Human Made แบรนด์สตรีทแวร์ญี่ปุ่นที่ขายเต็มราคามาตลอด เร่งบุกตลาดโลก ซีอีโอชี้ไทยนำการเติบโตของลูกค้าในอาเซียน
Human Made แบรนด์สตรีทแวร์ระดับพรีเมียมจากญี่ปุ่น กำลังเร่งขยายตลาดทั่วโลกจากความต้องการของลูกค้าต่างประเทศที่แข็งแกร่ง โดยหวังว่าร้านแฟลกชิปในโตเกียวที่เพิ่งเปิดเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จะช่วยผลักแบรนด์ขึ้นสู่เวทีระดับโลก
- ลูกค้าต่างชาติ 70% และขายเต็มราคามาตลอด
- จีนคือตลาดสำคัญที่สุด ตามด้วยสหรัฐฯ
- แฟลกชิปโตเกียวแก้ปัญหาของหมดก่อนถึงมือลูกค้า
แบรนด์ซึ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียวเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ตั้งเป้าเร่งเปิดสาขาในต่างประเทศเพื่อเพิ่มรายได้ โดยหลังเข้าตลาดหุ้นได้เปิดสาขาแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กรุงเทพฯ และสาขาที่ 3 ในเกาหลีใต้
เรอิ มัตสึนุมะ ซีอีโอของ Human Made ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia ว่า “ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับประชากรที่ลดลงและสูงวัย ผมเชื่อว่าคงยากที่ Human Made จะเป็นแบรนด์ระดับโลกได้จริง หากพึ่งพาเพียงตลาดในประเทศ”
เขามองว่าไทยเป็นตลาดสำคัญ โดยระบุว่า “ไทยเป็นแถวหน้าของการเติบโตอย่างรวดเร็วของลูกค้า Human Made ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
มัตสึนุมะยังชี้ว่าประชากรวัยหนุ่มสาวและเศรษฐกิจที่เติบโตทำให้ภูมิภาคนี้น่าดึงดูดเป็นพิเศษ เพราะคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อมากขึ้นพร้อมจ่ายให้กับประสบการณ์และความสนใจทางวัฒนธรรม ทั้งดนตรี, แฟชั่น, ความงาม และรถยนต์
ลูกค้าต่างชาติ 70% และขายเต็มราคามาตลอด
Human Made ก่อตั้งเมื่อปี 2010 และเป็นที่รู้จักจากโลโก้รูปหัวใจและสโลแกน The Future is in the Past ที่ได้แรงบันดาลใจจากเสื้อผ้าวินเทจ โดยมี Nigo ผู้ก่อตั้งแบรนด์สตรีทแวร์ทรงอิทธิพลอย่าง A Bathing Ape ทำหน้าที่กำหนดทิศทางด้านความคิดสร้างสรรค์
ส่วนทีมบริหารประกอบด้วยมืออาชีพหลายสาขา ทั้งการเงินและทรัพย์สินทางปัญญา นำโดยมัตสึนุมะ ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าฝ่ายเสื้อยืดของ Uniqlo และเข้ารับตำแหน่งซีอีโอในปี 2024
แบรนด์โดดเด่นเรื่องการเติบโตสูงและอัตรากำไรที่ดี โดยคาดว่ารายได้สุทธิในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมกราคม 2027 จะอยู่ที่ 19,200 ล้านเยน (ประมาณ 4.03 พันล้านบาท) เพิ่มขึ้น 34.5% จากปีก่อน ส่วนกำไรจากการดำเนินงานคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 17% เป็น 5,300 ล้านเยน (ประมาณ 1.11 พันล้านบาท) คิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงาน 27.6%
แทนที่จะทุ่มงบโฆษณาราคาแพง แบรนด์อาศัยกระแสบนโซเชียลมีเดียและแบรนด์แอมบาสเดอร์ โดยมี ฟาร์เรล วิลเลียมส์ นักดนตรีและผู้ทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นชาวอเมริกัน เป็นที่ปรึกษา และมักสวมเสื้อผ้าและเครื่องประดับของ Human Made
บริษัทระบุว่าสัดส่วนสินค้าที่ขายได้ในราคาป้ายอยู่ที่ 100% มาตลอดนับตั้งแต่ก่อตั้ง
ลูกค้าต่างชาติคิดเป็นราว 70% ของยอดรวมในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมกราคม 2026 โดยลูกค้าจากเอเชียคิดเป็นราว 60% ของทั้งหมด ซึ่งรายงานของบริษัทระบุว่าเป็นสัดส่วนยอดขายลูกค้าต่างชาติสูงเป็นอันดับ 2 ในบรรดาแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคของญี่ปุ่น รองจาก ASICS และสูงกว่า Fast Retailing บริษัทแม่ของ Uniqlo
จีนคือตลาดสำคัญที่สุด ตามด้วยสหรัฐฯ
หากวัดจากจำนวนผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย จีนและสหรัฐฯ อยู่อันดับ 2 และ 3 รองจากญี่ปุ่น บริษัทจึงมองว่าทั้งสองตลาดมีศักยภาพเติบโตสูง
แบรนด์มองจีนเป็นตลาดสำคัญที่สุด โดยตั้งบริษัทลูกที่นั่นเมื่อเดือนมีนาคม และวางแผนเปิดร้านในต่างประเทศที่บริษัทเป็นเจ้าของเองแห่งแรกที่เซี่ยงไฮ้ในปีหน้า ขณะที่ก่อนหน้านี้สาขาต่างประเทศทั้งหมดเปิดผ่านพันธมิตรท้องถิ่น
แม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัว แต่มัตสึนุมะมองว่าตลาดจีนมีศักยภาพมากกว่าที่อื่น โดยระบุว่า “ตลาดจีนใหญ่กว่ามาก ทั้งจำนวนประชากร, ครัวเรือนที่มีรายได้เหลือใช้ที่มากกว่า และผู้บริโภคที่พร้อมจ่ายกับเสื้อผ้ามากกว่าในญี่ปุ่นอย่างมาก”
บริษัทยังตั้งบริษัทลูกในสหรัฐฯ และวางแผนเปิดร้านแห่งแรกในย่านโซโหสุดหรูของนครนิวยอร์ก
มัตสึนุมะอธิบายว่ากลยุทธ์การขยายตลาดขึ้นอยู่กับการจัดสรรทรัพยากรเป็นหลัก โดยแม้จะให้ความสำคัญกับร้านของบริษัทเองในจีนและสหรัฐฯ ก่อน แต่ก็ยังมองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดสำคัญ
ทว่าแม้ความต้องการจากต่างประเทศจะสูง เขาก็ยอมรับว่าการรับรู้แบรนด์ “ยังต่ำมาก ยังไม่ถึง 10% ของศักยภาพที่มี”
แฟลกชิปโตเกียวแก้ปัญหาของหมดก่อนถึงมือลูกค้า
ในประเทศ Human Made วางแผนเปิดสาขาเพิ่ม ทั้งในย่านอาโอยามะของโตเกียว, นาโกย่า และแฟลกชิปอีกแห่งในโอซาก้า
ร้านแฟลกชิปโตเกียวที่เพิ่งเปิดตั้งอยู่ระหว่างย่านฮาราจูกุกับชิบูย่า โดยมีเป้าหมายสร้างการรับรู้แบรนด์ทั้งในกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่นและต่างชาติ และเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องแวะ โดยร้านถูกออกแบบให้ลูกค้าได้สัมผัสตัวตนของแบรนด์ผ่านสินค้าครบทุกกลุ่ม
ร้านนี้ยังช่วยแก้ปัญหาเดิม เพราะที่ผ่านมาทุกครั้งที่สินค้ายอดนิยมวางขาย จะมีคนต่อแถวยาวหน้าร้าน และแม้จะเข้าร้านได้ บางครั้งสินค้าก็หมดไปแล้ว
มัตสึนุมะระบุว่า “อาจพูดได้ว่าเรากำลังพลาดโอกาสในการขายในฐานะบริษัท และยังเป็นคำถามว่าเราให้ประสบการณ์การซื้อที่ดีที่สุดกับลูกค้าแล้วหรือยัง”
ในเดือนพฤศจิกายน บริษัทจะครบรอบ 1 ปีของการเข้าตลาดหุ้น ซึ่งมัตสึนุมะมองว่าการเป็นบริษัทจดทะเบียนทำให้มุมมองกว้างขึ้น เพราะจากเดิมที่โฟกัสหลักคือการส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้า ตอนนี้บริษัทยังมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มอื่นที่กว้างขึ้น รวมถึงผู้ถือหุ้น
ราคาหุ้นของบริษัทปรับขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่เข้าตลาด และเมื่อวันจันทร์ (28 ก.ย.) ได้ทำสถิติสูงสุดระหว่างวันที่ 2,019 เยน (ประมาณ 424 บาท) ซึ่งมัตสึนุมะมองว่าเป็นสัญญาณว่านักลงทุนคาดหวังกับบริษัทไว้สูง
ภาพ : happycreator / Shutterstock
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน เท่ากับ 0.21 บาท ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2569
อ้างอิง:
ABOUT THE AUTHOR
THE STANDARD WEALTH
สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD