InnovestX ชี้ทางรอด Q4/69 ชู 5 หุ้นไทยเด่น-หุ้น AI ให้เป้า SET ปี 70 ที่ 1,715 จุด จับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ : อินโฟเควสท์
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ หรือ InnovestX ประเมินภาพการลงทุนไตรมาส 4/2569 มีความเปราะบางสูงจาก “Chain of Risk” ทั้งความขัดแย้งยืดเยื้อระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ดันราคาน้ำมันสูงจนกระทบเงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก Bond Yield พุ่งสูง และเงินบาทอ่อนค่าที่กดดันให้ Fund Flow ไหลออก อย่างไรก็ดี มองว่าอุทกภัยกรุงเทพฯ กระทบ GDP ไทยจำกัดเพียง 0.1% และมีมาตรการรัฐช่วยชดเชย โดยยังคงประมาณการ GDP ปี 2569-2570 ไว้ที่ 2.0% พร้อมตั้งเป้า SET ปี 2570 ที่ 1,715 จุด โดยแนะสะสมที่ 1,550 จุด แนะลงทุนเน้น Selective Buy ในหุ้นไทยพื้นฐานดีที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนภาครัฐ (AMATA, CENTEL, CRC, KTB, PR9) ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงไปยังหุ้นต่างประเทศจากกลุ่ม AI ชิป หุ้นรับมือผันผวน ตลอดจนหุ้นปันผลคุณภาพผ่านกองทุน M-SCHD และ DR23 โดยให้จับตาการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสถานการณ์โลก

นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy & Research บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) กล่าวว่า ภาพการลงทุนในไตรมาส 4/69 สะท้อนภาวะที่ปัจจัยมหภาคมีความเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ธนาคารกลางหลักกลับมาขึ้นดอกเบี้ย ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงยืดเยื้อ ซึ่งอาจสร้าง “Chain of Risk” จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ส่งต่อไปยังเงินเฟ้อ ตลอดจนการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ย ต้นทุนทางการเงิน และค่าเงินบาท จึงเป็นช่วงเวลาที่ผู้ลงทุนต้องติดตามสัญญาณสำคัญหลายด้านควบคู่กัน
ในภาวะดังกล่าวการลงทุนในตลาดพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐที่มีความทนทานต่อภาวะดอกเบี้ยสูง และมีปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง จึงมีความน่าสนใจมากกว่าตลาดเกิดใหม่ อย่างไรก็ตามห่วงโซ่ความเสี่ยงดังกล่าวสามารถเปลี่ยนทิศได้หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายและการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับเข้าสู่ภาวะปกติ สำหรับตลาดหุ้นไทยยังคงได้รับประโยชน์จากการเร่งเบิกจ่ายและการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศ (Domestic Plays)
ผลกระทบจากน้ำท่วมในบางพื้นที่ในกรุงเทพฯที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามองว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยยังมีจำกัดและไม่มาก ซึ่งคาดว่ากระทบต่อ GDP ไทยเพียง 0.1% เท่านั้น และเป็นผลกระทบในระยะสั้น ซึ่งไม่รุนแรงและยาวนานเหมือนกับน้ำท่วมเมื่อปี 54
โดยมองว่าผลกระทบจากปัจจัยน้ำท่วมในครั้งนี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมากนัก และในส่วนของเศรษฐกิจไทยเองก็มีโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ที่เข้ามาช่วยชดเชยผลกระทบที่น้ำท่วมที่เกิดขึ้นได้ อีกทั้งเมื่อสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาภาพของเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นจะเห็นการกลับมาฟื้นตัว
สำหรับกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติมีการขายออกมาต่อเนื่อง มองว่าเป็นการไหลกลับของเม็ดเงินหลังจากช่วงต้นไตรมาส 3/69 เข้ามาเก็งกำไรจากการรายงานตัวเลข GDP ไทย และผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2/69 ที่ออกมาดี แต่ปัจจุบันที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) สหรัฐปรับตัวสูงขึ้น หลังจากเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง เพราะราคาน้ำมันยังอยู่ไนระดับสูง ตามการคาดการณ์ดอกเบี้สหรัฐที่เป็นขาขึ้น และค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ทำให้ Fund Flow ต่างชาติมีการไหลกลับไปจากตลาดหุ้นไทย
อย่างไรก็ตามมองว่าภาพของทิศทางตลาดหุ้นยังต้องติดตามปัจจัยในช่วงไตรมาล 4/69 โดยเฉพาะจุดเปลี่ยนในช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ซึ่งจะทำให้ภาพการเมืองสหรัฐเปลี่ยนแปลงได้ และมัผลต่อทิศทางของตลาดหุ้นในระยะต่อไป
“กลยุทธ์ในช่วงนี้จึงควรเพิ่มความระมัดระวัง แต่ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงการลงทุน เลือกกลุ่มอุตสาหกรรม หรือหุ้นคุณภาพดี และกระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสม” นายสุทธิชัย กล่าว
นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) กล่าวว่า InnovestX ยังคงประมาณการ GDP ไทยปี 69 และ 70 ที่ 2% แม้เผชิญอุทกภัยกรุงเทพมหานคร เพราะน้ำท่วมรอบนี้ต่างจากมหาอุทกภัยปี 54 อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเกิดจากฝนตกหนักในพื้นที่ (local rainfall) ไม่ใช่มวลน้ำเหนือขนาดใหญ่ ผลกระทบจึงจำกัดวงและกระจุกอยู่ในไตรมาส 3/69 เป็นหลัก และมาตรการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 จะเข้ามาช่วยหักล้างได้
ขณะที่ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจยังเติบโตแบบ K-shaped โดยมีการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกจากกระแส AI เป็นแรงหนุน ก่อนที่ในปี 70 แรงขับเคลื่อนจะย้ายไปสู่ภาครัฐและการบริโภคมากขึ้น ส่วนปัจจัยภายนอกที่ต้องจับตา คือราคาน้ำมันที่เราปรับสมมติฐานเฉลี่ยปี 69 และ 70 ขึ้นเป็น 90 และ 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ตามลำดับ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักและผลตอบแทนพันธบัตรที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินในช่วงต่อไป
*วางเป้า SET ปี 70 ที่ 1,715 จุด แนะลงทุนแบบ Selective
นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวว่า แม้ปัจจัยมหภาคจะมีความเปราะบาง แต่ภาพกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังมีแรงสนับสนุนตลาดหุ้นในภาพรวม โดยประมาณการ EPS ของตลาดหุ้นไทยได้รับการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะจากกลุ่มพลังงาน ขณะที่ในระดับโลก การเติบโตของกำไรเริ่มกระจายออกจากกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่อุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลังตลาดปรับตัวขึ้นมาระดับหนึ่งอัพไซด์เริ่มจำกัด ประกอบกับความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ นโยบายการเงิน และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงเอลนีโญและราคาชิปที่เพิ่มขึ้นซ้ำเติมหากราคาพลังงานไม่ลดลง จึงควรหลีกเลี่ยงการไล่ราคาและรอจังหวะเข้าลงทุน โดยเรามองว่าการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐจะเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามอิหร่านได้

โดย InnovestX ตั้งเป้าหมาย SET Index ปี 70 ที่ 1,715 จุด จากภาพเศรษฐกิจไตรมาส 2/69 ที่แข็งแกร่งขึ้น การลงทุนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่บริเวณ 1,550 จุด เป็นระดับที่เริ่มมีความน่าสนใจสำหรับการทยอยสะสม กลยุทธ์ยังเน้นหุ้นที่มีงบดุลแข็งแกร่ง มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกจำกัด และมีความชัดเจนของกำไร โดยหุ้นเด่น ได้แก่ AMATA, CENTEL, CRC, KTB และ PR9
สำหรับหุ้นต่างประเทศมองไปที่หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก AI เช่น Google, Amazon, Nvidia, Tencent, Alibaba ส่วนกลุ่ม Semiconductor เน้นที่คอขวดหรือได้แรงหนุนจากรัฐบาลจีนที่ใช้ชิปในประเทศอย่าง Lumentum, Naura, SMIC, Biren และควรจะมีการกระจายความเสี่ยงนอกกลุ่มเทคโนโลยีที่เป็นแนวตั้งรับอย่าง Hong Kong Exchange & Clearing, Visa, AIA, Walmart, Iberdrola, China Mobile และธีมปันผลอย่าง Verizon, AXA, Enel, ICBC และ Hang Seng High Dividend (HSHD23)

”InnovestX มองว่าภาพรวมกลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 4/69 จึงยังคงเน้นการลงทุนแบบ Selective หลีกเลี่ยงการไล่ราคา รอจังหวะเข้าลงทุน และคัดเลือกบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง แนวโน้มกำไรชัดเจน และได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกจำกัด ขณะที่ผู้ลงทุนระยะยาวสามารถพิจารณาทยอยสะสมสินทรัพย์ผ่านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยเลือกให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ระยะเวลาลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้“ นายสิทธิชัย กล่าว
*ชี้ช่องกระจายความเสี่ยงไปจากกลุ่ม AI เข้าหุ้นปันผล
นายจรณพงศ์ รัตนะโสภา Head of Investment Product Specialist บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) กล่าวว่า สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี InnovestX แนะนำกองทุน M-SCHD ที่ลงทุนผ่าน Schwab U.S. Dividend Equity ETF (SCHD) ที่มุ่งลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มปันผลคุณภาพ นอกจากจะเน้นบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผลแล้ว ยังช่วยกระจายการลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีได้อย่างชัดเจน โดยปัจจุบัน SCHD มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีน้อยกว่า 10% เทียบกับ S&P 500 ที่มีสัดส่วนเกือบ 40%
ในด้านผลตอบแทนในปีนี้ SCHD สามารถปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าดัชนี S&P500 สะท้อนให้เห็นว่าผลตอบแทนในปีนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในหุ้นเทคโนโลยี แต่หุ้นปันผลคุณภาพสามารถสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นเช่นกัน อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ของ SCHD กับ S&P500 ลดลงมาอยู่ราว 0.3% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มจัดตั้งในปี 54 หมายความว่าการเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มนี้สอดคล้องกับตลาดหุ้นสหรัฐ โดยรวมน้อยลง จึงช่วยเพิ่มมิติของการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตได้
นอกจากกองทุน M-SCHD ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุน Exclusive ค่าธรรมเนียมต่ำของ InnovestX แล้ว ยังมีทางเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับการลงทุนระยะยาว อย่างกองทุน M-SCHG ลงทุนใน Schwab U.S. Large-Cap Growth ETF (SCHG) เพื่อเข้าถึงหุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่มีศักยภาพการเติบโต โดยเป็นกองทุน Exclusive เช่นกัน รวมถึงมี DR23 ที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถึง ETF สหรัฐ ภายใต้แบรนด์ iShares ของ BlackRock ผ่าน 3 หลักทรัพย์ ได้แก่ IVV23 อ้างอิง S&P500, IQQ23 อ้างอิง Nasdaq-100 และ SOXX23 อ้างอิงกลุ่ม Semiconductor
โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล/เสาวลักษณ์ อวยพร