ถิ่นดาวร้ายในเมืองร้อน In the Heat of the Night

“พวกเขาเรียกผมว่ามิสเตอร์ทิบบ์ส” (“They call me Mister Tibbs!”) เป็นบทพูดจากหนังปี 1967 เรื่อง In the Heat of the Night ซึ่งขึ้นหิ้งกลายเป็นประโยคอมตะหรือวรรคทอง ได้รับการจดจำ กล่าวขวัญถึง และนำไปอ้างอิงต่อๆ มาในหนัง นิยาย และเพลงรุ่นหลังๆ จำนวนนับไม่ถ้วน

ชื่อเสียงความโด่งดังของบทพูดดังกล่าว อยู่ในระดับทัดเทียมกับวาทะอันลือลั่นคุ้นหูคุ้นตาอย่าง “Frankly, my dear, I don’t give a damn.” จากเรื่อง Gone With the Wind “I’m gonna make him an offer he can’t refuse.” จากเรื่อง The Godfather “May the Force be with you.” จากเรื่อง Star Wars ฯลฯ

American Film Institute หรือ AFI เลือกให้บทพูดใน In the Heat of the Night อยู่ลำดับที่ 16 จาก 100 ประโยคยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลในหนังอเมริกัน

หากพิจารณาจากแค่เฉพาะข้อความแล้วละก็ เป็นบทพูดที่ปกติธรรมดาเหลือเกิน ไม่น่าจะมีอะไรให้ติดอกติดใจ เป็นพิเศษได้เลย

อย่างไรก็ตาม บทพูดคลาสสิกในหนังที่โลกยกย่อง ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นใจความสละสลวย ไม่ได้มีลักษณะเป็นภาษิตสอนใจ หรือคำคมเหมือนอย่างวรรคทองในวรรณคดีไทย เป็นเพียงข้อความเรียบง่าย ปกติธรรมดา แต่เกิดจากการประกอบรวมของหลายสิ่งหลายอย่างเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เนื้อเรื่องรายล้อม การแสดงที่ยอดเยี่ยม หรือจังหวะที่ปรากฏสู่สายตาผู้ชม ทำให้คำพูดง่ายๆ เกิดความพิเศษ แสดงอิทธิฤทธิ์พิสดาร ไปไกลเกินกว่าถ้อยคำมากมายก่ายกอง

คำพูด “พวกเขาเรียกผมว่ามิสเตอร์ทิบบ์ส” นั้น ได้ผลครบถ้วน ทั้งความเฉียบขาดคมคาย การเร่งเร้าอารมณ์ความรู้สึก (สะใจสุดๆ) และเหนืออื่นใดคือ การเชื่อมโยงไปยังสาระสำคัญของหนัง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นงานสะท้อนปัญหาสังคมอเมริกันที่โดดเด่นมากๆ เรื่องหนึ่ง ในช่วงทศวรรษ 1960

In the Heat of the Night ดัดแปลงจากนิยายปี 1965 ชื่อเดียวกันของจอห์น บอล กำกับโดยนอร์แมน จิวิสัน

หนังประสบความสำเร็จท่วมท้นล้นหลามเมื่อออกฉาย ทั้งรายได้ คำวิจารณ์ และได้รางวัลออสการ์ไป 5 สาขา คือหนังเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดัดแปลง, ตัดต่อลำดับภาพ, บันทึกเสียง รวมทั้งออสการ์ตัวที่ 5 คือ ร็อด สไตเกอร์ จากสาขานักแสดงนำชาย ในปีที่ได้ชื่อว่าโหดหินสาหัสมากสุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการมอบรางวัลนี้ ผู้เข้าชิงทั้งหมดล้วนฝากฝีมือเอาไว้อย่างน่าประทับใจ ชวนจดจำ และเป็นบทบาทคลาสสิกระดับมาสเตอร์พีซของทุกคน

ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงคนอื่นๆ ได้แก่ วอร์เรน บีตตี (Bonnie and Clyde), ดัสติน ฮอฟฟ์แมน (The Graduate), พอล นิวแมน (Cool Hand Luke) และสเปนเซอร์ เทรซี (Guess Who’s Coming to Dinner)

นักแสดงนำใน In the Heat of the Night ไม่ได้มีแค่ร็อด สไตเกอร์เพียงลำพัง แต่ยังมีอีกคนที่สำคัญและโดดเด่นไม่น้อยหน้ากัน นั่นคือ ซิดนีย์ ปอยเตียร์ (ขออนุญาตเรียกขานสะกดผิด ตามความคุ้นเคยมาเนิ่นนานเกินครึ่งค่อนชีวิตนะครับ)

ซิดนีย์ ปอยเตียร์ไม่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ แต่การแสดงของเขาก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวด ในการทำให้เวอร์จิล ทิบบส์ กลายเป็นตัวละครฮีโรที่สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมไม่รู้ลืม

เช่นเคยครับ AFI จัดอันดับให้ เวอร์จิล ทิบบส์ ติดอันดับ 19 จาก 100 วีรบุรุษและวายร้ายยอดเยี่ยมตลอดกาลในหนังอเมริกัน

อีกบุคคลสำคัญใน In the Heat of the Night ก็คือ นอร์แมน จีวิสัน ซึ่งได้เข้าชิงออสการ์ในสาขาผู้กำกับ (ต่อมาเขาได้เข้าชิงอีก 2 ครั้ง จากเรื่อง Fiddler on the Roof ในปี 1971 และ Moonstuck ในปี 1987)

ทั้ง 3 ครั้ง นอร์แมน จีวิสันกลับบ้านมือเปล่า พลาดไปหมด

นอร์แมน จีวิสันเป็นคนทำหนังในแบบ ‘สารพัดช่าง’ มีผลงานเด่นๆ หลากหลายแนวทาง และทำได้ดีไปเสียทั้งหมด จนเมื่อพิจารณาดูผลงานโดยรวม พบว่าปราศจากเอกลักษณ์หรือสไตล์การทำหนังเฉพาะตัว ไม่มีลายเซ็นหรือจุดเด่นให้เป็นที่จดจำ ไม่ใช่ผู้กำกับที่มีความเป็น auteur จะแจ้งจับตาเหมือนอย่าง อากิระ คุโรซาวา, สแตนลีย์ คิวบริค, อัลเฟรด ฮิทช์ค็อค, ยาสึจิโร โอสุ, มาร์ติน สกอร์เซซี, เวส แอนเดอร์สัน ฯลฯ

นอร์แมน จีวิสันนั้นอยู่เทือกแถวแนวเดียวกับคนทำหนังอย่างร็อบ ไรเนอร์ หรือรอน ฮาวเวิร์ด เป็นพวกเก่งและชำนาญการหนังทุกแนว

จุดเด่นของผู้กำกับกลุ่มนี้ก็คือเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งฉกาจฉกรรจ์, แม่นยำและเข้าใจภาษาหนังอย่างแตกฉาน และสามารถเลือกใช้ให้เหมาะเจาะสอดคล้องกับหนังแต่ละเรื่อง (ที่ไม่ซ้ำแนวเดิม)

นอกเหนือจากนี้ นอร์แมน จีวิสันยังมีอีกกระบวนท่าเก่ง ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์หรือลายเซ็นของเขาได้เหมือนกัน นั่นคือการดึงศักยภาพของนักแสดงออกมาได้อย่างเต็มความสามารถ

คุณสมบัติต่างๆ ข้างต้นของนอร์แมน จีวิสัน มีผลอย่างมากในการทำให้ In the Heat of the Night ไม่ใช่ผลงานที่ได้รับการยกย่องในเชิงศิลปะภาพยนตร์ ห่างไกลจากการสร้างสรรค์รูปแบบวิธีการแปลกใหม่ และไม่ใช่หนังที่แสดงความเป็น ‘ต้นแบบ’ มีอิทธิพล-แรงบันดาลใจต่อหนังรุ่นหลังถัดมา

สถานะหนังคลาสสิกของ In the Heat of the Night เกิดขึ้นจากพื้นฐานง่ายๆ อย่างการเล่าเรื่องได้สนุกบันเทิงชวนติดตาม, การแสดงที่ปะทะฝีมือกันอย่างเข้มข้นถึงอกถึงใจของสองดารานำ และที่โดดเด่นเจิดจ้ากว่าสิ่งอื่นใด คือเนื้อหาสาระอันทรงพลัง และอยู่เหนือกาลเวลา

จุดเด่นเบื้องต้นของ In the Heat of the Night อยู่ที่เนื้อเรื่องอันเต็มไปด้วยรายละเอียดสนุกๆ มากมาย ดังนั้นวิธีเล่าผ่านข้อเขียนของผมโดยไม่เปิดเผยทำลายอรรถรส จึงควรบอกกล่าวกว้างๆ อย่างรวบรัด

ผมนึกออกมาได้ 3 แบบ

เรื่องราวแบบที่หนึ่ง ถือเอาเหตุการณ์เป็นหลักยึดสำคัญ

ในแง่นี้ In the Heat of the Night เป็นเรื่องแนวฆาตกรรมสืบสวนสอบสวน

นักธุรกิจชื่อฟิลิป โคลเบิร์ต เดินทางมายังเมืองสปาร์ตา รัฐมิสซิสซิปปี เพื่อลงทุนสร้างโรงงานขนาดใหญ่ ด้วยเม็ดเงินมหาศาล จนมีทีท่าว่าจะขัดผลประโยชน์และส่งผลกระทบต่อทุนท้องถิ่นดั้งเดิม แต่แล้วก่อนที่ความขัดแย้งจะบานปลาย โคลเบิร์ตก็ถูกฆาตกรรม ด้วยสภาพรายล้อมที่เต็มไปด้วยเงื่อนงำและปริศนาลึกลับ

เหตุการณ์หลักๆ ถัดจากนั้น คือการสืบสวนเพื่อคลี่คลายคดี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 คน ซึ่งมีบุคลิก นิสัยใจคอ วิธีการทำงาน แตกต่างตรงข้าม ราวกับเป็นคู่ ‘ตำรวจดี-ตำรวจเลว’ เต็มไปด้วยความขัดแย้งและปะทะกันเองอยู่ตลอดเวลา

เรื่องราวแบบที่สองและแบบที่สาม ถือเอาคู่ตัวละครตำรวจที่มีลักษณะขั้วตรงข้าม เป็นเกณฑ์ในการบอกเล่า

คนแรกคือเวอร์จิล ทิบบส์ หากติดตามตัวละครนี้ In the Heat of the Night เป็นเรื่องของตำรวจหนุ่มผิวสีจากฟิลาเดเฟีย ผู้เชี่ยวชาญในคดีฆาตกรรม ซึ่งกำลังเดินทางไปเยี่ยมแม่ และมาถึงเมืองสปาร์ตาในกลางดึกอันร้อนอบอ้าว เพื่อเปลี่ยนขบวนรถไฟ

ใจความหลักๆ ก็คือเป็นเรื่องของคนผิวสีผู้ผ่านทางเข้ามาในเมืองชนบท เกิดเหตุติดขัดทำให้ต้องอยู่ที่นั่นเป็นการชั่วคราว เพื่อทำภารกิจบางอย่างให้สำเร็จลุล่วง

อย่างไรก็ตาม การสืบสวนคลี่คลายคดีฆาตกรรมนั้นเป็นเรื่องรองลงมา หัวใจหลักๆ คือการเป็นคนผิวสีที่พลัดหลงเข้ามาในเมืองซึ่งคนผิวขาวแทบทั้งหมดมีทัศนคติเหยียดผิวอย่างรุนแรง

เรื่องราวแบบที่สองนี้ สรุปเบ็ดเสร็จได้ว่า เป็นเรื่องของคนผิวสีที่ต้องผจญเวรผจญกรรมในดินแดนที่การเหยียดผิวมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง กระทั่งอาจพูดแบบโม้ๆ เกินๆ ได้ว่าแม้แต่ดินฟ้าอากาศก็ยังไม่วายมีอคติต่อคนผิวสี

เรื่องราวแบบสุดท้าย มีหัวหน้าตำรวจท้องถิ่นคนผิวขาวชื่อ บิล จิลเลสพี (ตัวละครนี้ละครับที่แสดงโดยร็อด สไตเกอร์) เป็นตัวชูโรง

บิลมีภาพภายนอกชวนให้นึกถึงตำรวจเลว เจ้าโทสะ ขี้หงุดหงิด พูดจาโผงผาง เคี้ยวหมากฝรั่งอยู่ตลอดเวลา แต่เหนืออื่นใด เขามีทัศนคติเหยียดผิว และไม่เคยออมปากระงับคำหรือยับยั้งชั่งใจต่อเรื่องเหล่านี้

คดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้น การมาเยือนเมืองสปาร์ตาโดยไม่ได้รับเชิญของเวอร์จิล ทิบบส์ และความจำเป็นที่ทำให้ต้องร่วมมือกันสืบคดี ส่งผลให้บิลทวีความขุ่นข้องรำคาญใจ

ส่วนหนึ่งเกิดจากคดีที่น่าจะปิดได้ง่ายๆ กลับยิ่งมีอันต้องยืดเยื้อบานปลาย และยุ่งยากยุ่งเหยิงยิ่งขึ้นตามลำดับ

อีกส่วนหนึ่งเกิดจากตัวเวอร์จิล ทิบบส์ ซึ่งเป็นเป้าหมายล่อตายั่วใจ ให้ชาวเมืองลงมือก่อเหตุรุนแรง หน้าที่เสริมแบบไม่ยินดีไม่เต็มใจอีกประการของบิล จึงได้แก่การปกป้องคุ้มครองคนที่ตนเองมีใจเหยียดหยามเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว

นี่ยังไม่นับรวมความขัดแย้ง งัดข้อกันในทุกๆ ด้านขณะลงมือสืบคดี

อย่างไรก็ตาม บิลเป็นแค่ตำรวจปกติทั่วไป ถ้าจะว่าถึงความเก่งกาจสามารถและสติปัญญา ก็อยู่ในระดับพื้นๆ ดาดๆ แตกต่างจากเวอร์จิล ทิบบส์ ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ผู้เชี่ยวชาญการสืบคดีฆาตกรรมเท่านั้น แต่ยังเก่งจนได้ชื่อว่าเป็นมือหนึ่งของฟิลาเดเฟีย

ตลอดการสืบคดีฆาตกรรม จึงมีหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งบิลจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยความช่วยเหลือจากหนุ่มผิวสีที่เขามีใจตั้งแง่รังเกียจ

เรื่องราวแบบที่สาม สรุปได้ว่าเล่าถึงชายผู้เปี่ยมด้วยทัศนคติเหยียดผิวคนหนึ่ง ซึ่งมีอันต้องมาคลุกคลีตีโมงใกล้ชิดกับหนุ่มผิวสี เกิดโอกาสได้พบเห็นด้านลึกโดยละเอียดของอีกฝ่าย กระทั่งเกิดความเปลี่ยนแปลงในใจ จนท้ายที่สุดก็ค่อยๆ ทลายม่านบังตาด้วยอคติลงไปทีละน้อย

ผมควรต้องรีบกล่าวไว้ตรงนี้กันลืม ว่าในบรรดาเรื่องเล่าทั้งสามแบบ การเปลี่ยนแปลงทางความคิดของตัวละครบิล จิลเลสพี เป็นส่วนที่ ‘เชื่อยาก’ สุด แต่ด้วยการแสดงอันวิเศษของร็อด สไตเกอร์ ก็ทำให้ตัวละครนี้มีการเรียนรู้และพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป แนบเนียน หนักแน่นน่าเชื่อถือ

ท้ายที่สุดแล้ว บิล จิลเลสพีเปลี่ยนไปจากเดิม หนังไม่ได้เล่าอธิบายเป็นที่แน่ชัดว่า ความเป็นคนเหยียดผิวหมดสิ้นไปหรือไม่ แต่ในระดับส่วนตัวนั้นกระจ่างชัด บิลเปลี่ยนจากที่เคยชิงชังรังเกียจเวอร์จิล ทิบบส์ มาเป็นความเคารพนับถือ เกิดมิตรภ​าพความปรารถนาดีต่อกัน

เรื่องเล่าแยกส่วนทั้งสามแบบ เมื่อเขย่ารวมปนกัน ก็จะกลายเป็นหนังเรื่อง In the Heat of the Night น้ำหนักของเรื่องราวคดีฆาตกรรมและการสืบสวนสอบสวนเป็นไปตามเนื้อผ้า ไม่มีอะไรบกพร่องเสียหาย แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นจับตาเป็นพิเศษ

พูดอีกแบบได้ว่า เหตุฆาตกรรมและการสืบคดีเป็นเพียงเครื่องมือหรือยานพาหนะ เพื่อนำพาไปสู่สาระสำคัญสะท้อนปัญหาสังคมเกี่ยวกับการเหยียดผิว

ประเด็นดังกล่าวน่าจะแหลมคมและสั่นสะเทือนใจผู้ชมอยู่มากในยุคสมัยที่หนังออกฉาย แต่ล่วงเลยถึงปัจจุบัน ตลอดช่วงเวลาหลายสิบปี มีหนังอีกมายมายที่สะท้อนประเด็นเหล่านี้ เจาะลึกไปยังแง่มุมต่างๆ อย่างถี่ถ้วนและหลากหลาย

เนื้อหาเกี่ยวกับอคติและการเหยียดผิวใน In the Heat of the Night เมื่อดูกันในวันนี้ ยังคงดูดีและตรึงใจได้อยู่ แต่ก็ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นฮือฮาอีกแล้วนะครับ

สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีโดดเด่นเหนือกาลเวลา คือมันไม่ได้นำเสนอเฉพาะเพียงแค่การเหยียดผิวเท่านั้น แต่ยังเล่าถึงพฤติกรรมวีรกรรมของคนผิวสี ซึ่งแตกต่างไปจากภาพจำเดิมๆ

สิ่งที่คุ้นตาในหนังสะท้อนปัญหาเหยียดผิวจำนวนมาก คือการที่คนผิวสีตกเป็นเหยื่อ ถูกข่มเหงรังแก กระทำทารุณอย่างโหดร้าย หรือหากตีกลับในทางตรงกันข้าม ก็จะเป็นการลุกขึ้นต่อต้าน สู้กับความไม่ถูกต้อง ในลักษณะของการประท้วงต่อความอยุติธรรม

ไม่มี 2 สิ่งเหล่านี้ในหนังเรื่อง In the Heat of the Night เลยนะครับ

ในเรื่องเล่าแบบที่สอง เมื่อเวอร์จิล ทิบบ์สเผชิญกับการเหยียดผิวนับครั้งไม่ถ้วนในรูปแบบต่างๆ นานา สิ่งที่ติดตามมาคือการตอบโต้อย่างไม่ลดละหรือนึกระย่อกลัวเกรง ด้วยบุคลิกท่าที ถ้อยคำพูดจา แบบผู้เจริญด้วยสติปัญญา สง่างาม มีศักดิ์ศรี ภาคภูมิใจในความเป็นคนผิวสี และอยู่บนพื้นฐานความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกับคนผิวขาว

เหล่านี้คือการสะท้อนถึงความเป็นฮีโรของเวอร์จิล ทิบบ์ส และเชื่อมโยงไปถึงบทพูดอันลือลั่นที่ผมกล่าวไว้ตั้งแต่ต้น

เป็นฉากช่วงต้นๆ เรื่อง เมื่อทิบบ์สกับบิลเพิ่งพบปะไม่นานนัก เกิดการถามไถ่ชื่อเสียงเรียงนาม พลันเมื่อทราบว่าอีกฝ่ายชื่อเวอร์จิล ทิบบ์ส” บิลเย้ยหยันและเหยียดหยามทันทีว่า “เวอร์จิล นั่นเป็นชื่อที่ตลกฉิบหายสำหรับเด็กนิโกรที่มาจากฟิลาเดเฟีย! ที่นั่นพวกแม่งเรียกแกว่าอะไรวะ?”

“พวกเขาเรียกผมว่ามิสเตอร์ทิบบ์ส”

เหตุการณ์ห้อมล้อม และการประชันบทบาทของ 2 ยอดฝีมือ ทำให้บทพูดนี้เกิดรสดรามาเข้มข้น ให้อารมณ์ความรู้สึกสะอกสะใจเป็นที่ยิ่ง และชวนให้ตื่นตะลึง

มีอีกหนึ่งฉากซึ่งขออนุญาตไม่เปิดเผย แต่ได้ผลลัพธ์ ‘ช็อกโลก’ ปานเดียวกัน

ว่ากันว่า บทพูดนี้และอีกหนึ่งความลับ ยังผลให้เมื่อแรกออกฉาย ผู้ชมพากันตื่นเต้นฮือฮาตกอกตกใจไปตามๆ กัน (แม้จะดูในปัจจุบัน ก็ยังได้ผลอยู่นะครับ) ด้วยว่าเป็นครั้งแรกๆ ในโลกภาพยนตร์ที่ได้เห็นคนผิวสี ต่อปากต่อคำ และตอบโต้คนผิวขาว ด้วยศักดิ์ศรีและสถานะที่ไม่เป็นรองด้อยกว่า (กระทั่งว่าอาจเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ) ได้อย่างสง่างามเต็มภาคภูมิ

พลังอันยิ่งใหญ่ล้นเหลือของ In the Heat of the Night อยู่ที่การพรรณนาสาธยายประเด็นเหล่านี้ ผ่านรายละเอียดต่างๆ มากมายตลอดทั่วทั้งเรื่อง ได้อย่างแนบเนียน สนุกสนาน สมจริง และน่าประทับใจ

ป.ล. เรื่อง In the Heat of the Night สามารถดูได้ใน Prime Video ส่วนคำโปรย ‘ถิ่นดาวร้ายในเมืองร้อน’ นำมาจากชื่อไทยที่ตั้งไว้สมัยคราวเมื่อเข้าฉายโรง ผมหยิบยกมาด้วยความชื่นชอบ/ยกย่องแก่ผู้คิดตั้งชื่อ ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นท่านใด

Deep focus In the Heat of the Night การเหยียดผิว นรา นอร์แมน จีวิสัน

เรื่อง: นรา

นักเขียน นักอ่าน นักดูหนังและซีรีส์ นักชมศิลปะ ดีเจ และคอลัมนิสต์วิจารณ์ภาพยนตร์ที่เฉียบคม หนักแน่น รุ่มรวยรอยยิ้ม