื่อค้นหากิ้งก่าชนิดใหม่ที่เขาเชื่อว่าซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.กำแพงเพชร
"เวลาผมเดินทางไปที่ต่าง ๆ ก็จะลองเสาะหากลุ่มกิ้งก่าตัวนี้ [กิ้งก่าเขา] จากพื้นที่นิเวศที่ใกล้ ๆ กันดู และเนื่องจากว่าผมได้ไปที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์แล้ว ผมก็เลยลองสังเกตดู" เขาบอกกับบีบีซีไทย
ผศ.ดร.ปรเมศวร์ บอกว่าตนเป็นผู้ที่ศึกษาเพื่อพยายามหากิ้งก่าชนิดใหม่อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะกิ้งก่ากลุ่มสกุล กิ้งก่าเขา (Acanthosaura) ซึ่งก่อนหน้านี้เขาได้ค้นพบกิ้งก่าชนิดใหม่มาแล้วสองครั้ง คือ กิ้งก่าเขาหนามสีส้ม (Acathosaura aurantiacrista) ใน จ.แม่ฮ่องสอน และ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เมื่อปี 2563 และ กิ้งก่าเขาหนามสั้นใต้ (Acanthosaura meridiona) ที่พบในพื้นที่ภาคใต้ เมื่อปี 2565
เขาเล่าว่าในครั้งแรกที่ลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ในช่วงฤดูร้อนเมื่อสองปีก่อน ตนยังไม่ได้พบกิ้งก่าชนิดใหม่นี้ แต่เมื่อเขากลับไปที่อุทยานแห่งเดิมอีกครั้งในช่วงฤดูฝน ก็ได้พบกับกลุ่มชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่สูงและกำลังทานอาหารป่า และนั่นคือตอนที่เขาสังเกตเห็นซากกิ้งก่าตัวหนึ่งที่มีลักษณะน่าสนใจ
"ครั้งแรกเราพลาดไม่ได้[เจอ] แต่ในครั้งที่สองพอเราไปมันก็เหมือนจะไม่มี แต่ว่าตอนที่ผมไปจะมีชาวเขาที่เขาอาศัยอยู่ในพื้นที่จัดสรร แล้วพบว่าอาหารที่เขากินเป็นของป่าแล้วมันมีซากของตัวกิ้งก่าตัวนี้อยู่ ก็เลยสอบถามกับชาวบ้านว่าตัวนี้หามาจากไหน เพราะผมรู้สึกว่ามันหน้าตาไม่เหมือนกิ้งก่าปกติที่เราเคยศึกษามา"
หลังจากนั้น ผศ.ดร.ปรเมศวร์ และ ดร.กฤติยา ตรีวลัยรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน จึงเดินสำรวจบริเวณรอบ ๆ ที่ชาวบ้านบอกว่าพบเจ้ากิ้งก่าตัวดังกล่าว จนในที่สุดได้พบกับกิ้งก่าลักษณะแปลกตานี้ที่บริเวณใกล้จุดชมวิวช่องเย็น ที่ความสูงประมาณ 1300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
"ด้วยความที่ผมทำ[วิจัย]มาหลายตัวแล้ว ชนิดทุกชนิดในไทยผมได้ลองวัดขนาดตรวจสอบทางดีเอ็นเอหมดทุกชนิดแล้ว ดังนั้นพอเราเห็นครั้งแรก ด้วยรูปร่างหน้าตามันไม่ใช่ตัวที่เคยมีการรายงานแน่ ๆ มันดูรู้เลยว่าเป็นชนิดใหม่" ผศ.ดร.ปรเมศวร์ บอกกับบีบีซีไทย
"หนามทุกชิ้น เกล็ดทุกเกล็ด"

ที่มาของภาพ, Poramad Trivalairat/HANDOUT
หลังจากที่พบกิ้งก่าชนิดที่ดูแปลกตานี้ เขาและ ดร.กฤติยา ผู้เป็นภรรยา รวมถึงทีมนักวิจัยคนอื่น ๆ อีกสามคนในทีม ก็ได้เริ่มทำการศึกษากิ้งก่าชนิดดังกล่าว
ดร.กฤติยา อธิบายว่าหลังได้ตัวอย่างกิ้งก่ามา เธอได้นำไปศึกษาเรื่องปรสิตเป็นลำดับแรก ก่อนส่งตัวอย่างไปตรวจสอบด้านดีเอ็นเอต่อ
"เวลาได้ตัวอย่างมา เนื่องจากตนเองทำเรื่องปรสิต (parasite) ก็จะชอบเอามาหาปรสิตก่อน ซึ่งระหว่างหาปรสิตเราก็จะเก็บเนื้อเยื่อไปด้วย ซึ่งเนื้อเยื้อพวกนี้จะสามารถนำไปสกัดและนำไปตรวจดีเอ็นเอต่อได้" เธออธิบาย
ขณะที่ อาจารย์จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ อธิบายถึงวิธีการจัดประเภท (classify) กิ้งก่าชนิดนี้ระหว่างการวิจัยที่เต็มไปด้วยขั้นตอนต่าง ๆ มากมายเพื่อยืนยันว่ามันเป็นชนิดใหม่จริง
"ตั้งแต่ตอนผมเจอมัน สิ่งที่ต้องทำคือ หนึ่งต้องมาวัดขนาด หนามทุกชิ้น เกล็ดทุกเกล็ด ความยาวในแต่ละส่วน คือการวัดขนาดสัณฐานศึกษาทางดีเอ็นเอเปรียบเทียบกับชนิดอื่นเพื่อยืนยันว่าต่อให้เราเห็นหน้าตามันต่าง เราก็ต้องมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน" เขาบอก
โดยจากการวิจัยพบว่า กิ้งก่าชนิดนี้มีลักษณะพิเศษหลายอย่าง กล่าวคือ ขนาดตัวเล็กที่สุดเมื่อเทียบกับกิ้งก่าชนิดอื่น, มีเขาหนามที่สั้นกว่าปกติมาก, ลำตัวมีลักษณะ "อ้วนป้อม" ต่างจากกิ้งก่าชนิดอื่นที่มีลำตัวเรียวยาว และตัวเมียมีสีเหลืองทอง
นอกจากนี้ ลักษณะการวางไข่ของตัวเมียยังแตกต่างจากกิ้งก่าชนิดอื่น ๆ โดยพวกมันสามารถวางไข่ได้สูงถึงคราวละ 15-16 ฟองต่อครั้ง มากกว่ากิ้งก่ากลุ่มอื่นที่มักวางไข่ไม่เกิน 8-9 ฟองต่อครั้ง
พื้นที่อาศัยของมันก็ต่างกับกิ้งก่าชนิดอื่นด้วย โดยกิ้งก่าชนิดอื่นมักอาศัยอยู่ตามพื้นที่ตีนเขาใกล้ชายน้ำ แต่กิ้งก่าเขาหนามเล็กไซแรกซ์อาศัยอยู่บนเขาสูงมากกว่า 1,000 เมตรขึ้นไป
ทำไมจึงตั้งชื่อตามตัวละครในซีรีส์

ที่มาของภาพ, Poramad Trivalairat/HANDOUT
ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการตั้งชื่อกิ้งก่าชนิดใหม่นี้ คือ ดร.กฤติยา โดยเธอบอกว่าได้แรงบันดาลใจมาจากซีรีส์ชื่อดังของสหรัฐฯ
"เราเป็นติ่ง(แฟนคลับ) มหาศึกชิงบัลลังก์ (Game of Thrones) มาตั้งแต่แรกแล้ว ทีนี้พอมีซีรีส์ House of the Dragon เราก็ดูแล้วก็คิดว่าตั้งชื่อมังกรดีไหม จังหวะกำลังดู[ซีรีส์]อยู่พอดี ก็เลยนั่งเสิร์ชอินเทอร์เน็ต เปิดอินโฟกราฟิก ที่มันมีรูปมังกรมีชื่อ ก็มานั่งดูว่าสีของมันคล้ายตัวไหนที่สุด"
ด้าน ผศ.ดร.ปรเมศวร์ เล่าว่าเมื่อได้ยินชื่อ "ไซแรกซ์" ก็รู้สึกว่า "ชื่อมันสวยดีเพราะว่าในภาษาอังกฤษ [กิ้งก่าสกุลนี้]ชื่อสามัญ (common name) ของมันคือ Horn dragon ที่แปลว่ามังกรเขาอยู่แล้ว"
แต่นอกจากชื่อที่ไพเราะแล้ว ผศ.ดร.ปรเมศวร์ ยังบอกด้วยว่า นอกจากลักษณะเด่นของกิ้งก่าตัวเมียชนิดนี้ที่มีสีเหลืองทอง คล้ายมังกรไซแรกซ์ในซีรีส์ดังแล้ว มันยังสามารถวางไข่ได้จำนวนมากกว่าชนิดอื่น คล้ายกับมังกรที่ชื่อ ไซแรกซ์ ในซีรีส์ดังกล่าว
หลักการการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของสัตว์

ที่มาของภาพ, Jane Barlow/PA Wire
ผศ.ดร.ปรเมศวร์ อธิบายด้วยว่า ตามกฎสากลว่าด้วยการตั้งชื่อทางสัตววิทยา (International Code of Zoological Nomenclature - ICZN) การตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของสัตว์จะมีอยู่ 4 ประเภทหลัก ดังนี้
- การตั้งชื่อตามลักษณะ: เช่น กิ้งก่าหนามสีส้ม ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acanthosaura aurantiacrista ซึ่ง aurantia แปลว่าสีส้ม ส่วน crista แปลว่าหนาม รวมกันจึงแปลว่าหนามสีส้ม
- การตั้งตามพื้นที่ที่พบเจอ: เช่น มดอินทนนท์ ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Myrmecina inthanonensis ซึ่งคำว่าอินทนนท์สื่อถึงพื้นที่ที่ค้นพบมัน
- การตั้งตามชื่อบุคคล: คือการตั้งชื่อตามบุคคลที่ต้องการให้เป็นเกียรติ แต่มีข้อยกเว้นว่าจะต้องไม่ตั้งด้วยนามสกุลหรือชื่อของบุคคลในทีมวิจัย
- การตั้งตามปกรณัม หรือตามตัวละครในนวนิยาย: เช่น การตั้งชื่อ ผีเสื้อกลางคืนโพลีฟีมัส (Antheraea polyphemus) ตามชื่อยักษ์ตาเดียว โพลีฟีมัส (Polyphemus) จากหนังสือและภาพยนตร์ มหากาพย์โอดิสซี (Odyssey)
นอกจากนี้ การใช้ชื่อจากวรรณกรรมมาตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของสัตว์ยังไม่จำเป็นต้องแปลงมันเป็นภาษากรีกหรือภาษาลาตินก่อน ต่างจากการตั้งชื่อตามชื่อบุคคลที่ต้องแปลงเป็นภาษากรีกหรือลาตินก่อนเสมอ
ผศ.ดร.ปรเมศวร์ เสริมด้วยว่าการตั้งชื่อตามตัวละครให้หนังสือหรือภาพยนตร์ยังอาจช่วยให้ผู้คนสามารถมองเห็นภาพสัตว์ชนิดนั้น ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย
ฟันเฟืองสำคัญในการอนุรักษ์ระบบนิเวศ

ที่มาของภาพ, อุทยานแห่งชาติแม่วงก์/FB
ดร.กฤติยา ย้ำว่าแม้การค้นพบครั้งนี้อาจดูเป็นการค้นพบสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เพียงชนิดเดียว แต่การค้นพบของมันมีนัยสำคัญยิ่ง เพราะจะสามารถช่วยในการศึกษาและยกระดับการอนุรักษ์ได้
"ในธรรมชาติของเมืองไทยยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เรายังไม่ค้นพบและรอคอยการค้นพบ ซึ่งการอนุรักษ์ธรรมชาติเหล่านี้ไว้ อยากให้ทุกภาคส่วนเล็งเห็นความสำคัญตรงนี้ เพราะต่อให้มันเป็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เป็นเหมือนน็อต ฟันเฟือง ตัวเล็ก ๆ ของระบบนิเวศของโลกใบนี้ แต่ถ้าเขาหายไปก็ย่อมจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่" เธอกล่าว
ด้าน อาจารย์จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เสริมว่าการสนับสนุนของภาครัฐต่อนักวิจัยก็เป็นเรื่องสำคัญ และแม้ว่าการค้นพบบางอย่างอาจไม่ได้เอื้อต่อการนำไปต่อยอดเพื่อผลประโยชน์ด้านอุตสาหกรรม แต่ก็มีความสำคัญยิ่งต่อการทำความเข้าใจความหลากหลายและรักษาระบบนิเวศ
"บางงาน[วิจัย]มันไม่ได้ทำเงินเหมือนพวกนวัตกรรมก็จริง แต่มันก็มีความสำคัญในแง่ของการอนุรักษ์หรือการโปรโมทท่องเที่ยวอื่น ๆ" เขาเสริม
นอกจากนี้ เขายังชี้ถึงภาวะโลกร้อน ที่เป็นอันตรายต่อการสูญพันธุ์ของสัตว์ต่าง ๆ เช่น กิ้งก่าชนิดนี้ที่ต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่หนาว แต่ด้วยอุณภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น พวกมันจึงต้องขึ้นไปอยู่จุดที่สูงขึ้นที่มีอุณภูมิต่ำเพื่อเอาตัวรอด แต่พื้นที่อากาศหนาวก็หดเล็กลงเรื่อย ๆ ทำให้ราวกับว่าพวกมันถูกกักขังไว้
"โลกร้อนที่กำลังเพิ่มขึ้นมันอาจทำให้ชั้นบรรยากาศด้านบน[ภูเขา]ที่มีพื้นที่ความเย็นแคบลงเรื่อย ๆ เป็นเหมือนเกาะที่เริ่มเล็กลง สัตว์ข้างบนก็จะยิ่งใกล้สูญพันธุ์ เพราะไปไหนไม่ได้ อยู่ได้แต่ยอดนั้น ซึ่งหากเราไม่อนุรักษ์ ไม่ลดภาวะโลกร้อน มันก็จะทำให้ตัวสัตว์สูญพันธุ์ไป เพราะอย่างที่บอก ไซแรกซ์ ไม่มีที่อยู่อื่นแล้ว มีแต่ที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์อย่างเดียว"