ศธ.-INET พัฒนาแอพพ์ 'EduPass' เชื่อมข้อมูลทั้งระบบ ตั้งเป้าใช้จริงใน 6 เดือน

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ยกระดับโครงสร้างเทคโนโลยีครั้งใหญ่ จับมือ INET หรือ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ลงนาม MOU พัฒนาแอพพลิเคชั่น ภายใต้ชื่อ ‘EduPass’ สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งบนระบบ iOS และ Android ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางดิจิทัลแบบ One-stop Service เชื่อมโยง นักเรียน ครู ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษา ให้เข้าถึงบริการทั้งผลการเรียน การสมัครเรียน ทุนการศึกษา และสวัสดิการต่างๆ บนแพลตฟอร์มเดียว

นายประเสริฐ กล่าวว่า เบื้องหลังของ EduPass จะขับเคลื่อนด้วยระบบ Education ID และ Learner ID ซึ่งเป็น Digital ID ประจำตัวของผู้เรียนและบุคลากร ผ่านโครงสร้างนายทะเบียนดิจิทัล 4 ระดับ (กระทรวง-กรม-เขตพื้นที่-โรงเรียน) พร้อมระบบ Single Sign-On ยืนยันตัวตนเพียงครั้งเดียว และเชื่อมต่อกับระบบ ThaID, Health ID ในอนาคต และเตรียมพร้อมเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับกระทรวงแรงงาน และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า การปฏิรูปครั้งนี้จะส่งผลดีโดยตรงต่อ 3 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1.นักเรียน มี Digital ID ติดตัวตลอดเส้นทางการเรียนรู้ ย้ายที่เรียนข้อมูลก็ติดตามไปอย่างปลอดภัย , 2.ครูผู้สอน กรอกข้อมูลเพียงครั้งเดียว ใช้ได้ทุกระบบของ ศธ. ช่วยลดภาระงานเอกสาร และ3.ผู้บริหาร มี Real-time Dashboard แสดงสถานการณ์การศึกษาทันที ช่วยให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีความแม่นยำและรวดเร็ว โดยทำให้วิสัยทัศน์เกิดผลสัมฤทธิ์จริง ศธ. ได้ออกข้อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1.มอบหมาย INET จัดทำ White Paper สรุปผลประโยชน์เปรียบเทียบประสิทธิภาพก่อนและหลังใช้ระบบ , 2.ให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ศธ. แต่งตั้งผู้ประสานงานหน่วยงานละ 1 ท่าน เพื่อรวบรวมข้อจำกัด , 3.พัฒนา Dashboard ที่เน้นข้อมูล และ4.คัดเลือกโรงเรียนนำร่องในแต่ะละเขตพื้นที่ โดยเฉพาะสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) เพื่อทดสอบระบบต้นแบบก่อนขยายผลทั่วประเทศ

“ระบบดังกล่าวจะครอบคลุมบุคลากรและผู้เรียนในระบบการศึกษาไทยกว่า 11 ล้านคน และในอนาคตมีแผนจะเชื่อมโยงฐานข้อมูลไปยังโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เพื่อให้ศธ.มีข้อมูลการศึกษาภาพรวมของประเทศแบบ Real-time รู้ทันทีว่านักเรียนอยู่ที่ไหน เรียนอะไร และจบการศึกษาระดับใด และนำไปสู่การตั้ง War Room วางยุทธศาสตร์การศึกษาแห่งชาติอย่างเป็นระบบ สอดรับกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ที่จะประกาศใช้ในอนาคต” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ระบบนี้มีจุดเด่นสำคัญคือ ไม่มีภาระค่าใช้จ่าย และไม่ใช้งบประมาณของรัฐ ซึ่งทาง INET จะเข้ามาช่วยพัฒนาระบบเทคโนโลยีให้ฟรี ภายใต้กรอบความตกลงระยะเวลา 3 ปี หากภายในระยะเวลา 3 ปี ที่พัฒนาไปแล้ว ระบบไม่ตรงตามความต้องการ ทางบริษัทก็พร้อมยกเลิกข้อตกลง โดยที่ทางศธ. ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่หากระบบใช้งานได้ดีและเกิดประโยชน์ จะพิจารณาต่อสัญญาหรือหารือข้อตกลงในการจัดซื้อจัดจ้างต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ ระบบทั้งหมดจะต้องเปิดใช้งานได้จริงภายใน 6 เดือน พร้อมตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2570 ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นต้นแบบด้านเทคโนโลยีการศึกษาของภูมิภาคอาเซียน และสร้างระบบการบริหารจัดการศึกษาที่โปร่งใสและตรวจสอบได้