IMF เตือน 3 ความเสี่ยงใหญ่ระบบการเงินโลก ฟองสบู่ AI-บอนด์ยีลด์-ภัยไซเบอร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงาน Global Financial Stability Report ฉบับล่าสุด ระหว่างการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ โดยระบุว่า แม้ตลาดการเงินโลกในปัจจุบันยังสะท้อนภาวะรับความเสี่ยงในระดับสูง จากผลประกอบการภาคธุรกิจที่แข็งแกร่ง ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด และความคาดหวังต่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI แต่เสถียรภาพดังกล่าวยังตั้งอยู่บนฐานที่เปราะบาง
IMF ระบุว่า ระบบการเงินโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงเชิงระบบสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความเสี่ยงจากการปรับฐานของสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล และภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล
สำหรับประเด็น AI IMF ระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทั้งต่อเศรษฐกิจจริงและตลาดหุ้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ขณะที่อัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ P/E ของหุ้นในกลุ่ม AI ยังไม่อยู่ในระดับที่ตึงตัวมากเกินไป เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งยังสามารถทำได้ดีกว่าที่ตลาดคาดอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม IMF เตือนว่า ตลาดกำลังเข้าสู่วงจร “คาดการณ์สูง-ทำได้ดีกว่าคาด-ปรับประมาณการขึ้น” ซึ่งทำให้ระดับความคาดหวังของนักลงทุนเพิ่มสูงขึ้นทุกไตรมาส และอาจสร้างความเปราะบาง หากการสร้างรายได้จาก AI ล่าช้ากว่าคาด หรือผลประกอบการเริ่มต่ำกว่าประมาณการ
หากรายได้จาก AI ไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาด อาจนำไปสู่การปรับลดมูลค่าหุ้น ความสามารถในการชำระหนี้ที่อ่อนแอลง และการหายไปของรายได้ที่ถูกคาดหวังไว้ ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการปรับฐานของตลาดอย่างรุนแรง และนำไปสู่ภาวะตึงตัวทางการเงินในวงกว้าง
สำหรับประเทศไทย IMF ระบุว่า ไทยได้รับประโยชน์จากบทบาทในฐานะผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน และช่วยรักษากันชนด้านบัญชีเดินสะพัด
อย่างไรก็ตาม หากตลาด AI ทั่วโลกเกิดการปรับฐาน ไทยอาจได้รับผลกระทบผ่านความต้องการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่ลดลง ขณะที่บรรยากาศการลงทุนแบบหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หรือ Risk-off อาจนำไปสู่เงินทุนไหลออก เงื่อนไขสินเชื่อที่ตึงตัว และแรงกดดันต่อค่าเงินในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
IMF จึงเห็นว่า ประเทศอย่างไทยควรเร่งสร้างความยืดหยุ่นเชิงนโยบายไว้ล่วงหน้า และปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนสามารถเคลื่อนไหวอย่างยืดหยุ่น เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกรองรับแรงกระแทกจากภายนอก
ในส่วนของตลาดพันธบัตร IMF มองว่า การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นฐานของระบบการเงินกลับไปสู่ภาวะก่อนวิกฤตการเงินโลก มากกว่าจะเป็นเพียงความผันผวนที่เกิดจากตลาดเคลื่อนไหวเกินจริง
ปัจจัยที่ผลักดันบอนด์ยีลด์ให้สูงขึ้น ได้แก่ เงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับสูงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การปรับคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาด
ขณะเดียวกัน เมื่อธนาคารกลางทยอยลดขนาดงบดุล รัฐบาลและภาคเอกชนจำเป็นต้องพึ่งพานักลงทุนที่อ่อนไหวต่อราคามากขึ้น เพื่อรองรับการออกพันธบัตรและตราสารหนี้ในปริมาณสูง ส่งผลให้ตลาดกลับมามีบทบาทในการลงโทษประเทศที่มีปัญหาการคลังหรือความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ผ่านต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น
IMF จึงย้ำว่า ประเทศที่มีฐานะการคลังเปราะบางควรเร่งดำเนินนโยบายปรับสมดุลการคลัง เพื่อให้เส้นทางหนี้สาธารณะกลับเข้าสู่ระดับที่ยั่งยืน
สำหรับระบบธนาคาร IMF ระบุว่า ภายใต้สถานการณ์ทดสอบความเครียดรุนแรง ซึ่งรวมถึงการปรับฐานของตลาด AI ราคาพลังงานพุ่ง และแรงขายในตลาดพันธบัตร ระบบธนาคารโลกโดยรวมยังคงมีความแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม ยังมีธนาคารบางกลุ่มที่มีเงินกองทุนต่ำและเผชิญความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะธนาคารที่มีความเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Non-Bank Financial Intermediaries (NBFIs) ซึ่งความเสี่ยงบางส่วนได้ย้ายไปอยู่ในภาคส่วนนี้หลังการเข้มงวดกฎเกณฑ์ของระบบธนาคารภายหลังวิกฤตปี 2551
ความเปราะบางที่ IMF จับตา ได้แก่ กองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทประกันที่ถือครองสินทรัพย์สภาพคล่องต่ำ การเพิ่มขึ้นของภาระหนี้ในกลุ่ม Private Credit และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ Hedge Fund ซึ่งอาจขยายแรงกระแทกในตลาดได้
นอกจากนี้ IMF ยังจัดให้ภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การกระจุกตัวของเทคโนโลยี และการนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตี
ทั้งนี้ IMF เสนอให้หน่วยงานกำกับดูแลให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคา รักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยไซเบอร์ และเพิ่มการกำกับดูแลสถาบันการเงินนอกระบบธนาคารอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของระบบการเงินก่อนเผชิญแรงกระแทกทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป