กรณีศึกษา IMAX ทำไมแค่มีชื่อแบรนด์นี้แปะอยู่ หนังเรื่องเดิมถึงดูพรีเมียมขึ้น ทั้งที่ไม่ได้ทำหนัง-ไม่ทำโรงเอง - Marketeer Online
เวลาหนังฟอร์มยักษ์เข้าโรง หลายครั้งมักจะเห็นชื่อของ IMAX พ่วงมาด้วยเสมอ หรือมักจะใช้คำโฆษณาว่า “ฉายผ่านระบบ IMAX”
ไม่ว่าจะเป็น Avatar, Oppenheimer, Dune, Avengers หรือล่าสุดคือเรื่อง The Odyssey
ทั้งที่เป็นหนังเรื่องเดียวกัน นักแสดงคนเดิม เนื้อเรื่องเดียวกัน
แต่เพียงแค่มีคำว่า IMAX แปะไว้ หนังเรื่องนั้นกลับดูพรีเมียมหรือมีมูลค่าขึ้นทันที จนหลายคนเลือกเลื่อนรอบ เลือกโรง หรือยอมรอ เพื่อดูเวอร์ชั่นนี้โดยเฉพาะ
คำถามที่น่าสนใจคือ IMAX ทำอะไร จนทำให้หนังเรื่องเดิมดูมีมูลค่ามากขึ้น ทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนเนื้อหาของหนังเลยแม้แต่นิดเดียว
ที่มาของชื่อนี้ คือบริษัท IMAX Corporation เป็นบริษัทในแคนาดา ก่อตั้งในปี 1967 ที่แคนาดา เพื่อเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีหน้าจอฉายภาพขนาดใหญ่
ช่วงแรกยังเป็นเพียงจอภาพสำหรับฉายสารคดีและวิดีทัศน์ขนาดใหญ่ตามงานแสดงสินค้าหรือ Expo
แต่ต่อมา เทคโนโลยีนี้ก็เริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์
เพราะฝั่งฮอลลีวูดเริ่มมองเห็นศักยภาพว่า IMAX สามารถเปลี่ยนภาพบนจอธรรมดาให้ดู “ยิ่งใหญ่” ขึ้นได้
เมื่อเห็นโอกาส IMAX จึงปรับตัวเข้ามาลุยในอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างจริงจัง
สิ่งที่น่าสนใจคือ บทบาทของ IMAX ในสมการนี้ ไม่ได้เป็นผู้สร้างหนัง และไม่ได้ทำโรงหนังเอง
แต่ทำหน้าที่เป็น “ผู้ควบคุมคุณภาพ” ของระบบนิเวศ (Ecosystem) การรับชมหนังในโรง ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ
มีเงื่อนไขว่า หากผู้สร้างหนังหรือโรงหนังใดทำระบบได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ก็จะสามารถนำชื่อของ IMAX ไปแปะเพื่อทำการตลาดได้
ต้นน้ำ คือขั้นตอนการถ่ายทำ แบ่งออกเป็น 2 แบบ
แบบแรกคือ “Shot with IMAX Film Camera” หรือใช้กล้องของ IMAX จริงในการถ่ายทำ ได้ภาพคมชัดสูงสุด ขยายเต็มพื้นที่หน้าจอในสัดส่วน 1.43:1
ภาพยนตร์ของผู้กำกับดังอย่าง Christopher Nolan หลายเรื่องใช้วิธีนี้ เช่น Oppenheimer (ใช้เพียงบางส่วน) และล่าสุดคือ The Odyssey “เป็นเรื่องแรกที่ใช้กล้อง IMAX เต็มเรื่อง”
แต่วิธีนี้มีต้นทุนสูงมาก เพราะฟิล์มแพง และกล้องแท้ของ IMAX มีจำนวน
แบบที่สองคือ “IMAX-certified Camera” เป็นการรับรองของ IMAX ว่ากล้องยี่ห้ออื่น ว่าผ่านเกณฑ์ที่จะนำมาฉายบนระบบจอของตัวเองได้
ภาพยนตร์กลุ่มนี้จะได้สัดส่วนจอที่ใหญ่ขึ้นกว่าปกติ แต่ยังไม่เต็มเฟรมเท่ากลุ่มแรก
โมเดลนี้เกิดขึ้นเพราะ IMAX มองเห็นปัญหาว่ากล้องจริงมีน้อย หากรอให้ผู้สร้างทุกคนต่อคิวใช้กล้อง คงไม่ทันความต้องการ จึงใช้วิธีรับรองมาตรฐานกล้องยี่ห้ออื่นแทน เพื่อให้ผู้สร้างหนังทำงานได้คล่องตัวขึ้น
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะถ่ายด้วยระบบไหน ฟิล์มทั้งหมดจะต้องผ่านกระบวนการ Remaster ของ IMAX เพื่อให้ได้ภาพออกมาดีที่สุดสำหรับจอก่อนเข้าฉายจริง
ตัดภาพมาที่ “ปลายน้ำ” หรือระบบโรงภาพยนตร์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
แบบฟิล์มคือ IMAX Film 70mm เป็นระบบที่ให้ความคมชัดสูงสุด รองรับสัดส่วนภาพ 1.43:1 เต็มรูปแบบ
มีเงื่อนไขคือ ต้องถ่วยถ่ายด้วยฟิล์ม IMAX ตั้งแต่ต้น เช่นเรื่อง The Odyssey ที่กำลังเข้าฉายอยู่ในตอนนี้
ปัจจุบันโรงที่รองรับระบบนี้เหลืออยู่ไม่ถึง 50 แห่งทั่วโลก และไม่มีในประเทศไทยแล้ว เพราะเปลี่ยนเป็นดิจิทัลกันหมดแล้ว
แบบดิจิทัลแบ่งเป็น IMAX Digital (Xenon) ที่พัฒนาขึ้นมาแก้ปัญหาฟิล์ม 70mm ที่หนักและต้นทุนสูง
และ IMAX with Laser ระบบใหม่ล่าสุดที่ทำให้ภาพสว่างขึ้น สีสันและความต่างของสีคมชัดขึ้นกว่าเดิม
ผู้นำเข้า IMAX มาไทย คือเครือ Major Cineplex ตั้งแต่ปี 1998 สาขาแรกอยู่ที่รัชโยธิน
ต่อมาก็ได้ขยายสาขาไปอีกหลายแห่งทั่วประเทศ โดยสาขาที่มีหน้าจอใหญ่ที่สุดในไทยปัจจุบัน อยู่ที่พารากอน ซีนีเพล็กซ์
ปัจจุบัน โรงภาพยนตร์ที่ฉายในระบบ IMAX ในไทย มีอยู่ทั้งหมด 10 แห่ง
ส่วนวงการภาพยนตร์ไทยเอง ยังไม่มีเรื่องไหนถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX โดยตรง
มีเพียงการนำหนังที่ถ่ายทำเสร็จแล้วไป Remaster เพื่อฉายในระบบโรง IMAX เท่านั้น
เรื่องแรกที่ทำแบบนี้คือ “ธี่หยด” เมื่อปี 2566
แล้วการแปะป้าย IMAX ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้หนังได้อย่างไร?
เหตุผลแรกคือ หนังบางเรื่องทำเพื่อ IMAX โดยเฉพาะ
เช่นกรณีของ Nolan ตั้งใจใช้กล้อง IMAX ในการถ่ายทำ เพื่อให้ได้ภาพที่ “สมบูรณ์ที่สุด”
แต่ก็เงื่อนไขคือ ต้องดูผ่านโรง IMAX เท่านั้น หากไปดูโรงทั่วไปจะเห็นภาพที่ถูกตัดขอบจอออกไปบางส่วน
การโฆษณาว่า “ใช้กล้อง IMAX” หรืออย่าง The Odyssey ที่ขายได้เต็มๆ เลยว่า “ใช้กล้อง IMAX 100%” จึงไม่ได้สื่อแค่ว่าจอใหญ่กว่าเดิม
แต่สื่อว่า นี่คือวิธีดูที่ผู้กำกับตั้งใจให้คนดูมากที่สุด
IMAX จึงเปรียบเหมือนโลโก้ที่การันตีคุณภาพล่วงหน้า ว่าเข้ามาดูแล้วจะได้สัมผัสสิ่งที่ผู้กำกับต้องการสื่อสารออกมาจริงๆ
เหตุผลต่อมา คือเรื่องของ “ประสบการณ์” การรับชมที่แตกต่างออกไป
ภาพและเสียงผ่านจอ IMAX ให้ความรู้สึกสมจริงและคมชัดกว่าดูผ่านโรงหนังปกติ หรือดูผ่านหน้าจอโทรทัศน์อยู่ที่บ้าน
เป็นวิสัยทัศน์สำคัญของ IMAX ที่ต้องการดึงคนให้ยอมออกมาดูหนังที่โรง ในยุคที่ทุกคนสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งได้เองจากที่บ้าน
และความหายาก ที่มีจำนวนโรงจำกัด ก็เป็นเสน่ห์อีกอย่าง ที่ทำให้กลายเป็นประสบการณ์พรีเมียม อย่างในไทยเองก็มี IMAX เพียง 10 แห่งเท่านั้น
กรณีศึกษาของ IMAX ถือเป็นบทเรียนของการสร้าง Ecosystem ระดับมาสเตอร์พีซ
เพราะชื่อนี้ไม่ได้เป็นค่ายทำหนัง และไม่ได้เป็นโรงหนัง
แต่เป็นผู้รับรอง “มาตรฐาน” ที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ต้องเดินตาม
เมื่อสามารถควบคุมคุณภาพให้สมบูรณ์แบบได้ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
คำว่า IMAX จึงกลายเป็นตัวแทนของความพรีเมียม ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหนังเรื่องเดิมได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนเนื้อหาอะไรเลย