"เอกนิติ" มองไทยเจ้าภาพ IMF 2569 โอกาสแก้ K-Shaped สู่ Thailand Next Economy
- หน้าหลัก
- หุ้น
- The Report
"เอกนิติ" มองไทยเจ้าภาพ IMF 2569 โอกาสแก้ K-Shaped สู่ Thailand Next Economy
เผยแพร่: 22 ต.ค. 2569 22:09 ปรับปรุง: 22 ต.ค. 2569 22:09 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
การประชุมใหญ่ประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings พ.ศ. 2569 หรือ "โอลิมปิกทางการเงิน" ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ไม่เพียงได้รับการยกย่องจาก คุณคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการใหญ่ IMF และผู้นำการเงินทั่วโลกถึงศักยภาพการบริหารจัดการ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการดึงความเชื่อมั่นระดับสากลกลับคืนมา อย่างไรก็ดี นัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่แท้จริงไม่ได้หยุดอยู่เพียงความสำเร็จบนเวทีโลก หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการแปลงความเชื่อมั่นนั้นให้กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริงภายใต้แนวคิด Thailand Next Economy พ.ศ. 2570 เพื่อพาประเทศก้าวข้ามภาวะฟื้นตัวแบบเหลื่อมล้ำ หรือ K-Shaped Recovery และมรสุมเศรษฐกิจโลก ไปสู่การทะยานขึ้นครั้งใหม่ หรือ Second Take-off ได้อย่างมั่นคง
มองมรสุมเศรษฐกิจโลก 5 ทิศทาง กับภาวะ K-Shaped Recovery ของไทย
ภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเปรียบประดุจเรือลำเล็กที่ลอยลำอยู่กลางมหาสมุทรท่ามกลางคลื่นลมผันผวนรุนแรง การประเมินสถานการณ์ของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้ให้เห็นว่า ไทยต้องเผชิญกับ 5 คลื่นมรสุมโลกหลัก ได้แก่
1.ความแตกขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ระหว่างสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และยูเครน ที่พร้อมจะสั่นคลอนการค้าและการลงทุนผ่านมาตรการภาษีได้ตลอดเวลา
2.อัตราดอกเบี้ยโลกที่ทรงตัวในระดับสูง โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่สูงกว่า 5% ขณะที่ของไทยอยู่ที่ประมาณ 2.4% ส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างเช่นนี้สร้างแรงกดดันต่อความผันผวนของค่าเงินบาทและเสี่ยงต่อสภาวะเงินทุนไหลออก ซึ่งบีบให้ไทยต้องรักษาสมดุลเชิงนโยบายอย่างระมัดระวัง
3. การรักษาวินัยการคลัง ในยุคต้นทุนทางการเงินแพง ประเทศที่ขาดวินัยจะถูกตลาดทุนลงโทษด้วยดอกเบี้ยกู้ยืมที่แพงขึ้น แต่การที่ไทยตั้งเป้าควบคุมการขาดดุลอย่างเคร่งครัด ได้ช่วยประคองมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือจากเชิงลบให้กลับมามีเสถียรภาพ
4.การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี AI ซึ่งบีบให้ภาคธุรกิจต้องเร่งนำแนวคิด Small AI มาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
5. ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ จากภัยพิบัติน้ำท่วมและปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่จ่อกระทบภาคเกษตรและเศรษฐกิจฐานราก
ในมิติภายในประเทศ ความน่ากังวลอยู่ที่รอยรั่วเชิงโครงสร้างสะสม โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาวะ K-Shaped Recovery ซึ่งภาคเอกชน โดย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ นางสาวพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สะท้อนภาพตรงกันว่า เกิดการถักทอความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง
ฝั่ง K ขาขึ้น คือกลุ่มไฮเทค ยานยนต์ไฟฟ้า AI Data Center พลังงานหมุนเวียน และอาหารแห่งอนาคต รวมถึงทุนต่างชาติในพื้นที่ EEC และ BOI ซึ่งผลักดันให้ยอดส่งออกขยายตัวได้สูงถึง 17% ถึง 25% แต่ฝั่ง K ขาล่าง กลับเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิม สินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ ภาคเกษตร และ SME ที่ไร้กำลังสู้ราคาและปรับตัวไม่ทันกติกาคาร์บอนต่ำ ส่งผลให้ ส.อ.ท. ประเมินว่า K ขาล่างนี้ได้ฉุดรั้งให้ GDP ไทยเติบโตได้เพียง 2.1% ถึง 2.4% ขณะที่สภาหอการค้าฯ ประเมินไว้ที่ 2.1% ถึง 2.5% สภาพการณ์ดังกล่าวบีบบังคับให้ภาครัฐและเอกชนต้องเร่งอุดรอยรั่วและปรับโครงสร้างนโยบายเศรษฐกิจครั้งใหญ่ก่อนที่เครื่องยนต์ฐานรากจะล้มเหลว
"ยุทธศาสตร์ Thailand Next Economy 2027" การอุดรอยรั่วและนโยบายช่วยเหลือตรงจุด
การบริหารเศรษฐกิจท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลังจำเป็นต้องละทิ้งมาตรการหว่านทาน และหันมาใช้นโยบายช่วยเหลือแบบตรงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Policy) ควบคู่กับการสร้างความยืดหยุ่นทางการเงิน การอุดรอยรั่วเศรษฐกิจในระดับฐานรากมุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้สินอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้ลามไปกระทบความเชื่อมั่นในตลาดเงินตลาดทุนจนถูกลงโทษด้วยต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
ในเชิงปฏิบัติการ การนำเทคโนโลยี Small AI มาช่วยคนตัวเล็กได้รับการผลักดันผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยมีเครื่องมือสำคัญคือแอปพลิเคชัน นกกระซิบ เข้ามาช่วยพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการรายย่อยในการวิเคราะห์ยอดขาย วางแผนการค้า และประเมินรายได้ย้อนหลัง 4 ถึง 5 เดือน ซึ่งกระบวนการนี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงขาดทุน แต่ยังเป็นการสร้างตัวตนทางการเงิน (Data Footprint) เพื่อใช้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการยื่นขอสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบได้อย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน ในมิติการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ภาครัฐเตรียมเสนอมาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 26 ตุลาคม เพื่อวางกรอบระยะยาว 20 ปี โดยมีธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน พร้อมปรับปรุงระบบสายส่งและสมาร์ทมิเตอร์ นโยบายนี้มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการเปลี่ยนบทบาทประชาชนจาก ผู้บริโภคพลังงาน ไปสู่การเป็น ผู้ผลิตและขายไฟฟ้า (Prosumer) เพื่อลดต้นทุนค่าครองชีพและสร้างรายได้ใหม่ ซึ่งการวางรากฐานระดับครัวเรือนนี้จะเป็นสะพานเชื่อมไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคต่อไป
พลังร่วมภาครัฐ-เอกชน (กรอ.) "การขับเคลื่อน 4 Transitions และ 5 วาระแห่งชาติ"
กลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) คือหัวใจสำคัญในการปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เพื่อผลักดันให้ GDP ของไทยก้าวข้ามกับดักการเติบโตต่ำไปสู่ระดับเกิน 3% โดย ส.อ.ท. ได้เสนอการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน 4 ด้าน (4 Transitions) ได้แก่
1.Technology Transition มุ่งใช้ AI และนวัตกรรมยกระดับกระบวนการผลิตสู่สินค้ามูลค่าสูง
2. Trade & Investment Transition วางตำแหน่งไทยเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์เพื่อเชื่อมต่อ Supply Chain โลกและกระจายความเสี่ยง
3. Workforce & Skill Transition เร่งสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ผ่านระบบ Skill Bridge ที่เชื่อมภาคการศึกษากับความต้องการของอุตสาหกรรม โดยมีกรณีศึกษาสำเร็จจากการประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อฝึกอบรมแรงงานเฉพาะทาง รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารมูลค่าสูงถึง 23,000 ล้านบาท
4. Green Transition ปรับตัวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ
ทางด้านสภาหอการค้าฯ ได้เสนอ 5 วาระแห่งชาติ (National Agenda) ได้แก่ การปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง, การแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อนโดยเฉพาะการปรับปรุงประกาศกรมและกฎกระทรวง, การลดขั้นตอนอนุมัติและลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ด้วยระบบดิจิทัล, การปฏิรูปการศึกษา และการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกร 11 ล้านคน
ในทรรศนะเชิงวิเคราะห์ การแก้กฎหมายระดับกฎกระทรวงและการลดดุลพินิจด้วยระบบดิจิทัล ถือเป็นหัวใจของการลด ต้นทุนแอบแฝง (Implicit Costs) ที่กัดกินความสามารถในการแข่งขันของไทยมานาน ขณะเดียวกัน ข้อเรียกร้องจากภาคเอกชนที่ระบุว่า การเมืองต้องนิ่ง ปราศจากการปฏิวัติ ถือเป็นเงื่อนไขพื้นฐาน (Prerequisite) ที่หากทำไม่ได้ ยุทธศาสตร์ทั้งหมดก็ยากจะเกิดขึ้นจริง
นอกจากนี้ ข้อเสนอให้กำหนดสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ (Local Content) ไม่ต่ำกว่า 40% ในโครงการร่วมทุนต่างชาติ ถือเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ทุนต่างชาติเข้ามาเทคโอเวอร์ห่วงโซ่อุปทาน แต่เป็นการดึงเทคโนโลยีมาต่อยอดให้ผู้ประกอบการไทยอย่างแท้จริง
New S-Curve ตลาดทุนและการทลายอุปสรรคการเข้าถึงเงินทุนของ SME
ภาวะ K-Shape ในตลาดหุ้นไทยสะท้อนภาพเศรษฐกิจจริงอย่างชัดเจน หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่เป็นตัวดันดัชนี ขณะที่หุ้นขนาดเล็กขาดสภาพคล่องและถูกมองข้าม แม้ผลงานในรอบ 10 เดือนแรกของตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 25% และมีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น 60% เมื่อเทียบกับช่วง 7 ปีที่แล้ว แต่นั่นเป็นเพียงภาพสะท้อนของบริษัทขนาดใหญ่
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จึงเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ BOI to IPO เพื่อดึงดูดบริษัทต่างชาติที่ได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เพื่อสร้าง New S-Curve ใหม่ อย่างไรก็ดี ในมุมมองเชิงวิเคราะห์ อุปสรรคสำคัญของการดำเนินยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้อยู่ที่กฎเกณฑ์ของ ตลท. แต่อยู่ที่ข้อจำกัดในการบูรณาการข้ามกระทรวง ซึ่ง ตลท. ได้ถอดบทเรียนจาก ดร. มาจุน ผู้เชี่ยวชาญด้าน Green Financing ของจีน ที่ระบุว่าจีนประสบความสำเร็จจากการผนึกกำลังร่วมกันถึง 7 กระทรวง ขณะที่ประเทศไทย แค่การบูรณาการงานระหว่าง 2 กระทรวงยังนับเป็นโจทย์ที่ท้าทายยิ่ง
สำหรับภาคการเงิน นายธวัชชัย ชีวานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ได้วิเคราะห์ปัญหารากลึกของการเข้าถึงสินเชื่อของ SME ว่า ไม่ได้เกิดจากการปฏิเสธของธนาคาร แต่เกิดจาก การขาดความโปร่งใสของข้อมูล (Data Transparency) การอยู่นอกระบบ และการทำบัญชีหลายเล่ม ทางออกจึงไม่ใช่การบังคับปล่อยกู้ แต่เป็นการสร้างระบบข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ควบคู่กับการดึงจุดแข็งในอุตสาหกรรมพื้นฐานอย่างการบริการ (Hospitality) มาใส่นวัตกรรมเพื่อยกระดับสู่การเป็นแชมเปี้ยนในระดับภูมิภาค โดยการขับเคลื่อน New Economy จะต้องมุ่งเน้นการลงมือทำจริง (Focus on Execution) ผ่านรูปแบบ Public-Private Partnership ที่มีเป้าหมาย ตัวผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาที่ชัดเจน
"จาก First Take-off ปี 2534 สู่ Second Take-off และเงื่อนไขความสำเร็จ"
เมื่อย้อนมองประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ การเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank ของไทยในปี พ.ศ. 2534 เคยเป็นจุดเริ่มต้นของ First Take-off ที่ผลักดันให้เศรษฐกิจไทยทะยานโตอย่างก้าวกระโดด ก่อนจะประสบวิกฤตในปี พ.ศ. 2540 การกลับมาเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกทางการเงินอีกครั้งในปี พ.ศ. 2569 จึงเป็นโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ในการจุดชนวน Second Take-off เพื่อส่งผ่านไปสู่ยุทธศาสตร์ Thailand Next Economy พ.ศ. 2570
อย่างไรก็ดี ความแตกต่างสำคัญระหว่างสองยุคสมัยคือ บริบทโลกในปัจจุบันมีความซับซ้อนและผันผวนสูงกว่ามาก การที่ไทยจะบรรลุเป้าหมาย Second Take-off ได้จริง จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับ 4 เงื่อนไขความสำเร็จเชิงยุทธศาสตร์ คือ
1. การรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาเสถียรภาพและป้องกันไม่ให้ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศพุ่งสูงขึ้น
2. การลงทุนในทุนมนุษย์อย่างจริงจัง ผ่านการ Up-skill และ Re-skill แรงงานด้วยระบบ Skill Bridge เพื่อป้อนอุตสาหกรรมอนาคต
3. การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดต้นทุนการผลิตและทะลวงกำแพงภาษีคาร์บอนของโลก
4. การมุ่งเน้นการลงมือทำจริง (Focus on Execution) ที่มีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นตัวค้ำจุน
อย่างไรก็ตามท้ายที่สุด การเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกทางการเงินในปี พ.ศ. 2569 จะต้องไม่เป็นเพียงเวทีฉายภาพ Soft Power หรือการสร้างภาพจำชั่วคราวแล้วหายไป แต่ต้องถูกใช้เป็น คันงัด เชิงโครงสร้าง ในการอุดรอยรั่ว K-Shape ปลุกเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และปรับเปลี่ยนกติกาภาครัฐให้เอื้อต่อการแข่งขัน หากภาครัฐและเอกชนสามารถผนึกกำลังขับเคลื่อนเงื่อนไขเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง ยุทธศาสตร์ Thailand Next Economy พ.ศ. 2570 จะไม่ใช่เพียงแผนงานบนกระดาษ แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการนำพาเศรษฐกิจไทยทะยานขึ้นสู่วงโคจรใหม่ได้อย่างยั่งยืน