Innovative house ชี้เทรนด์สินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่มาแรง ขายง่าย มีผลกำไร - เทคโนโลยีชาวบ้าน
มีคำกล่าวหนึ่งที่ว่า “ เสียงจากลูกค้า ( Customer ‘s Voice ) คือ จุดเริ่มต้นธุรกิจ ”สอดคล้องกับกล่าวของ Steve Jobs ผู้สร้างแบรนด์ apple และเทคโนโลยีต่างๆ มากมาย ที่ว่า “ คุณต้องเริ่มต้นด้วยประสบการณ์ของลูกค้าแล้วทำงานย้อนหลังไปที่เทคโนโลยี ”
หากคุณเปิดใจรับฟังปัญหาความต้องการ ความไม่พอใจของลูกค้า นำข้อมูลมาใช้พัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ควบคู่กับวางแผนการตลาด ก็สามารถก้าวสู่โมเดลธุรกิจ ที่มีความยั่งยืนได้ไม่ยาก เพราะนวัตกรรมนั้น จะกลายเป็น “ Golden Pain Point ปัญหาที่แท้จริงที่พร้อมทำเงินให้กับคุณได้ ” สมการแห่งความโชคดีนั้น เกิดจาก โอกาส +การเตรียมพร้อม คนที่ชนะ คือ คนที่มองเห็นโอกาสและลงมือทำก่อนนั่นเอง
กลุ่มสินค้าอะไร เป็นเทรนด์มาแรง
ในเวที NRCT Open House 2026 คุณพัชกร ไทยนิยม บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ) ได้นำเสนอแนวคิดสร้างนวัตกรรมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหาร จากเทรนด์อาหาร สู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ในอดีตประเทศไทยทำเกษตรกรรม 1.0 คือ ขายตามปริมาณ ราคาถูกกำหนดโดยตลาด ความเสี่ยงสูง พึ่งพาธรรมชาติ การเกษตรยุคปัจจุบัน 4.0 เน้นขายสตอรี่และความเชื่อมั่น กำหนดราคาได้ บริหารความเสี่ยงด้วยเทคโนโลยี
ทุกวันนี้เรากำลังเปลี่ยนจาก ผู้ผลิตอาหารเป็นผู้ให้บริการด้านโภชนาการ ปัจจุบันลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่ผลผลิตแต่ซื้อความเชื่อมั่น ( Trust) การตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งผลิตอาหาร ( Traceability) โภชนาการเฉพาะบุคคล ( Personalized Nutrition ) การกินอาหารที่เน้นการกินพืชเป็นหลัก (Plant-Based Diet) การพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (Sustainability ESG ) เกษตรกรต้องเข้าใจขั้นตอนที่ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าจากธุรกิจ ( Customer Journey )ไม่ใช่แค่ปลูกแล้วขาย

ปัจจุบันกลุ่มสินค้าที่เป็นเทรนด์มาแรง ได้แก่
1.กลุ่มสินค้าสำหรับผู้สูงวัย เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะสินค้าอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวต้มพร้อมรับประทาน
2.กลุ่มสินค้าเพิ่มความสะดวก เนื่องจากผู้บริโภคยุคปัจจุบันชอบความสะดวกสบาย และต้องการสินค้าที่จะเข้ามาตอบโจทย์ในเรื่องนี้ เช่น ผลไม้หั่นพร้อมรับประทาน
3.กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม นับตั้งแต่โควิด-19 ผู้คนหันมาสนใจกับการดูแลสุขภาพอย่างจริงจังเพิ่มมากขึ้น เช่น สินค้าธัญพืช สินค้าที่มีส่วนผสมของสมุนไพร
4.กลุ่มสินค้าไซส์เล็ก คนรุ่นใหม่ชอบความสะดวกสบาย นิยมการอยู่คนเดียว มีครอบครัวขนาดเล็ก เช่น สินค้าอยู่ในแพคเกจจิ้ง รับประทานครั้งเดียว
5.กลุ่มสินค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคหันมาใส่ใจและรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เกิดการมองหาสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำหรับสินค้าที่ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม เช่น การคัดสรรวัตถุดิบ กระบวนการผลิตตัวสินค้า เป็นต้น
6.กลุ่มสินค้าที่ต่อยอดเอกลักษณ์จากผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เทรนด์ Local Lover มีแนวโน้มเติบโตอีกครั้ง แบรนด์ท้องถิ่นที่มีคุณภาพ เช่น สินค้าที่ขึ้นทะเบียน GI
7. กลุ่มสินค้าที่มีนวัตกรรมยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากสร้างความแตกต่างให้กับผู้ประกอบการ SMEs แล้ว ยังช่วยสร้างมูลค่าสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่มีนวัตกรรมเป็นส่วนประกอบ
คุณพัชกรกล่าวเพิ่มเติมว่า องค์ประกอบที่สำคัญในการสร้างสรรค์นวัตกรรม คือ ความต้องการของตลาดและลูกค้า สิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้คือ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือความเข้าใจ นวัตกรรมที่แท้จริงต้องเริ่มจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง (Consumer Insight) เพื่อแก้ปัญหา Pain Point ของลูกค้า ต้องสร้างสินค้าธรรมดาให้เข้าถึงลูกค้าพร้อมตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ที่ยั่งยืน

แนวโน้มอาหารและเครื่องดื่มในปี 2569
ในเวที NRCT Open House 2026 คุณพิมพ์ภิดา วิชญพิมพ์จุฬา สำนักประสานงาน innovative house กล่าวถึงแนวโน้มอาหารและเครื่องดื่มในปี 2569 ว่า 10 อันดับสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมสูงในตลาดทั่วโลกปีนี้ ได้แก่
1. Powerhouse Protein ความต้องการโปรตีนอย่างจริงจัง เน้นฟังก์ชั่นที่เฉพาะเจาะจง สร้างจุดเด่นทางการตลาดจากโปรตีนที่มาจากหลายแหล่ง
2. Gut Health Hub การดูแลลำไส้เพื่อสุขภาวะที่ดีแบบองค์รวม โดยให้ความสำคัญกับอาหารและเครื่องดื่มโพรไบโอติก และพรีไบโอติก
3. Layers of Delight การสร้างประสบการณ์ที่ล้ำลึกและดื่มดำจากโมเมนต์ ความรู้สึกหรือสุขภาพผ่านองค์ประกอบ เนื้อสัมผัสและสูตรอาหาร

4. Beverages with Purpose นวัตกรรมเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ล้ำลึกและหลากหลาย ตอบโจทย์ได้ทั้งฟังก์ชั่น รสชาติและความสดชื่น เช่น น้ำมะพร้าวที่มีรสชาติกลมกล่อมพร้อมจิเล็กโทรไลต์เพื่อความสดชื่น
5. Authentic Plant – Based การเปลี่ยนผ่านของโปรตีนสัตว์สู่โปรตีนพืชที่ผ่านการแปรรูปให้น้อยที่สุด เพราะโปรตีนจากพืชมีจุดเด่นที่สำคัญจากโปรตีนธรรมชาติ
6. Made for Moments การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมตามโอกาสต่างๆ ทั้งการตอบโจทย์โมเมนต์ ขนาดหรือรูปแบบบรรจุภัณฑ์ เช่น Single – Searve สำหรับการบริโภคครั้งเดียวหรือ Multi – Searve ที่แบ่งบริโภคได้หลายครั้ง
7.Worth Every Bite การนำเสนอคุณค่าและความคุ้มค่าของผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้คือ ราคาเหมาะสมเข้าถึงได้ คุ้มค่าในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน จะช่วยดึงดูดผู้บริโภคได้มากกว่าคำว่าราคาถูก

8. Mind Balance สร้างสมดุลด้านจิตใจสุขภาวะการให้พลังงาน บรรเทาความตึงเครียด และบำรุงสมองสะทอนภาวะเคร่งเครียดในปัจจุบันที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาพึ่งพาอาหารและเครื่องดื่มที่สร้างความผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ
9. Crafting Tradition การนำภูมิปัญญา และมรดกเชิงวัฒนธรรมมาสร้างตัวตนและคุณค่า เพื่อสื่อสารและสร้างความคุ้นเคยสู่ผู้บริโภค ผ่านสูตรอาหารดั้งเดิม วัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ประจำท้องถิ่น
10. Justified Choices การเลือกอาหารและเครื่องดื่มอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมสะท้อนความโปร่งใส ตระหนักถึงความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์เชื่อมโยงต่อการใส่ใจ เกษตรกร สัตว์ป่าและชุมชน
( อ้างอิงข้อมูลจาก สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต )

รู้จัก Innovative House
สำนักประสานงานชุดโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Innovative House เป็นหน่วยงานภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ทำหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทย ด้านการวิจัยและนวัตกรรมอาหาร เพื่อยกระดับสินค้าและต่อยอดเชิงพาณิชย์
การทำงานของ Innovative House เป็นการนำ R&D มาสนับสนุนการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยเน้นไปที่กลุ่ม SMEs ที่ยังขาดทุนในการทำวิจัยเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ โดยInnovative House จะดูแลอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อมในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ด้วยงานวิจัย มาจับคู่กับทีมวิจัยที่เหมาะสม เพื่อร่วมกันพัฒนากระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์แล้ว ยังให้คำปรึกษาและให้ข้อมูลด้านการตลาดเพื่อสร้างแผนธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงร่วมดูแลด้านการตลาด ทั้งในเชิงภาพลักษณ์ และการสื่อสารเพื่อการรับรู้ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถออกขายทำกำไรได้จริง

Innovative House จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างเรื่องวัตถุดิบ (Raw material) ทั้งพืชผัก ผลไม้ สมุนไพร และเนื้อสัตว์ ไปจนถึงการแปรรูปและสกัดสารออกฤทธิ์สำคัญเพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุดจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ขณะเดียวกันยังช่วยผู้ประกอบการมองถึงการสร้างความแตกต่างและความโดดเด่น เพื่อจะเป็นข้อได้เปรียบเมื่อออกสู่ตลาด
กระบวนการกลางน้ำ Innovative House ช่วยพัฒนากระบวนการผลิต (Process) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้า สุดท้ายกระบวนการปลายน้ำ จะช่วยสนับสนุนด้านการตลาด (Marketing) ตั้งแต่การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ พัฒนาการสื่อสารเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ และการทดสอบตลาด โดยมีพี่เลี้ยงทางการตลาดให้คำแนะนำตลอดเส้นทาง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ออกมามีส่วนแบ่งในตลาด ถึงแม้อาจไม่ได้ไปถึงที่ 1 แต่สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง

นอกจากนี้ Innovative House ยังผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเวชสำอางที่พัฒนาผลิตภัณฑ์จนประสบความสำเร็จ ได้เปิดตัวนำเสนอผลงานนวัตกรรมต่อผู้ประกอบการชั้นนำจากทั่วโลก ผ่านเวทีงานแสดงสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
หากผู้ประกอบการ SMEs ท่านใดสนใจจะเข้าร่วมโครงการกับ Innovative House เพื่อพลิกโฉมและก้าวข้ามข้อจำกัด เพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยงานวิจัย สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ชุดโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Innovative house โทรศัพท์ 034-106238 หรือ 086 355-1183 เว็บไซต์ www.innovativehouse.org และเพจเฟซบุ๊ก Innovative house Shift & Go beyond Boundaries

Tags
Related Posts
มีคำกล่าวหนึ่งที่ว่า “ เสียงจากลูกค้า ( Customer ‘s Voice ) คือ จุดเริ่มต้นธุรกิจ ”สอดคล้องกับกล่าวของ Steve Jobs ผู้สร้างแบรนด์ apple และเทคโนโลยีต่างๆ มากมาย ที่ว่า “ คุณต้องเริ่มต้นด้วยประสบการณ์ของลูกค้าแล้วทำงานย้อนหลังไปที่เทคโนโลยี ” หากคุณเปิดใจรับฟังปัญหาความต้องการ ความไม่พอใจของลูกค้า นำข้อมูลมาใช้พัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ควบคู่กับวางแผนการตลาด ก็สามารถก้าวสู่โมเดลธุรกิจ ที่มีความยั่งยืนได้ไม่ยาก เพราะนวัตกรรมนั้น จะกลายเป็น “ Golden Pain Point ปัญหาที่แท้จริงที่พร้อมทำเงินให้กับคุณได้ ” สมการแห่งความโชคดีนั้น เกิดจาก โอกาส +การเตรียมพร้อม คนที่ชนะ คือ คนที่มองเห็นโอกาสและลงมือทำก่อนนั่นเอง กลุ่มสินค้าอะไร เป็นเทรนด์มาแรง ในเวที NRCT Open House 2026 คุณพัชกร ไทยนิยม บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ) ได้นำเสนอแนวคิดสร้างนวัตกรรมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหาร จากเทรนด์อาหาร สู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ในอดีตประเทศไทยทำเกษตรกรรม 1.0 คือ ขายตามปริมาณ ราคาถูกกำหนดโดยตลาด ความเสี่ยงสูง พึ่งพาธรรมชาติ การเกษตรยุคปัจจุบัน 4.0 เน้นขายสตอรี่และควา
15 สิงหาคม 2569
องค์การสหประชาชาติ คาดการณ์ตัวเลขจำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 พันล้านคน โดยเป็นผู้สูงวัยอายุมากกว่า 65 ปี อยู่ที่ 10 % คาดจำนวนผู้สูงวัยจะเพิ่มมากขึ้นเป็น 16% ภายในปี 2593 ปัจจุบัน ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบ เมืองไทยมีประชากรผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ หรือประมาณ 13 ล้านคน ของประชากรไทยทั้งประเทศ 66,057,967 คน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ผู้สูงอายุในไทยเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อ มีอำนาจทางการเงิน และมีอิทธิพลต่อคนในครอบครัว แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของ Aging Society ครอบคลุมทุกประเทศทั่วทุกมุมโลก ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจในการนำเสนอสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตและสุขภาพผู้สูงวัย เพราะภาวะสูงวัยจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพและระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ความผิดปกติของโครงสร้างและการทำงานของระบบช่องปาก คอหอย กล่องเสียง ทำให้ผู้สูงวัยมีอาการกลืนลำบาก ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำ หรือ ยา ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารสำคัญอย่างเช่น โปรตีน ที่ทำหน้าที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ซ่อมแ
15 สิงหาคม 2569
. “กระชายป่า” หรือ “กระชายดอย” ถือเป็นสมุนไพรพื้นถิ่นในตำบลน้ำปั้ว อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาสลับดอยที่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ ทำให้พืชสมุนไพรจากแหล่งนี้ มีคุณค่าทางยาสูง ดีต่อสุขภาพมากมาย ชาวบ้านในพื้นที่หมู่บ้านปางสีเสียด ได้รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกและแปรรูปสมุนไพร ต.น้ำปั้ว ภายใต้การนำของ นายสหัส สุขบรรจง ประธานกลุ่มฯ ด้วยการนำ “กระชายดอย” พืชสมุนไพรในท้องถิ่นมา พัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพหลากหลายรูปแบบภายใต้แบรนด์ “ บ้านปางเฮิร์บ” เพื่อให้รับประทานง่าย เหมาะสมกับวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันมากขึ้น กลายเป็นสินค้า OTOP ของดีเมืองน่านที่ได้คุณภาพมาตรฐานสากล สร้างอาชีพและสร้างรายได้เข้าสู่ชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยผลงานที่โดดเด่น จึงคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 วิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับจังหวัด ประจำปี 2569 เพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยงานวิจัย คุณสหัส สุขบรรจง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกและแปรรูปสมุนไพร ต.น้ำปั้ว เล่าให้ฟังว่า ทางกลุ่มฯ ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนากระบวนการแ
14 สิงหาคม 2569
ชุมชนบ้านสนวนนอก อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวไหมที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้การผลิตผ้าไหมแบบครบวงจรทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูกหม่อน เก็บใบหม่อนไปเลี้ยงไหม การเลี้ยงไหม ให้อาหารตัวไหม การเลี้ยงไหม สาวไหม ไปจนถึงการฟอก ย้อม มัดหมี่ ทอผ้า แปรรูป กระทั่งถึงการสร้างสรรค์ลวดลายต่างๆ บนผืนผ้าไหม การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม เช่น กระเป๋าอเนกประสงค์ พวงกุญแจ ตุ๊กตาผ้า ผ้าหางกระรอก เป็นผ้าทอโบราณที่มีลักษณะลวดลายเรียบง่าย แต่แฝงด้วยความประณีตและงดงาม ใช้เทคนิคการทอผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่าไทคือ “การควบเส้น” มีลักษณะลวดลายเล็กๆ ในตัวมีสีเหลือบมันวาวระยับดูคล้ายเส้นขนของหางกระรอก การทอผ้าหางกระรอกหรือ “กะนีว” พบมากในแถบอีสานใต้ ได้แก่ นครราชสีมา สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และบุรีรัมย์ นิยมใช้เพียงสีเขียวควบเหลือง หรือแดงควบเหลือง ชุมชนบ้านสนวนนอก ได้นำเอกลักษณ์การทอผ้าดังกล่าวมาประยุกต์กับภูมิปัญญาท้องถิ่นจนได้ “ผ้าหางกระรอกคู่ตีนแดง” ซึ่งเป็นสินค้าผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ประจำชุมชนบ้านสนวนนอก และยังได้รับคัดเลือกเป็นผ้าประจำจังหวัดบุรีรัมย์ นอกจากนี้ ชุมชนบ้านส
12 สิงหาคม 2569
หลายคนอาจคุ้นเคยกับ “กุหลาบ” ในฐานะดอกไม้แห่งความรัก ที่มักถูกมอบให้กันในโอกาสพิเศษ แต่สำหรับบางคนกุหลาบไม่ได้มีคุณค่าเพียงแค่ความสวยงามหรือความหอม หากยังสามารถต่อยอดเป็นสินค้ามูลค่าสูง สร้างอาชีพที่มั่นคง และเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาทำเกษตรอย่างมีความสุขได้อีกด้วย เมื่อความหลงใหลผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ ดอกกุหลาบจึงกลายเป็นมากกว่าดอกไม้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่เติบโตจากหัวใจของคนปลูก เรื่องราวนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงราย สวนกุหลาบอินทรีย์ของ คุณนพเก้า จันโย เกษตรกรรุ่นใหม่ผู้หลงใหลการปลูกกุหลาบ พร้อมทั้งนำกุหลาบดอกใหญ่ กลิ่นหอม มาปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ ก่อนต่อยอดเป็นชากุหลาบอบแห้ง ที่ผู้บริโภคสามารถชงดื่มได้อย่างมั่นใจ เพราะทุกขั้นตอนการผลิตให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพ ตั้งแต่การปลูกจนถึงการแปรรูป กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง จากหลงรัก…สู่ชากุหลาบอินทรีย์ ช่วยพลิกสวน สร้างเกษตรมูลค่าสูง คุณนพเก้า เล่าว่า ครอบครัวทำเกษตรมาตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่า กระทั่งในปี 2555 เมื่อถึงเวลาที่ต้องกลับมาใช้ชีวิตอยู่บ้านเกิดอย่างเต็มตัว จึงเริ
9 สิงหาคม 2569
สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ภูมิภาคที่ 2 เดินหน้าแผนบูรณาการเชิงรุกยกระดับสินค้าเกษตร 26 จังหวัดภาคกลางสู่มาตรฐาน “Mass Product” เพื่อตอบโจทย์ตลาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเตรียมจัดงานใหญ่ขนทัพสินค้าเด่นให้ ช้อป-ชิม-ชิล ณ บริเวณสระมรกต อาคารรัฐสภา ระหว่างวันที่ 10-14 สิงหาคมนี้ หวังใช้เป็นเวทีเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคมาวิเคราะห์ดาต้าเพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน พลิกโฉมเกษตรกรภาคกลาง 26 จังหวัด ดร.วิญญู สะตะ ผู้อำนวยการสำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 2 สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เปิดเผยทิศทางการดำเนินงานว่า สำนักกิจการสาขาภูมิภาคที่ 2 ได้เดินหน้านโยบายเชิงรุกเข้ามาช่วยเหลือและส่งเสริมพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ภาคกลางครอบคลุม 4 กลุ่มบูรณาการ รวม 26 จังหวัด โดยมุ่งพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ สิ่งสำคัญคือการนำระบบดาต้า (Data Analytics) เข้ามาช่วยวิเคราะห์สินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ สำหรับ แนวทางนโยบายเชิงรุกในการปั้นสินค้าสู่ Mass Product นั้น เป้าหมายหลักของการลงพื้นที่เชิงรุกคือการเฟ้นหาองค์กรเกษตรกรที่มีความเข้มแข็ง แล้
9 สิงหาคม 2569