Hyundai STARIA Minorchange เปิดตัวที่ฟิลิปปินส์ ปรับดีไซน์ เปลี่ยนขุมพลังเป็นเบนซิน 1.6 Turbo HYBRID - HeadLight Magazine

10 กรกฎาคม 2026 เวลา 13:39 น. | หมวดหมู่ New Cars : Worldwide, NEWS | โดย QCXLOFT | อ่านไปแล้ว: 183 ครั้ง

หลังจาก Hyundai เปิดตัว STARIA รุ่นปรับโฉม Minorchange ครั้งแรกของโลกในประเทศเกาหลีใต้ เมื่อเดือน ธันวาคม 2025 ล่าสุด รถ MPV ขนาดใหญ่รุ่นนี้ก็เดินทางมาถึงตลาดอาเซียนเป็นครั้งแรก โดยเลือกเวที Philippine International Motor Show 2026 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นสถานที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมการปรับปรุงครั้งใหญ่รอบแรกนับตั้งแต่เริ่มทำตลาดตั้งแต่ปี 2021

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับรายละเอียดภายนอกเท่านั้น แต่ครอบคลุมแทบทุกด้านของตัวรถ ตั้งแต่ดีไซน์ด้านหน้าที่ถูกออกแบบใหม่ ห้องโดยสารที่ยกระดับทั้งงานออกแบบและอุปกรณ์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุด คือการยกเลิกเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร Turbo และเปลี่ยนมาใช้ขุมพลังเบนซิน 1.6 ลิตร Turbo ทำงานร่วมกับระบบ Hybrid ซึ่งให้ทั้งสมรรถนะที่ดีขึ้นและประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่เหนือกว่าเดิม

สำหรับไลน์อัพของ STARIA Minorchange ในตลาดฟิลิปปินส์ ยังคงมีให้เลือกทั้งรุ่นมาตรฐาน และรุ่น Premium โดยทั้ง 2 รุ่นได้รับการปรับดีไซน์ด้านหน้าใหม่ เปลี่ยนจากกระจังหน้าลายรังผึ้งเดิม มาเป็นกระจังหน้าตกแต่งด้วยเส้นแนวนอน ช่วยให้ภาพรวมของตัวรถดูเรียบ หรู และมีความเป็นรถ MPV ระดับพรีเมียมมากขึ้น

รุ่นมาตรฐานยังคงติดตั้งไฟหน้าแบบ Multi-reflector LED ขณะที่รุ่น Premium จะได้ไฟหน้า Cube Projection LED ซึ่งจัดวางเป็นชุดไฟทรงเหลี่ยมซ้อนกันในแนวตั้ง ส่วนไฟ Daytime Running Light เอกลักษณ์ของ STARIA ถูกปรับใหม่ให้เป็นเส้นเดียวต่อเนื่องตลอดแนวด้านหน้า ขณะที่ล้ออัลลอยก็เปลี่ยนเป็นลายใหม่ ช่วยให้ภาพรวมของรถดูทันสมัยขึ้นกว่ารุ่นเดิม

ตัวถังภายนอกมีสีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาว Creamy White สีเงิน Shimmering Silver สีเงิน และสีดำ Abyss Black ขณะที่ห้องโดยสารมีโทนสีให้เลือกตามรุ่นย่อย โดยรุ่นมาตรฐานตกแต่งด้วยโทนสีดำล้วน ขณะที่รุ่น Premium มีให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ Bordeaux Brown Two-Tone ที่เน้นโทนสีน้ำตาลเข้มตัดกับสีอ่อน ให้บรรยากาศหรูหรายิ่งขึ้น และ Anthracite Brown Two-Tone โทนสีน้ำตาลเทาเข้มที่ให้ความเรียบ สุขุม และดูทันสมัย

แม้ภาพรวมของห้องโดยสารจะยังคงเค้าโครงเดิม แต่หากสังเกตรายละเอียดจะพบว่ามีการปรับเปลี่ยนหลายจุด เริ่มจากแผงคอนโซลหน้าที่ออกแบบใหม่ให้มีเส้นสายแนวนอนและเหลี่ยมสันมากขึ้น ช่วยให้บรรยากาศภายในดูทันสมัยและเรียบหรูกว่าเดิม พร้อมอัปเกรดชุดหน้าจอทั้งมาตรวัดดิจิทัลและหน้าจอระบบ Infotainment เป็นขนาด 12.3 นิ้ว รวมถึงเพิ่มหน้าจอแสดงการไหลเวียนพลังงาน Energy Flow สำหรับรุ่น Hybrid โดยเฉพาะ

อุปกรณ์อำนวยความสะดวกยังคงให้มาครบครัน ทั้งกล้องมองภาพรอบคัน ระบบรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ขณะที่พวงมาลัยเปลี่ยนมาใช้ดีไซน์ใหม่แบบเดียวกับรถยนต์ Hyundai รุ่นใหม่หลายรุ่น ด้านระบบเลือกเกียร์ รุ่น Premium เปลี่ยนจากปุ่มกด Shift-by-Wire มาเป็นก้านควบคุมบริเวณคอพวงมาลัย ส่วนรุ่นมาตรฐานยังคงใช้ก้านเกียร์แบบกลไกติดตั้งบนคอนโซลกลางเช่นเดิม

ด้านรูปแบบห้องโดยสารยังคงจุดเด่นด้านความยืดหยุ่นไว้เช่นเดิม โดยมีตัวเลือกทั้งแบบ 7 ที่นั่ง 9 ที่นั่ง และ 11 ที่นั่ง รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้งานในครอบครัว การรับรองผู้โดยสารแบบ VIP ไปจนถึงการใช้งานเชิงพาณิชย์

สำหรับรุ่น 7 ที่นั่ง จะจัดวางเบาะในรูปแบบ 2+2+3 โดยเบาะแถวที่ 2 เป็นแบบ Captain Seat แยกอิสระ พร้อมระบบทำความร้อนและระบบระบายอากาศ อีกทั้งยังสามารถหมุนเบาะให้หันไปทางผู้โดยสารด้านหลัง เพื่อสร้างพื้นที่สำหรับการพูดคุยหรือประชุมระหว่างการเดินทางได้ ขณะที่เบาะยังคงติดตั้งบนรางเลื่อน สามารถปรับตำแหน่งเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานเช่นเดิม

การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดของ STARIA Minorchange อยู่ที่ขุมพลัง โดย Hyundai ยกเลิกเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร เปลี่ยนมาใช้ระบบ Hybrid เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่นย่อย เหลือเพียงรุ่น Cargo หรือรุ่นตู้ทึบสำหรับงานเชิงพาณิชย์ ที่ยังคงใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร Turbo เช่นเดิม

ระบบ Hybrid ใช้เครื่องยนต์เบนซินรหัส G4FT แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ความจุ 1.6 ลิตร (1,598 ซีซี) หัวฉีดเชื้อเพลิงแบบ Direct Injection พร้อมเทอร์โบชาร์จ T-GDi ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor (PMSM) พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion เมื่อทำงานร่วมกัน จะให้กำลังสูงสุดทั้งระบบ 245 แรงม้า (PS) ที่ 5,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 265 นิวตันเมตร ที่ 1,500 – 4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมโหมดเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเอง SHIFTRONIC ขับเคลื่อนล้อหน้า FWD

ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Eco, Sport และ Smart เพื่อปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และคันเร่งให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งาน

อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ถูกเพิ่มเข้ามา คือระบบ Hyundai Bluelink ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อและสั่งงานรถผ่านสมาร์ทโฟนได้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบสถานะรถ ระบุตำแหน่งล่าสุด ล็อกหรือปลดล็อกประตู รวมถึงสั่งเปิดระบบปรับอากาศจากระยะไกล ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งานประจำวัน

สำหรับประเทศไทย Hyundai Mobility Thailand ยังไม่มีการประกาศกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะถูกนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยภายในปี 2026 ซึ่งคงต้องติดตามรายละเอียดด้านรุ่นย่อย อุปกรณ์ และราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ที่มา : Hyundai