ทางพ้นจาก IR Traditionalism: เส้นทางความคิดของกุลลดา เกษบุญชู มี้ด
บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อระลึกถึงอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด จากความทรงจำเมื่อครั้งที่ผมเคยเรียนกับอาจารย์ ณ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อกว่าสี่ทศวรรษมาแล้ว และจากประสบการณ์ที่ได้กลับมาทำงาน ณ ภาควิชาเดิมเมื่อราวสามสิบปีก่อน
อย่างไรก็ดี การระลึกถึงอาจารย์กุลลดาในทางวิชาการ หรือถึงอาจารย์ท่านอื่นในรุ่นเดียวกัน ควรเล่าถึงบรรยากาศทางสังคมวิทยาวิชาการของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ในช่วงสองทศวรรษ 2510 และ 2520 ไว้ด้วย เพราะหากมิได้อยู่ในสถานที่และช่วงเวลานั้น ย่อมนึกได้ยากถึงข้อจำกัดซึ่งกำหนดการทำงานทางวิชาการในยุคนั้น ทั้งข้อจำกัดทางวัตถุ ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันได้ช่วยแก้ไปมากแล้ว และข้อจำกัดจากความคิดและค่านิยมของยุคสมัย เวลานั้น ความเป็นชายยังครอบงำพื้นที่ทางการเมือง การปกครอง การบริหารรัฐกิจ ตลอดจนโลกวิชาการอย่างเด่นชัด ผู้ชายได้รับความสำคัญและมีบทบาทในเครือข่ายวิชาการและนโยบายมากกว่า ในบางภาควิชา ลักษณะดังกล่าวปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงมีความโดดเด่นอยู่ประการหนึ่ง คือมีสัดส่วนอาจารย์ผู้หญิงมากกว่าอาจารย์ผู้ชาย ต่างจากภาควิชาอื่นภายในคณะ
การมีอาจารย์ผู้หญิงจำนวนมากมิได้ทำให้โลกวิชาการและโลกนโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวลานั้นพ้นจากโครงสร้างชายเป็นใหญ่ แต่ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้กลายเป็นพื้นที่พิเศษในระดับหนึ่ง ซึ่งนักวิชาการหญิงสามารถสร้างแนวทางการสอน เครือข่ายทางวิชาการ และตำแหน่งแห่งที่ทางความคิดที่แตกต่างออกไปจากศูนย์กลางบางส่วนของรัฐศาสตร์ไทยในเวลานั้น
สิ่งที่บทความนี้มุ่งนำเสนอส่วนหนึ่งมาจากความทรงจำส่วนตัวที่มีต่ออาจารย์ แต่นำเสนอโดยความพยายามสืบสาวเส้นทางการก่อรูปของแนวทางศึกษาชุดหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสายธารสำคัญของการศึกษาประเทศไทยในเชิงประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจการเมือง โดยพิจารณาผ่านเส้นทางความคิดและชีวิตวิชาการของอาจารย์กุลลดา ซึ่งมีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว
คำถามที่บทความนี้ตั้งไว้จึงมิใช่เพียงว่าอาจารย์กุลลดาเป็นใคร หากต้องการทบทวนว่า แนวทางศึกษาที่อาจารย์สร้างขึ้นค่อย ๆ ก่อรูปมาอย่างไร ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดทางวิชาการแบบใด ผ่านการเผชิญหน้าและการเลือกสรรจากกระแสความคิดใดบ้าง และเหตุใดแนวทางดังกล่าวจึงมีคุณูปการสำคัญต่อการทำความเข้าใจประเทศไทยในกรอบประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจการเมือง
ด้วยเหตุนี้ เส้นทางชีวิตทางวิชาการของอาจารย์กุลลดาในบทรำลึกนี้ไม่ใช่ชีวประวัติในความหมายทั่วไป แต่ใช้เส้นทางชีวิตวิชาการของอาจารย์เป็นเลนส์ที่ช่วยให้คนเรียนรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการเมืองไทยเห็นการแบ่งสาย การปะทะ และการคลี่คลายระหว่างแนวทางความรู้หลายชุดในรัฐศาสตร์ไทยช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใน ‘ยุคบรรพกาล’
บรรยากาศของคณะรัฐศาสตร์ในยุคนั้นมีผู้เขียนเล่าไว้บ้างแล้ว โดยเฉพาะอาจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร ทั้งในรูปนวนิยายและบันทึกความทรงจำ ผู้ที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศและ ‘เสียง’ ของชาย และ หญิง ใน ‘คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งพระนคร’ ในช่วงปลายรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ก่อนมาถึงรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ อาจหาอ่านได้จากนวนิยายเรื่อง บ่วงกรรม ซึ่งอาจารย์ประทุมพรเขียนในนามปากกา ‘ดวงใจ’
ส่วนบันทึกความทรงจำจาก ‘ประสบการณ์ IR 42 ปี’ อาจารย์ประทุมพรได้รวบรวมไว้ในหนังสือ พาดผ่านกาลเวลา จากบันทึกดังกล่าวทำให้ทราบด้วยว่า อาจารย์กุลลดาเป็นนิสิตรุ่นแรกที่อาจารย์ประทุมพรได้สอนภายหลังสำเร็จการศึกษากลับมาจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย
อาจารย์ประทุมพรเรียกบรรยากาศของภาควิชาและการเรียนการสอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคนั้นแบบแกมขันว่าเป็น ‘ยุคบรรพกาล’ โดยพาดพิงถึงการเรียนการสอน IR ในแนวทางแบบ Traditionalism ขณะที่วงวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในสหรัฐอเมริกากำลังเคลื่อนไปในทิศทางของ scientific approach และ behavioralism มากขึ้นเรื่อย ๆ
Traditionalism ในความหมายนี้มิได้หมายถึงความล้าหลังทางเทคนิคของการสอน แต่สัมพันธ์กับข้อถกเถียงใหญ่ภายในวงวิชาการ IR ตะวันตกช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ระหว่างฝ่าย Traditionalist ซึ่งเห็นว่าความรู้ทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องอาศัยการตีความทางประวัติศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศ และปรัชญาการเมือง กับฝ่าย Scientist หรือ Behavioralist ซึ่งต้องการยกระดับ IR ให้เป็นศาสตร์ที่สามารถทดสอบสมมติฐานด้วยแบบจำลอง ข้อมูลเชิงปริมาณ และวิธีการที่เป็นระบบมากขึ้น
เมื่ออาจารย์ประทุมพรเรียกการสอน IR ในภาควิชายุคนั้นว่า Traditionalism แบบแกมขัน อาจารย์กำลังบอกเป็นนัยว่า เรายังคงสอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านการพรรณนาประวัติศาสตร์การทูต การดำเนินนโยบายต่างประเทศ การวิเคราะห์เหตุการณ์โลกร่วมสมัยและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเป็นสำคัญ ขณะที่วงวิชาการอเมริกันได้เคลื่อนตัวไปในแนวทางที่เป็นในเชิงทฤษฎีมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว
หลังจากสำเร็จการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ที่จัดการเรียนการสอนในแนวทาง Traditionalist อาจารย์กุลลดาได้เข้าทำงานเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และต่อมาเดินทางไปศึกษาต่อที่ School of Oriental and African Studies หรือ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน เพื่อทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับประเทศไทย โดยมีอาจารย์ Ruth McVey เป็นที่ปรึกษา
Area Studies กับการไม่ยอมให้ IR ล้อมรั้ว
ผมมีโอกาสพบอาจารย์ Ruth McVey ผ่านการแนะนำของอาจารย์กุลลดา อาจารย์ McVey เป็นนักวิชาการ Area Studies ผู้เชี่ยวชาญอินโดนีเซีย ก่อนจะหันมาศึกษาประเทศไทยในทางเศรษฐกิจการเมือง ข้อสังเกตของท่านเกี่ยวกับ Area Studies ช่วยให้ผมเข้าใจทั้งบรรยากาศทางวิชาการของ SOAS และการเลือกตำแหน่งแห่งที่ทางวิชาการของอาจารย์กุลลดาได้มากขึ้น
อาจารย์ McVey เห็นว่า โดยธรรมชาติของ Area Studies ผู้ศึกษาย่อมไม่อาจติดกรอบอยู่ภายในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งเพียงสาขาเดียว การเข้าใจสังคมหนึ่งอย่างจริงจังจำเป็นต้องอาศัยความรู้จากหลายทาง ทั้งประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา รัฐศาสตร์ ภาษา และวัฒนธรรม ความเป็นสหวิทยาการจึงมิใช่เพียงทางเลือกเชิงเทคนิค แต่เป็นความจำเป็นที่เกิดจากลักษณะของวัตถุแห่งการศึกษาเอง
จากมุมนี้ การที่อาจารย์กุลลดาไม่ต้องการให้ ‘IR’ ล้อมรั้วล้อมกรอบการศึกษาของท่านไว้ จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ อาจารย์มิได้ต้องการละทิ้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หากต้องการหลุดพ้นจากการกำหนดล่วงหน้าว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะต้องเริ่มต้นและจบลงที่รัฐ การทูต สงคราม หรือระบบระหว่างรัฐเท่านั้น
ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งของอาจารย์ McVey ช่วยให้เห็นการแบ่งสายธารทางความรู้ในรัฐศาสตร์ยุคนั้นได้ชัดเจนขึ้น ในทศวรรษ 1960 และ 1970 ขณะที่แนวทาง Political Development กำลังรุ่งเรืองในการเมืองเปรียบเทียบและการศึกษาประเทศกำลังพัฒนา นักวิชาการในสาย Area Studies จำนวนหนึ่งกลับเห็นว่าแนวทางดังกล่าวตีกรอบเส้นทางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสถาบันไว้อย่างคับแคบเกินไป
ในสายตาของนักวิชาการกลุ่มอาณาบริเวณศึกษา Political Development มิได้เป็นเพียงทฤษฎีทางวิชาการบริสุทธิ์เท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์โดยตรงกับยุทธศาสตร์การพัฒนาที่รัฐบาลอเมริกันสนับสนุนในโลกที่สามหรือประเทศกำลังพัฒนาหลังสงคราม แนวทางดังกล่าวมักให้ความสำคัญแก่การสร้างความเข้มแข็งของอำนาจส่วนกลาง การรวมศูนย์อำนาจที่เมืองหลวง และการสร้างสถาบันระดับชาติ มากกว่าการทำความเข้าใจสังคมในส่วนที่อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลาง หรือที่เราเรียกกันว่า ‘ไกลปืนเที่ยง’
เมื่อฟังข้อสังเกตเช่นนี้ ผมจึงนึกถึงเส้นทางการก่อรูปทางความคิดของอาจารย์กุลลดา ซึ่งเติบโตขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกวิชาการไทยและโลกวิชาการตะวันตกในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 และพอจะเข้าใจได้ว่า อาจารย์ต้องใช้เวลานานเพียงใดในการฝ่าข้ามกระแสใหญ่ของ Political Development ซึ่งวงวิชาการอเมริกันส่งเข้ามาเป็นแกนสำคัญของรัฐศาสตร์ไทย เพื่อสร้างคำอธิบายอีกแบบหนึ่งจากทางที่ท่านแหวกออกไปเอง
ความรู้สองฝั่งที่ ‘ไม่แตะกัน‘
เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงการเรียนที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2520 พวกเรายังต้องเรียนทฤษฎีระบบของ David Easton เรียนการเมืองของประเทศกำลังพัฒนาจากงานของ Samuel Huntington เรียนวัฒนธรรมทางการเมืองจาก Gabriel Almond และ Sidney Verba ใช้กรอบของ Talcott Parsons เข้าหาสังคมวิทยาการเมือง และเรียนการพัฒนาทางการเมืองในฐานะคำตอบต่อสิ่งที่ถูกนิยามว่าเป็นวงจรอุบาทว์ของประเทศกำลังพัฒนา
เมื่อนำประสบการณ์ดังกล่าวมาเทียบกับแนวทางของอาจารย์กุลลดา ผมจึงเห็นช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างคนสองฝ่าย ซึ่งอาจทำงานอยู่ในคณะเดียวกัน ศึกษาประเทศกำลังพัฒนาเหมือนกัน เฝ้าสังเกตการเมืองไทยไม่แพ้กัน และบางครั้งใช้เอกสารชั้นต้นชุดเดียวกัน แต่กลับมีแนวทางพาเข้าหาความรู้ความเข้าใจที่แตกต่างกันอย่างมาก
กล่าวให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม การเรียนการเมืองไทย หรือเรื่องรัฐกับการเมืองของประเทศกำลังพัฒนา กับอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิชและอาจารย์ผู้ใหญ่ในภาควิชาการปกครองเวลานั้น จะทำให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยหรือปัญหาการเมืองของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในลักษณะหนึ่ง ขณะที่การเรียนพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของไทย หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในโลกร่วมสมัยกับอาจารย์กุลลดา จะพาเราไปสู่คำอธิบายอีกลักษณะหนึ่ง
ความรู้ของสองฝั่งนี้ ‘ไม่แตะกัน’ มิใช่เพราะฝ่ายหนึ่งรู้ข้อมูลมากกว่าอีกฝ่าย หากเพราะแต่ละฝ่ายตั้งปัญหาคนละแบบ ใช้หน่วยวิเคราะห์คนละหน่วย และจัดวางสิ่งที่ต้องอธิบายไว้คนละตำแหน่งบนห่วงโซ่เหตุและผล
คนเรียนที่รู้เฉลียวเท่านั้นจึงจะสามารถ ‘สับราง’ จากแนวทางหนึ่งไปสู่อีกแนวทางหนึ่งได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะรู้ว่าแต่ละแนวทางกำลังตั้งคำถามต่อพัฒนาการของการเมืองไทยคนละแบบ เริ่มต้นจากหน่วยวิเคราะห์ที่ต่างกัน และด้วยเหตุนั้น คำตอบที่ได้ย่อมเป็นคำตอบคนละชนิด
การสับรางจึงไม่ใช่การเลือกฝ่าย หากเป็นการรู้ว่ารถไฟแต่ละขบวนกำลังมุ่งหน้าไปยังจุดหมายคนละแห่ง และไม่อาจคาดหวังได้ว่า คำตอบที่สร้างขึ้นจากแนวทางของอาจารย์ชัยอนันต์จะทำให้อาจารย์กุลลดายอมรับ หรือคำตอบจากแนวทางของอาจารย์กุลลดาจะสามารถชักชวนอาจารย์ชัยอนันต์ให้มองเห็นสิ่งเดิมเสียใหม่ ทั้งที่ในหลายกรณี อาจารย์ทั้งสองอาจใช้เอกสารชั้นต้นชุดเดียวกัน หรือศึกษาปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์เดียวกัน
การฝ่าข้ามข้อจำกัดสองชั้น
อาจารย์กุลลดาเติบโตทางวิชาการขึ้นมาในบรรยากาศเช่นนี้ และคำถามที่ค้างคาใจอาจารย์มาโดยตลอด ตามที่อาจารย์บันทึกไว้ในบทความว่าด้วยเส้นทางวิชาการของตนเอง คือ ตำราความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อาจารย์อ่านเพื่อเตรียมการสอนนั้นไม่สอดคล้องกับสิ่งที่อาจารย์เห็นว่าเป็นความจริงทางสังคมของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง
ความ ‘หน่ายแหนงแคลงใจ’ นี้มิได้พาอาจารย์กลับไปหา Traditionalism แบบพรรณนาประวัติศาสตร์การทูต และก็มิได้พาอาจารย์เข้ามาอยู่ในร่มเงา Political Development ตามกระแสหลักในรัฐศาสตร์ไทยเวลานั้น แต่เป็นแรงผลักดันให้อาจารย์ต้องหาทางฝ่าข้ามข้อจำกัดที่อาจารย์พบ ซึ่งมีอย่างน้อยสองชั้น
ชั้นแรก คือการฝ่าข้าม IR ที่จำกัดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไว้กับการเมืองระหว่างรัฐ ประวัติศาสตร์การทูต และการตัดสินใจด้านนโยบายต่างประเทศ
ชั้นที่สอง คือการฝ่าข้าม Political Development ที่จัดความเปลี่ยนแปลงของประเทศกำลังพัฒนาไว้ภายใต้ชุดปัญหาและเส้นทางการเปลี่ยนผ่านซึ่งถูกกำหนดขึ้นจากศูนย์กลางความรู้ในโลกตะวันตก
ทางที่อาจารย์เลือกจึงมิใช่เพียง ‘ทางสายกลาง’ ระหว่างสองสำนัก หากเป็นการสับรางออกไปสู่พื้นที่อีกแบบหนึ่ง ซึ่งอาจารย์เรียกในภายหลังว่าการทำงานเชิงประจักษ์ผ่านกรอบเศรษฐศาสตร์การเมืองเชิงประวัติศาสตร์ หรือ Historical Political Economy
จาก Rosenberg สู่ Historical Political Economy
หนังสือที่อาจารย์กุลลดาบันทึกไว้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางทางวิชาการของอาจารย์ คือ The Empire of Civil Society ของ Justin Rosenberg ความสำคัญในงานของ Rosenberg ต่ออาจารย์ นอกจากการวิจารณ์สัจนิยม หรือการปฏิเสธตำนานกำเนิดของระบบรัฐสมัยใหม่จากสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลีย ซึ่งคงสร้างความถูกถึงพึงใจแก่อาจารย์ได้มากเป็นแน่ ยังอยู่ที่การท้าทายสมมติฐานพื้นฐานของ IR ซึ่งถือเอารัฐอธิปไตยและระบบระหว่างรัฐเป็นจุดตั้งต้นของคำอธิบาย
Rosenberg เสนอให้ทำความเข้าใจรูปแบบของรัฐสมัยใหม่และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐจากการก่อรูปและการขยายตัวของความสัมพันธ์ทางสังคมแบบทุนนิยม เขาปฏิเสธการแยก ‘ภายใน’ ออกจาก ‘ระหว่างประเทศ’ ราวกับเป็นโลกสองส่วนที่มีตรรกะเป็นอิสระต่อกัน และชี้ให้เห็นว่า สังคมสมัยใหม่ รัฐสมัยใหม่ และระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยใหม่ ต้องได้รับการอธิบายร่วมกันภายในกรอบของ ontology แบบไม่แยกส่วนทั้งสองออกจากกัน
ข้อเสนอของ Rosenberg จึงเปิดทางให้อาจารย์กุลลดาออกจาก ontology แบบ international-as-interstate ซึ่งถือว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเริ่มต้นจากการมีรัฐหลายรัฐอยู่ร่วมกันภายใต้สภาวะอนาธิปไตย และหันไปมองการขยายตัวของความสัมพันธ์ทางสังคมแบบทุนนิยมว่าเป็นพลังทางประวัติศาสตร์ที่ก่อรูปทั้งรัฐและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐขึ้นมาพร้อมกัน
จากทางเปิดดังกล่าว อาจารย์กุลลดาได้นำงานสังคมวิทยาประวัติศาสตร์ เช่นงานของ Barrington Moore มาใช้ทำความเข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงของรัฐและชนชั้นในยุโรป งานกำเนิดชาติและชาตินิยมของ Benedict Anderson มาพิจารณาชาติและชาตินิยมในประเทศไทย แล้วเชื่อมเข้ากับแนวคิดระบบโลกของ Immanuel Wallerstein และประวัติศาสตร์ระยะยาวของ Fernand Braudel เพื่อวางการก่อรูปรัฐไทยไว้ภายในกระบวนการขยายตัวของทุนนิยมโลก ต่อมา รับแนวคิดของ Robert Cox ว่าด้วย historical structures และ social forces เข้ามาเสริม ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจการเมืองโลก พลังทางสังคม และการเปลี่ยนรูปของรัฐปรากฏชัดขึ้น
รัฐไทยในฐานะสิ่งที่ต้องอธิบาย
หากจะเข้าใจว่ารถไฟขบวนของอาจารย์กุลลดามุ่งหน้าไปทางไหน เราจำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่า อาจารย์วางฐานคิดหรือ ontology ของตนไว้ตรงจุดใด
Ontology ในที่นี้มิได้หมายถึงเพียงชื่อของทฤษฎีที่ผู้วิจัยเลือกใช้ หากหมายถึงคำตอบต่อคำถามที่มาก่อนการเลือกทฤษฎี ได้แก่
อะไรคือหน่วยวิเคราะห์หลัก
อะไรคือพลังขับเคลื่อนของการเปลี่ยนแปลง
ใครหรืออะไรมีสถานะเป็นผู้กระทำการ
และที่สำคัญ สิ่งใดคือสิ่งที่ต้องอธิบาย หรือ explanandum และสิ่งใดคือสิ่งที่นำมาใช้อธิบาย หรือ explanans
ในงานของอาจารย์กุลลดา ห่วงโซ่คำอธิบายเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงของทุนนิยมในประวัติศาสตร์ ผ่านโครงสร้างทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างพลังทางสังคม ก่อนจะแสดงผลออกมาในการก่อรูปและการเปลี่ยนแปลงของรัฐ
กล่าวโดยสังเขปได้ว่า
Historical Capitalism → Historical Structures → Social Forces → State Transformation
ด้วยเหตุนี้ รัฐไทยจึงเป็น explanandum สำคัญ มากกว่าจะเป็นจุดตั้งต้นของคำอธิบาย รัฐมิได้ปรากฏเป็นผู้กระทำการที่เป็นเอกภาพและเลือกยุทธศาสตร์โดยอิสระเป็นอันดับแรกอย่างที่กรอบ Strategic Choice หรือ Balance of Power มักกำหนดไว้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมงานของอาจารย์กุลลดาจึง ‘ไม่แตะกัน’ กับงานของอาจารย์ชัยอนันต์ หรืองานศึกษาความอยู่รอดของรัฐไทยท่ามกลางภัยจักรวรรดินิยมของอาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน ในความหมายที่กล่าวมาแล้ว ทั้งสองฝ่ายมิได้กำลังแข่งขันกันตอบคำถามเดียวกัน หากจัดวางหน่วยวิเคราะห์และห่วงโซ่เหตุผลไว้คนละแบบตั้งแต่ต้น
ในกรอบหนึ่ง รัฐ ผู้นำ สถาบัน และการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์อาจเป็นสิ่งที่นำมาใช้อธิบายผลลัพธ์
แต่อีกกรอบหนึ่ง รัฐ สถาบัน และแม้แต่ทางเลือกของผู้นำกลับเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการอธิบายจากโครงสร้างทางประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงของพลังทางสังคม
สนธิสัญญาเบาว์ริงและการก่อรูปรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์
สิ่งที่ควรบันทึกไว้คือ อาจารย์กุลลดาไม่ประสงค์ให้ผู้ใดติดป้ายเรียกอาจารย์ว่าเป็น ‘นักวิชาการมาร์กซิสต์’ จากคำอธิบายเส้นทางทางวิชาการของอาจารย์ ตามที่ผมเข้าใจ อาจารย์มิได้ถือว่าการวาง ontology เช่นนี้เป็นการเลือกข้างทางอุดมการณ์ หากเป็นการเลือกตำแหน่งบนห่วงโซ่คำอธิบายที่ช่วยให้มองเห็นพลังของโครงสร้างทางประวัติศาสตร์และระบบทุนนิยมโลกได้ลึกขึ้น อย่างไรก็ดี ควรกล่าวลงตรงนี้ด้วยว่า การเลือกเช่นนี้ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย กล่าวคือ เมื่อโครงสร้างทางประวัติศาสตร์และพลังทางสังคมได้รับความสำคัญมากขึ้น agency ของรัฐ ผู้นำ และการตัดสินใจย่อมปรากฏน้อยลงตามไปด้วย
เมื่ออาจารย์กุลลดานำกรอบดังกล่าวไปใช้ในวิทยานิพนธ์เรื่อง The Rise and Decline of Thai Absolutism ที่ SOAS อาจารย์จึงมิได้อ่านสนธิสัญญาเบาว์ริง ค.ศ. 1855 ในฐานะเหตุการณ์ทางการทูตซึ่งเกิดจากการตัดสินใจของผู้นำสยาม หากอ่านสนธิสัญญาดังกล่าวในฐานะจุดเชื่อมต่อที่แรงกดดันจากระบบทุนนิยมโลกซึ่งมีอังกฤษเป็นศูนย์กลางในยุค Pax Britannica เข้ามาเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของความขัดแย้งและการจัดวางอำนาจภายในสยาม
ผลของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นโดยตรงและทันที แต่ส่งพลังการเปลี่ยนแปลงผ่านความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจและผลประโยชน์ภายในราชสำนัก โดยเฉพาะในหมู่ขุนนางตระกูลบุนนาคและกลุ่มอำนาจที่สัมพันธ์กับระบอบการคลังและการค้าคนละแบบ ก่อนจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการรวบอำนาจและการปฏิรูปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในคำอธิบายแบบนี้ การปฏิรูปมิได้เป็นเพียงผลจากพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ หรือปฏิกิริยาต่อภัยคุกคามจากจักรวรรดินิยม หากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างระบบทุนนิยมโลก พลังทางสังคมภายใน และโครงสร้างอำนาจของรัฐ ซึ่งพาสยามจากรัฐศักดินาไปสู่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ด้ายเส้นเดียวในงานตลอดชีวิต
เส้นทางวิชาการของอาจารย์กุลลดาหลังจากนั้นยังคงสัตย์ซื่อต่อ ontology เดิม แม้วัตถุแห่งการศึกษาและยุคสมัยของระบบทุนนิยมโลกจะเปลี่ยนไป
จากงานที่วางรัฐไทยไว้ภายใต้ Pax Britannica ในศตวรรษที่ 19 อาจารย์ขยับไปศึกษาบทบาทของอาเซียนในกระแสโลกาภิวัตน์ และการขยายตัวของทุนนิยมภูมิภาคซึ่งมีญี่ปุ่นเป็นศูนย์กลางภายหลังข้อตกลงพลาซา ค.ศ. 1985
ต่อมา อาจารย์ย้อนกลับไปเขียนประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐอเมริกาในยุคสงครามเย็นในลักษณะที่อาจารย์เสนอว่าเป็นการทวนกระแส โดยมิได้ถือว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นเพียงผลของภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ หรือการตัดสินใจด้านพันธมิตรของผู้นำไทย หากพยายามวางการเปลี่ยนแปลงของรัฐและกลุ่มพลังทางสังคมไทยไว้ภายใต้ Pax Americana และการขยายตัวของทุนนิยมอเมริกัน
ในงานระยะหลังว่าด้วย ‘รัฐไทยในระบบเสรีนิยมใหม่’ อาจารย์วิเคราะห์วิกฤตเศรษฐกิจ ค.ศ. 1997 ผ่านแนวคิดว่าด้วยการเข้าสู่ความเป็นสากลของรัฐและของทุน โดยอาศัยงานของ Cox, Panitch และ Glassman ในการอธิบายว่า รัฐมิได้เป็นเพียงเหยื่อของโลกาภิวัตน์หรือกำแพงป้องกันทุนข้ามชาติ หากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ทำให้ความสัมพันธ์แบบเสรีนิยมใหม่เข้าไปฝังตัวภายในสังคมและสถาบันของรัฐเอง
ในทุกช่วงเวลาเหล่านี้ รัฐไทยยังคงเป็นสิ่งที่ต้องอธิบาย ส่วนพลังที่นำมาใช้อธิบายเปลี่ยนรูปไปตามยุคสมัยของทุนนิยมโลก จาก Pax Britannica มาสู่ Pax Americana จากพาณิชยนิยมและจักรวรรดินิยมมาสู่ทุนนิยมอุตสาหกรรม โลกาภิวัตน์ และเสรีนิยมใหม่
กล่าวได้ว่า นี่คือด้ายเส้นเดียวที่ร้อยงานตลอดชีวิตวิชาการของอาจารย์กุลลดาเข้าด้วยกัน
สิ่งที่กรอบนี้มองเห็น และสิ่งที่ต้องแลกไป
การเข้าใจ ontology ของอาจารย์กุลลดาช่วยให้เรามองเห็นทั้งพลังและขอบเขตของคำอธิบายได้อย่างเป็นธรรม
พลังของกรอบเศรษฐศาสตร์การเมืองเชิงประวัติศาสตร์อยู่ที่ความสามารถในการอธิบายว่า เหตุใดรัฐไทยจึงเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของระบบโลก โดยไม่ตกอยู่ในคำอธิบายแบบวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ถือว่ารัฐเป็นผู้กระทำการที่เป็นเอกภาพโดยธรรมชาติ และไม่อธิบายประวัติศาสตร์ไทยราวกับเป็นเส้นทางพิเศษที่แยกขาดจากกระบวนการของโลก
กรอบนี้ทำให้เห็นว่า สนธิสัญญา การปฏิรูปรัฐ การเปลี่ยนรูปของชนชั้น การก่อรูปของระบบราชการ การเกิดชาติและชาตินิยม และการปรับตัวต่อโลกาภิวัตน์ มิใช่เหตุการณ์ที่แยกออกจากกัน หากเป็นส่วนหนึ่งของการปรับความสัมพันธ์ระหว่างระบบทุนนิยมโลก พลังทางสังคม และรัฐ
แต่กรอบเดียวกันนี้ย่อมมีขอบเขตของมัน เมื่ออธิบายรัฐเป็นผลจากแรงกดดันเชิงโครงสร้างและความสัมพันธ์ของพลังทางสังคม พื้นที่สำหรับอธิบายความแตกต่างของการตัดสินใจ ภาวะผู้นำ การเลือกยุทธศาสตร์ สงคราม ความมั่นคง และ agency ของรัฐย่อมลดลง ข้อจำกัดนี้จะปรากฏชัดขึ้นเมื่อขยับจากการศึกษารัฐไทยในฐานะกรณีเดียวไปสู่การเปรียบเทียบหลายประเทศ หากรัฐหลายรัฐเผชิญการขยายตัวของทุนนิยมโลกในระยะเดียวกัน เหตุใดจึงก่อรูปสถาบัน เลือกยุทธศาสตร์ หรือสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน
คำถามเช่นนี้อาจต้องอาศัยการเปรียบเทียบเชิงประวัติศาสตร์ กลไกเชิงสถาบัน การวิเคราะห์ agency หรือ strategic choice เข้ามาเสริม แต่การนำกรอบอื่นเข้ามาเติมมิได้หมายถึงการล้มล้าง Historical Political Economy หากหมายถึงการรู้ว่า เมื่อคำถามเปลี่ยน เครื่องมือที่ใช้ตอบคำถามก็อาจต้องเปลี่ยนตามไปด้วย
การรู้จักสับราง
บทเรียนประการหนึ่งที่คนรุ่นหลังอาจได้รับจากเส้นทางวิชาการของอาจารย์กุลลดา จึงไม่ใช่คำตอบว่าทฤษฎีใดถูกต้องที่สุด หากเป็นความจำเป็นที่จะต้องอ่อนน้อมต่อขอบเขตของกรอบที่ตนเองเลือกใช้ ทุก ontology เปิดพื้นที่การมองเห็นบางส่วน พร้อมกับปิดพื้นที่การมองเห็นอีกบางส่วนไปพร้อมกันเสมอ
เมื่อเลือก historical capitalism เป็นฐาน เราจะมองเห็นพลังของโครงสร้างโลกและการก่อรูปของพลังทางสังคมได้ลึกขึ้น แต่ย่อมมองเห็น agency ของรัฐและผู้นำน้อยลง
เมื่อเลือก rational choice หรือ strategic choice เราจะเห็นการคำนวณ การจัดลำดับความต้องการ และความแตกต่างของการตัดสินใจได้ชัดขึ้น แต่เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์และโครงสร้างที่ทำให้ตัวเลือกบางอย่างเกิดขึ้นหรือหายไปอาจถูกลดความสำคัญลง
เมื่อเลือก historical institutionalism เราจะเห็นความต่อเนื่องของสถาบัน จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ และ path dependence แต่ก็อาจไม่เห็นพลังของระบบเศรษฐกิจโลกหรือการเปลี่ยนแปลงของพลังทางสังคมอย่างเพียงพอ
นักวิชาการที่ดีจึงมิใช่ผู้สะสมชื่อทฤษฎีได้มากที่สุด หรือผู้ยืนกรานว่าทางของตนเป็นทางเดียวที่ถูกต้อง หากเป็นผู้รู้ว่ากรอบแต่ละชุดทำให้เราเห็นอะไร ทำให้เรามองข้ามอะไร และพาเราไปสู่คำตอบประเภทใด
การรู้จัก ‘สับราง’ อย่างมีสติไม่ใช่การเปลี่ยนข้างตามความสะดวก หากเป็นการรู้ว่ารถไฟแต่ละขบวนกำลังมุ่งไปยังจุดหมายใด และรู้ด้วยความซื่อสัตย์ว่า เราต้องแลกอะไรไปกับการเลือกนั่งรถไฟขบวนนั้น
ในความหมายนี้ คุณูปการของอาจารย์กุลลดามิได้อยู่เพียงในคำอธิบายที่อาจารย์สร้างขึ้นเกี่ยวกับรัฐไทย หากอยู่ที่การแสดงให้เห็นว่า นักวิชาการผู้หนึ่งสามารถตั้งคำถามต่อกรอบที่ได้รับมา แหวกออกจากรั้วของสาขาวิชา และค่อย ๆ สร้างตำแหน่งแห่งที่ทางวิชาการของตนขึ้นมาได้อย่างไร
เส้นทางดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นทางที่คนรุ่นหลังต้องเดินตาม แต่เป็นเส้นทางที่ช่วยให้เราเรียนรู้ว่า ก่อนจะเลือกทฤษฎี ก่อนจะสร้างคำอธิบาย และก่อนจะวิจารณ์งานของผู้อื่น เราควรถามตนเองให้ชัดเสียก่อนว่า เรากำลังมองโลกจากตรงไหน และตำแหน่งที่เรายืนอยู่นั้นเปิดให้เราเห็นอะไร—พร้อมกับทำให้สิ่งใดเลือนหายไปจากสายตา.
traditional IR กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐไทย ศุภมิตร ปิติพัฒน์ เศรษฐศาสตร์การเมือง
เรื่อง: ศุภมิตร ปิติพัฒน์
ผู้สนใจศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการต่างประเทศไทย ทำงานจิปาถะอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อรอเกษียณ เรื่องเล่าของศุภมิตรเกี่ยวกับเกร็ดประวัติศาสตร์การระหว่างประเทศไทย ทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศ และระเบียบวิธีศึกษาและการเขียนงานด้านสังคมศาสตร์ ล้วนคม เข้ม แต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ และรื่นรมย์ชวนอ่านเสมอ