Into the Abyss เราต่อต้านโทษประหารได้ โดยไม่ต้องเห็นใจฆาตกร
ในเดือนตุลาคม 2001 แซนดรา สตอตเลอร์ พยาบาลวัย 50 ปีถูกฆาตกรรมในบ้านของตัวเองที่เท็กซัส สหรัฐอเมริกา ศพของเธอถูกทิ้งในทะเลสาบใกล้บ้าน รถเปิดประทุนสีแดงถูกขโมยหายไป
เพียงอาทิตย์เดียวเจ้าหน้าที่ก็จับวัยรุ่นผู้ก่อเหตุได้คือ ไมเคิล เพอร์รีและเจสัน เบอร์เคตต์ วัย 19 จากคำสารภาพทำให้พบความจริงว่าเหตุการณ์นี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีกสองคนคือ อดัม หลานที่แซนดราเลี้ยงมาเหมือนลูก และเจเรมี เพื่อนของอดัม ทั้งสามรายถูกฆ่าเพียงเพราะเด็กวัยรุ่นสองคนต้องการขโมยรถไปขับเล่น
หลังผ่านกระบวนการยุติธรรม เพอร์รีถูกตัดสินประหารชีวิต ส่วนเบอร์เคตต์ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต
แวร์เนอร์ แฮร์โซก (Werner Herzog) ผู้กำกับชาวเยอรมันถ่ายทอดเรื่องนี้ผ่านสารคดี Into the Abyss (2011) โดยไล่สัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เช่น ลูกสาวผู้ตาย พี่ชายผู้ตาย ตำรวจ บาทหลวง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ พ่อและภรรยาผู้ก่อเหตุ รวมถึงผู้ก่อเหตุทั้งสองคน
ภาพยนตร์ของแฮร์โซกไม่ใช่สารคดีอาชญากรรมที่จับจ้องไปที่เงื่อนงำในการสอบสวนหรือแรงจูงใจฆาตกร แต่แฮร์โซกสนใจเรื่องการใช้โทษประหารชีวิตในฐานะบทลงโทษรุนแรงที่สุดที่รัฐจะมอบให้ผู้กระทำผิด
สิ่งที่น่าสนใจของ Into the Abyss คือท่าทีและน้ำเสียงของแฮร์โซกในฐานะผู้เล่าเรื่อง แม้เขาจะออกตัวชัดเจนตั้งแต่ช่วงต้นของสารคดีว่าเขาไม่สนับสนุนโทษประหารชีวิต อีกทั้งน้ำเสียงในการตั้งคำถามของเขากับผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละคนออกจะไม่ระมัดระวังตามสไตล์ผู้กำกับรุ่นใหญ่ แต่ภาพยนตร์ที่ออกมานั้นกลับไม่มีน้ำเสียงชี้นำหรือตัดสินการกระทำของตัวละครแต่ละคน
Into the Abyss พาผู้ชมไปสำรวจอาชญากรรมที่ทำให้วัยรุ่นคนหนึ่งถูกตัดสินประหารชีวิตในทุกแง่มุม โดยไม่ใช่การสืบสวนสอบสวนคดีและไม่ได้มุ่งหาความจริงว่าใครคือผู้ลงมือแค่ไหนอย่างไร แต่แฮร์โซกฉายภาพผลกระทบที่เกิดขึ้นในแต่ละแง่มุมอย่างทัดเทียม โดยเฉพาะเสียงของครอบครัวเหยื่อที่สูญเสียคนที่รักและเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ขณะเดียวกันเขาก็ให้พื้นที่ในการทำความเข้าใจอาชญากรว่าสภาพแวดล้อมแบบใดที่สร้างปีศาจขึ้นมา

แฮร์โซกได้สัมภาษณ์เพอร์รีผ่านลูกกรงในห้วงไม่กี่วันก่อนเขาจะถูกประหารชีวิต เพอร์รีติดคุกอยู่สิบปีก่อนถึงกำหนดประหาร เขาใช้ชีวิตข้ามผ่านช่วงวัยรุ่นสู่วัยหนุ่มในเรือนจำโดยรู้แน่ชัดว่าอายุขัยตัวเองเหลืออยู่เท่าไหร่
เพอร์รีเป็นเด็กที่โตมากับพ่อแม่บุญธรรม เขาเป็นสมาธิสั้นและมีอาการต่อต้านสังคมตั้งแต่เด็ก เคยรักษาโรคจิตเวชในโรงพยาบาล ถูกส่งไปโรงเรียนดัดสันดานและสถานบำบัด จนเพอร์รีหนีออกมาและกลายเป็นคนไร้บ้าน ชีวิตวนเวียนอยู่กับยาเสพติด การขายบริการ และการลักขโมย จนเพอร์รีมาเจอกับเบอร์เคตต์ที่ให้อาหารและที่พัก พร้อมชักชวนกันไปทำเรื่องผิดกฎหมาย
เพียงไม่กี่ประโยคในบทสนทนาระหว่างเพอร์รีกับผู้กำกับสารคดี เราก็รับรู้ได้ทันทีว่าเพอร์รีไม่ปกติ เขาควบคุมอารมณ์ได้ยาก ตื่นเต้นง่าย พูดรัว และพึมพำถึงเรื่องสนุกๆ เหมือนเด็กเล็ก
ส่วนเบอร์เคตต์นั้นโตมาในบ้านที่ใช้ความรุนแรง แม่ติดยา พ่อถูกจำคุกตลอดชีวิต ชีวิตวัยเด็กของเขาเต็มไปด้วยยาเสพติด ความรุนแรง และอาชญากรรมหลากชนิด
ทั้งเพอร์รีและเบอร์เคตต์ต่างลงมือฆ่าคนด้วยตัวเองในคดีฆาตกรรมสามศพ แต่ความแตกต่างที่ทำให้เพอร์รีถูกประหารชีวิต ส่วนเบอร์เคตต์ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต เพียงเพราะเบอร์เคตต์มีพ่อคอยปกป้องและขึ้นให้การยอมรับผิดว่าเขามอบชีวิตวัยเด็กที่เลวร้ายให้ลูกจนเติบโตมาเป็นอาชญากร น้ำตาของพ่อเลวๆ ที่สารภาพอย่างจริงใจสั่นสะเทือนหัวใจคณะลูกขุนจนตัดสินให้เบอร์เคตต์ไม่ถูกประหารชีวิต
เหตุการณ์นี้ชวนจินตนาการต่อไปว่า หากเพอร์รีมีครอบครัวที่พร้อมออกตัวปกป้องและแก้ต่างให้ โทษที่เขาได้รับจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เส้นแบ่งระหว่างคำตัดสินให้ตายหรือมีชีวิตอยู่ก้ำกึ่งอยู่เพียงหัวใจที่สั่นไหวของเหล่าลูกขุน
เช่นนั้นแล้วการใช้โทษประหารชีวิตคือหนทางที่มอบความยุติธรรมที่สุดแล้วหรือไม่?
บทสัมภาษณ์ที่ฉันสนใจใน Into the Abyss คือเสียงของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ผู้มีหน้าที่ประหารชีวิต แม้เขาจะทำหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมตามที่ได้รับมอบหมาย แต่การรับบทบาทเป็นผู้ฆ่านักโทษคนแล้วคนเล่าในนามของรัฐก็ไม่ทำให้เขารู้สึกว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง คงไม่มีใครอยากตื่นขึ้นมาพร้อมคิดว่าวันนี้ต้องไปตอกบัตรเข้างานและฆ่าคนเพิ่มอีกหนึ่งคน
หากเราประณามการฆ่าของอาชญากร เหตุใดเราจึงสนับสนุนว่าการฆ่าของรัฐเป็นเรื่องถูกต้องดีงาม
เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ใน Into the Abyss สารภาพว่าเขาไม่สามารถรับหน้าที่ฆ่าคนได้อีกต่อไป จึงลาออกโดยทิ้งเงินเกษียณที่ควรจะได้จากการรับราชการมายาวนาน เพียงเพื่อยืนยันว่าเขาเป็นมนุษย์ที่เห็นคุณค่าในทุกชีวิต การตัดสินใจของเขาไม่มีคำสรรเสริญเยินยอจากสังคม มีเพียงตัวเขาเองที่กลับมาเคารพในตัวเองได้เต็มที่
ที่สุดแล้วภาพยนตร์ของแฮร์โซกไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนใจใคร คนที่สนับสนุนการใช้โทษประหารอาจรู้สึกหนักแน่นขึ้นหลังจากดูภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้ แต่สิ่งที่สารคดีเรื่องนี้มอบให้คือเปิดโอกาสให้มนุษย์แต่ละคนที่ชมสารคดีได้พูดคุยกับตัวเองถึงความเป็นมนุษย์ ความตาย การลงโทษ และการฆ่า ส่วนคำตอบที่ได้หลังจากนั้นเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่จะค้นหาด้วยตัวเอง
แม้ว่ามนุษย์เราย่อมเลือกมองสิ่งที่ตัวเองเชื่อและให้น้ำหนักกับมันมากกว่าสิ่งอื่นๆ แต่การได้ลองสำรวจมุมมองอื่นๆ และใคร่ครวญกับมันก็อาจทำให้เราเติบโตทางความคิดได้บ้าง

ฉันหยิบสารคดีเรื่องนี้ขึ้นมาดูด้วยความตั้งใจในวันที่สังคมไทยกลับมามีบทสนทนาเรื่องโทษประหารชีวิตอีกครั้ง หลังเกิดคดีฆาตกรรมเด็กรัสเซียและครอบครัวคนไทยที่ชลบุรี เรื่องที่เกิดขึ้นเลวร้ายเหนือจินตนาการว่าผู้ก่อเหตุมีสภาพจิตใจและความรู้สึกนึกคิดแบบไหนจึงทำเรื่องชั่วช้าเช่นนั้นได้ ฉันอ่านเรื่องราวชีวิตวัยเด็กของฆาตกรที่โตมาด้วยความรุนแรง ปราศจากความรัก และถูกหล่อหลอมให้เห็นว่าอาชญากรรมเป็นเรื่องธรรมดา แม้ว่าฉันพยายามทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนมนุษย์คนหนึ่งให้มีจิตใจโหดเหี้ยมและรู้ดีว่าไม่มีเด็กคนใดเกิดมาเป็นปีศาจทันทีที่ออกจากท้องแม่ แต่ฉันไม่เห็นใจแม้แต่น้อย ฉันคิดว่าผู้กระทำผิดควรได้รับโทษที่สาสมกับความเลวร้ายที่เขาก่อ แต่สิ่งนั้นไม่ควรเป็นการฆ่าในนามของรัฐ
ฉันไม่คิดว่าการฆ่าคนให้ตายเพิ่มอีกหนึ่งคนจะเป็นความยุติธรรมอันประเสริฐ แต่ก็เข้าใจดีว่าเสียงเรียกร้องให้ใช้โทษประหารชีวิตนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม เมื่อเห็นอยู่ตำตาว่านักโทษคดีอุกฉกรรจ์เข้าคุกไม่กี่ปีก็ถูกปล่อยออกมาโดยไม่มีการกลับตัวกลับใจแม้แต่น้อย ระบบราชทัณฑ์เรามีปัญหาแน่ละ แต่หากปัญหาอยู่ที่การจัดการนักโทษและระบบลดโทษของราชทัณฑ์ เราก็ควรแก้ปัญหาที่มี ไม่ใช่เชียร์ให้ฆ่าคนทิ้งไปเรื่อยๆ เพื่อตัดปัญหา
หากผู้กระทำผิดได้รับโทษตลอดชีวิตก็ควรเป็นไปตามนั้น ไม่ใช่การลดโทษแบบลดแลกแจกแถมในวันสำคัญจนคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตไม่มีความหมายอะไรในสายตาอาชญากร
อย่างน้อยโทษสูงสุดที่การจำคุกตลอดชีวิตก็ยังเปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรมแก้ไขข้อผิดพลาดได้ เช่นกรณีการจับแพะที่มีตัวอย่างมากมาย หากแพะนั้นได้รับโทษประหารชีวิตไปแล้ว ใครจะไปหาชีวิตจากไหนมาชดเชยชดใช้ให้การฆ่าที่ผิดพลาดได้
การยืนยันต่อต้านโทษประหารชีวิตอาจเป็นเรื่องฝืนอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ โดยเฉพาะในวันที่เกิดเหตุฆาตกรรมอันชั่วช้า แต่หากสังคมเข้าใจว่าเรากำลังพูดถึงระบบการลงโทษที่ต้องใช้กับทุกคน รวมทั้งคดีการเมืองและคดีจับแพะ จนถึงความผิดพลาดรูปแบบต่างๆ ที่มีชัดแจ้งในกระบวนการยุติธรรม เราจะตระหนักดีว่าเราไม่สามารถออกแบบระบบจากความรู้สึกที่มีต่อคดีเดียวได้
ฉันสนใจปฏิกิริยาของสังคมที่มีต่อเหตุความรุนแรง เพราะน่าแปลกใจว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกันหลังเหตุสลดที่ชลบุรีก็เกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่นนทบุรี ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่ากรณีแรก ผู้ก่อเหตุที่เป็นเยาวชนปลิดชีพตัวเองในที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นมีทั้งข้อมูลจริงและปลอมทะลักในโซเชียลมีเดีย กระแสสังคมด้านหนึ่งก็แสดงความเห็นอกเห็นใจเด็กผู้ก่อเหตุ โดยเชื่อว่าก่อเหตุเพราะถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน โดยไม่มีหลักฐานใดยืนยันได้แน่ชัด (บางความเห็นถึงกับภาวนาให้ได้ไปเป็น ‘เทวดาตัวน้อยบนสวรรค์’) ภาพปฏิกิริยาที่ย้อนแย้งเช่นนี้ชวนให้คิดว่าอารมณ์ความรู้สึกของสังคมที่มีต่อเรื่องต่างๆ นั้นไม่ได้อิงอยู่กับหลักการเหตุผลใดเลย
หากเด็กชายคนนั้นเคยถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียนจริงย่อมเป็นเรื่องน่าเห็นใจ แต่การกระทำของเขาที่เข่นฆ่าชีวิตผู้บริสุทธิ์เป็นเรื่องยอมรับไม่ได้ เหตุผลที่สังคมไทยให้ความเห็นใจเด็กชายคนนี้อาจเป็นเพราะเขา ‘ตาย’ ชดใช้ความผิดไปแล้ว ทำให้เรื่องจบอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเรียกร้องโทษประหาร ไม่ต้องไปลุ้นกระบวนการยุติธรรม ไม่ต้องโกรธแค้นว่าเขาจะถูกลงโทษเบาเพราะเป็นเยาวชน
แต่หากลองนึกถึงใจของครอบครัวผู้เสียชีวิตในเหตุกราดยิงที่ต้องเห็นคอมเมนต์ให้กำลังใจและปลอบโยนเด็กวัยรุ่นที่ถือปืนมาฆ่าคนในครอบครัวตัวเอง คำถามที่ตามมาคือ การฆ่าตัวตายในที่เกิดเหตุนั้นถือเป็นการลงโทษที่สาสมหรือเป็นการหนีความรับผิด? ความตายของผู้กระทำชดเชยความตายของเหยื่อได้หรือไม่? ครอบครัวเหยื่อรู้สึกได้รับการชดเชยเยียวยาอย่างเต็มที่จากความตายนั้นหรือไม่?
สุดท้ายแล้ว ‘ความตาย’ เป็นคำตอบสุดท้ายในการชดเชย ‘ความตาย’ ได้จริงหรือไม่
ฉันไม่อาจพูดแทนครอบครัวเหยื่อได้ แต่คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องที่สังคมควรคำนึง
Into the Abyss Werner Herzog กระบวนการยุติธรรม การประหารชีวิต การลงโทษ ราชทัณฑ์ วจนา วรรลยางกูร สหรัฐอเมริกา หนังนอกรอบ อาชญากร อาชญากรรม โทษประหาร