Joy House: พื้นที่เยียวยาจิตใจผู้ลี้ภัย สะพานเชื่อมความเข้าใจคนไทย-เมียนมา
คุณเคยจินตนาการไหมว่าวันหนึ่งจะต้องจำใจละทิ้งชีวิตทั้งหมด เพื่อหนีไปให้พ้นจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นใน ‘บ้านเกิด’ ของตนเองโดยไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะต้องเผชิญกับอะไร ฉันเองจินตนาการไม่ออกว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปได้อย่างไรหากต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น
สำหรับคนจำนวนมหาศาลประโยคข้างต้นไม่ใช่เพียงแค่จินตนาการ แต่คือความจริงอันน่าเจ็บปวดที่ ‘ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา’ ต้องเผชิญ ข้อมูลจาก UNHCR Operational Data Portal เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ระบุว่ามีผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงสะสม 1,627,471 คน โดยมีการกระจายตัวในประเทศต่างๆ ซึ่งตัวเลขผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในไทยอยู่ที่ 136,600 คน (เฉพาะที่ลงทะเบียน)
การก้าวเท้าเข้าสู่ดินแดนแปลกหน้าโดยไร้ความแน่นอนในชีวิตคงจะเป็นเรื่องหนักหนา สิ่งที่ยากลำบากไม่แพ้กับการประทังชีวิตให้รอด คือการต้องต่อสู้กับความรู้สึกเคว้งคว้าง หดหู่ วิตกกังวล และสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ลงทุกที
ในห้วงเวลาที่เปราะบางที่สุดนี้ ‘Joy House’ หรือ ‘บ้านจอย’ จึงเข้ามาเป็นพื้นที่ปลอดภัย และสะพานเชื่อมร้อยชีวิตของผู้ลี้ภัยให้สามารถประคับประคองจิตใจ พร้อมๆ กับการสร้างสายสัมพันธ์ไทย-เมียนมาในพื้นที่แม่สอด
ร่วมเดินทางไปรับฟังเรื่องราวที่มีความหมายเหล่านั้นได้ในบรรทัดต่อจากนี้
1
ฉันเดินทางไปเยือน ‘Joy House’ ในเดือนพฤศจิกายน 2025 ช่วงที่แม่สอดอากาศเริ่มเย็น แต่ยามบ่ายวันนั้นยังคงมีแสงแดดส่องอ่อนๆ พอให้อบอุ่น
ตรงหน้าของฉันคือบ้านหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ในซอยชุมชน มองเผินๆ เหมือนบ้านพักอาศัยทั่วไป แต่สิ่งที่บ่งบอกความแตกต่างคือป้ายตัวอักษรหลากสีเขียนว่า ‘Joy House ပီတိအိမ် บ้านจอย’ และเมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็เห็นสนามเด็กเล่นขนาดย่อมอยู่หน้าบ้าน สีของเครื่องเล่นสไลเดอร์ที่เริ่มจางลงบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าที่นี่คงมีเด็กๆ แวะเวียนมาเล่นสนุกอยู่ไม่น้อย

เอลิซาเบธ วิน (Elizabeth Win) หญิงสาวท่าทางใจดีต้อนรับฉันด้วยรอยยิ้มกว้าง เธอเชื้อเชิญให้ฉันเข้าไปในตัวบ้าน ชั้นล่างเป็นโถงกว้างที่มีเบาะซ้อมกีฬาและกระจกบานใหญ่เต็มผนัง มุมหนึ่งเรียงรายไปด้วยกีตาร์ อุปกรณ์ศิลปะ และชั้นหนังสือ เห็นได้ชัดว่าพื้นที่ถูกจัดไว้เป็นสัดส่วนสำหรับกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นภายในบ้าน
เอลิซาเบธเริ่มต้นเล่าว่า Joy House คือโครงการหนึ่งที่อยู่ภายใต้มูลนิธิการศึกษาเพื่อการพัฒนา (Foundation for Education and Development: FED) โดยผู้ก่อตั้งบ้านจอยคือ จีน มารี ฮัลลาซี (Jeanne Marie Hallacy) ผู้กำกับสารคดี ช่างภาพ และนักการศึกษา ส่วนตัวเธอเองนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานภายนอก (Outreach Coordinator)
“Joy House เป็นศูนย์ชุมชนสำหรับทุกคนที่ต้องการความช่วยเหลือค่ะ เราพยายามให้การสนับสนุนทางสังคมและจิตใจ เพราะหลังเกิดรัฐประหารในเมียนมา มีผู้คนจำนวนมากทุกข์ทรมานและรู้สึกกดดันในชีวิต เราจึงอยากให้พวกเขามีพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถแสดงออกถึงตัวตนได้” เอลิซาเบธกล่าว

Joy House ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2022 หรือราวหนึ่งปีหลังรัฐประหารเมียนมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 เหตุการณ์ความขัดแย้งในครั้งนั้นไม่เพียงสั่นคลอนเสถียรภาพทางการเมือง แต่ยังนำมาซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจและสังคม ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด เหล่าผู้เห็นต่างที่ลุกขึ้นต่อต้านโดยเข้าร่วมขบวนการอารยะขัดขืน (Civil Disobedience Movement: CDM) ถูกไล่ล่าจับกุม ทำให้หลายชีวิตต้องตัดสินใจลี้ภัยจากบ้านเกิด
“ครูสอนไวโอลินของเราเป็นนักไวโอลินที่มีชื่อเสียง แต่หลังเกิดรัฐประหาร ทหารต้องการจับกุมเขา เขาจึงต้องลี้ภัย ครูสอนยูโดและศิลปะป้องกันตัวของเราก็เช่นกัน พวกเขาเคยเป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงมาก่อน” เอลิซาเบธกล่าว
เธอขยายความว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา คือ ‘การลี้ภัยแบบผสม’ ซึ่งแตกต่างจากแรงงานข้ามชาติทั่วไปที่มักเข้ามาใช้แรงงาน เพราะการลี้ภัยครั้งนี้มีกลุ่มคนที่ประกอบวิชาชีพเฉพาะทางที่เมื่อมาถึงประเทศไทยแล้วไม่สามารถทำอาชีพเดิมได้ ทำให้เกิดความรู้สึกสูญเสียคุณค่าในตนเอง ขณะที่เด็กและเยาวชน รวมถึงผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ก็เผชิญกับความโดดเดี่ยวและสูญเสียความมั่นคงทางจิตใจ Joy House จึงเข้ามาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายผ่านการเปิดพื้นที่การเรียนรู้ พร้อมทั้งมอบเบี้ยเลี้ยงและค่าตอบแทนให้กับผู้ลี้ภัยที่มาร่วมเป็นครูฝึก เพื่อช่วยประคับประคองปากท้องควบคู่ไปกับการเยียวยาจิตใจ
ปัจจุบัน Joy House เปิดสอนชั้นเรียนหลักกว่า 20 วิชา โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมแล้วหลักพันคนนับตั้งแต่เปิดทำการมากว่าสามปี ตารางกิจกรรมที่ติดอยู่ข้างฝาผนังเป็นหลักฐานว่าทั้งสัปดาห์อัดแน่นไปด้วยชั้นเรียนหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีเวิร์กช็อปที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น การตัดต่อวิดีโอ หรือการละคร เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ

ทุกชั้นเรียนที่นี่ตั้งอยู่บนฐานของการสนับสนุนทางจิตสังคม (psychosocial support) โดยครอบคลุมทั้งศิลปะ (วาดภาพ สีน้ำ การวาดเขียน และงานฝีมือ เช่น กระเป๋าทำมือและมาคราเม่[1]) ศิลปะการป้องกันตัว (เช่น ยูโด) ดนตรี (ไวโอลิน กีตาร์ และขับร้อง) ภาษา (ไทย อังกฤษ เกาหลี และญี่ปุ่น) รวมถึงกิจกรรมด้านสุขภาวะ (เช่น โยคะ) สำหรับผู้เข้าร่วมตั้งแต่อายุ 5 ปีขึ้นไป โดย Joy House ไม่ใช่ศูนย์การเรียนรู้ในระบบ แต่เป็นการศึกษานอกระบบที่ทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างและความต้องการของชุมชน

ฉันถามว่าผู้คนที่มาเยือน Joy House มีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างไร
“มีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นมากมายค่ะ” เอลิซาเบธตอบ ก่อนจะเล่าเรื่องของหญิงสาวชาวเมียนมาคนหนึ่งที่ร้องไห้หลังจากได้เข้าร่วมชั้นเรียนขับร้อง เธอขอบคุณ Joy House ที่ทำให้เธอรู้สึกถึงอิสรภาพ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอพาครอบครัวมาร่วมกิจกรรมที่นี่
นอกจากนี้ วัยรุ่นหลายคนเคยหันหน้าเข้าหาแอลกอฮอล์ แต่หลังจากได้เข้าชั้นเรียนด้านสุขภาพจิตและจิตสังคม (MHPSS) พวกเขาหันกลับมาดูแลจิตใจกันและกันแทนการพึ่งสิ่งเสพติด แม้แต่คนที่เคยสิ้นหวังถึงขั้นพยายามจบชีวิตตัวเองก็กลับมามีกำลังใจ
ในส่วนของเด็กๆ นั้น เอลิซาเบธเล่าว่า “หลังจากครอบครัวต้องลี้ภัย ชีวิตของเด็กๆ ก็เปลี่ยนไป เมื่อก่อนพวกเขามีห้องนอน มีของเล่น มีชุมชนของตัวเอง แต่อยู่ๆ ทุกอย่างก็หายไป”
การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในชีวิต ทำให้พฤติกรรมของเด็กๆ เปลี่ยนตาม
“ก่อนหน้านี้ เด็กๆ ไม่รู้จักการอดทน การรอคอย หรือการแบ่งปัน แต่พอได้เข้าชั้นเรียนศิลปะและงานฝีมือ พวกเขาเริ่มเรียนรู้ว่า ‘ฉันต้องรอเพื่อน ฉันต้องแบ่งปันกับเพื่อน’ และพฤติกรรมของพวกเขาก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น จากที่ก้าวร้าว พวกเขาก็กลับมายิ้มได้อีกครั้ง” เอลิซาเบธกล่าว
หลังจากนั้น เธอพาฉันเดินชมบริเวณต่างๆ ภายในบ้าน ชั้นสองจัดแบ่งเป็นห้องเรียนต่างๆ เวลานั้นห้องเรียนในช่วงเวลานั้นมีชั้นเรียนภาษาไทยและชั้นเรียนศิลปะ ด้านหน้าของห้องเรียนมีการจัดแสดงผลงานศิลปะที่บอกเล่าบาดแผลจากสงคราม ความปรารถนาถึงสันติสุขและประชาธิปไตย ส่วนในตู้กระจกมีกระเป๋าถักมาคราเม่และงานแฮนด์เมดประณีตสวยงาม แม้ดูไม่ใช่อะไรยิ่งใหญ่ แต่กิจกรรมเหล่านี้ช่วยประคับประคองให้เหล่าผู้ลี้ภัยยังคงมีความหวังและกำลังใจที่จะก้าวต่อไปในวันข้างหน้า




2
ฟ้าหลังฝนของผู้ลี้ภัย เมื่อได้ฟื้นคืนคุณค่าในตัวเอง
ชีวิตที่เปลี่ยนไปของ ซู (นามสมมติ) เป็นหนึ่งในประจักษ์พยานของการเยียวยาที่เกิดขึ้นใน Joy House
หลังจากที่ฉันทำความรู้จักกับเธอ เรื่องราวมากมายในชีวิตที่ผ่านมาของซูก็พรั่งพรู
ซูเล่าว่าก่อนหน้านี้เธอเคยเป็นนักข่าวด้านเศรษฐกิจการเมืองของรัฐบาลมานานมากกว่าสิบปี โดยทำงานในยุครัฐบาลเต็ง เส่ง และช่วงการกักขังออง ซาน ซู จี หลังจากนั้นเธอได้ลาออกมาเพื่อทำอีกสิ่งหนึ่งที่เธอรักและเป็นความฝันตั้งแต่วัยเยาว์ นั่นคือการเปิดร้านกระเป๋าแฮนด์เมดพร้อมกับเปิดเวิร์กช็อปสอนเย็บกระเป๋า งานประดิษฐ์ และวาดภาพ แต่เพียงแค่หนึ่งปีหลังซูเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง ยังไม่ทันที่จะขยายกิจการให้เติบโตดังหวัง ประเทศเมียนมาก็เกิดรัฐประหาร
“ไม่อยากจะเชื่อว่ามัน (รัฐประหาร) จะเกิดขึ้น ในยุคประชาธิปไตยยังจะมีเรื่องแบบนี้อีกเหรอ” ซูเน้นเสียง
หลังการรัฐประหาร ซูตัดสินใจเข้าร่วมและเป็นแกนนำของขบวนการ CDM ร้านกระเป๋าของเธอกลายเป็นพื้นที่รวมตัวของเหล่านักเคลื่อนไหว ต่อมาทหารตามจับกุมขบวนการต่อต้านรัฐบาลจึงบุกเข้ามาที่บ้านของเธอ สุดท้ายแล้วบ้านเช่า ร้านกระเป๋า และสินค้าก็ถูกยึดไปจนหมด แต่เธอและสามีไหวตัวทันจึงลี้ภัยมายังแม่สอด ซึ่งมีญาติมาอาศัยอยู่ก่อนแล้ว
การลี้ภัยมาตามเส้นทางธรรมชาตินั้นน่ากลัวและยากลำบาก กระทั่งช่วงแรกของการอาศัยอยู่ที่แม่สอดก็เช่นกัน “ถ้าถูกส่งกลับไปเมียนมา ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดหรือเปล่า” ซูเล่าเสียงสั่น
ในที่สุด ซูจึงตัดสินใจทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) เธอบอกว่าเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก เพราะตอนอยู่เมียนมา เธอเคยเป็นนักข่าวและเจ้าของกิจการ แต่บัตรสีชมพูจะอนุญาตให้ทำงานใช้แรงงานเท่านั้น กระนั้นเธอก็รู้สึกขอบคุณประเทศไทยที่ให้เธอได้ทำบัตรดังกล่าว ทุกวันนี้เธอจึงใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องกลัวว่าตำรวจจะมาจับอีกต่อไป
ซูเล่าความคับข้องใจว่าตนไม่สามารถทนแรงกดดันของการใช้แรงงานได้ เป็นโชคดีที่เพื่อนของเธอแนะนำให้ได้รู้จักกับจีน เธอจึงกลายมาเป็นครูฝึกทักษะอาชีพด้านการเย็บปักถักร้อยที่ Joy House

“Joy House เป็นเหมือนความหวังของผู้ลี้ภัยสงครามและเด็กๆ เพราะตอนที่มาแม่สอดช่วงแรกๆ ไม่มีงานทำและฟุ้งซ่าน พอได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ที่นี่ ก็รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น ถ้าได้กลับไปเมียนมา ก็จะภูมิใจในตัวเองว่าครั้งหนึ่งเคยได้ทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ให้กับผู้ลี้ภัยที่หนีมาด้วยกันที่นี่” ซูกล่าว
สิ่งที่ซูเล่ายิ่งสะท้อนชัดเมื่อฉันได้พูดคุยกับหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่นั่งปักกระเป๋าอยู่ในห้องเรียน เธอเล่าว่าตอนอยู่ที่เมียนมาเธอประกอบอาชีพวิศวกรชลประทาน การต้องลี้ภัยทำให้เธอไม่สามารถทำงานได้อย่างที่เคยทำ แต่อย่างน้อยการได้มาเจอเพื่อนๆ ที่ Joy House และได้ใช้เวลาไปกับการทำงานฝีมือเหล่านี้ก็ช่วยเยียวยาสภาพจิตใจไม่ให้ฟุ้งซ่านได้

ส่วนซูนั้น เธอยังคงมีความฝันที่จะกลับบ้านเกิด และขยายสาขาร้านของเธอให้ทั่วประเทศ หากวันใดสถานการณ์การเมืองในเมียนมาสงบลง วันนั้นความฝันของเธออาจกลายเป็นความจริง
“จะพยายามให้อยู่รอดต่อไป ไม่ว่าเจอปัญหาอุปสรรคใดก็พร้อมจะสู้” ซูทิ้งท้าย
ตกเย็น เป็นเวลาของชั้นเรียนยูโด โถงกลางบ้านกลายเป็นลานซ้อมของเด็กๆ หลากหลายช่วงวัยทั้งเด็กเล็กเด็กโต ทุกคนกำลังออกลีลาท่าทางกันอย่างสนุกสนาน เสียงตุ้บตั้บเมื่อกระทบกับเบาะรองซ้อมดังเคล้าไปกับเสียงหัวเราะร่า
ในระหว่างนั้น ครูฝึกคนหนึ่งปลีกตัวมาสนทนากับฉัน
น่าย (นามสมมติ) เล่าว่าเขาเป็นนักยูโดทีมชาติ เส้นทางนักกีฬาอาชีพของเขาเคยไปไกลถึงการเป็นตัวแทนเข้าร่วมแข่งขันกีฬาซีเกมส์และรายการระดับโลก แต่แล้วชีวิตที่กำลังไปได้สวยของเขาก็ถูกพรากไปเพราะรัฐประหารเมียนมา
“อยู่ที่เมียนมาไม่ได้แล้ว ถ้าอยู่ต่อไป น่าจะถูกหมายจับ” เขากล่าว และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาตัดสินใจลี้ภัยมาที่แม่สอดในช่วงปี 2022
การอยู่ในประเทศไทยในช่วงแรกของน่ายเต็มไปด้วยความหวาดกลัวตำรวจจับกุม จนสุดท้ายเขาได้ทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) ทำให้เขาสามารถใช้แรงงานหาเลี้ยงชีพ แต่ไม่ใช่เพื่อหล่อเลี้ยงจิตใจ
“ในช่วงแรกผมทำงานก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานที่หนักมาก แต่ต่อมาเมื่อได้เจอกับจีน ผู้ก่อตั้ง Joy House เธอชวนผมมาเป็นครูฝึกสอนยูโดที่นี่ ทำให้ผมได้กลับมาทำสิ่งที่ตัวเองรัก” น่ายกล่าว

สำหรับน่ายแล้ว Joy House เป็นบ้านที่มอบความสุขให้คนเมียนมาที่หนีสงครามมา ทำให้พวกเขาได้พบปะกับเพื่อนพี่น้องชาวเมียนมาด้วยกัน และเป็นโอกาสดีของเด็กๆ ที่ได้มาทำกิจกรรมที่นี่เช่นกัน
“ดีใจที่ได้เห็นเด็กๆ ได้มาเล่นยูโดที่ Joy House เพราะเด็กๆ หนีสงครามและความไร้เสถียรภาพของการเมืองเมียนมา ตามพ่อแม่มาที่นี่ พวกเขาไม่ได้ปลดปล่อยพลัง แต่เมื่อได้มาเรียนยูโด พวกเขาก็ได้ปลดปล่อยพลัง ได้เจอเพื่อนที่พูดภาษาเดียวกัน และมีความสุขในพื้นที่แห่งนี้
“ในอนาคต ถ้าการเมืองเมียนมาดีขึ้น ผมก็อยากกลับประเทศ แต่ถ้าผมยังต้องอยู่ไทยต่อ ผมก็อยากทำมากกว่าสอนในชั้นเรียน คืออยากพาเด็กๆ ไปแข่งขัน อาจแข่งกับชมรมยูโดของเชียงใหม่ ผมอยากพาเด็กๆ สานฝัน แต่เรื่องนี้ผมทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีคนอื่นๆ มาร่วมมือกัน” เขากล่าวอย่างมีความหวัง


หลังจากได้คุยกับน่าย ฉันได้คุยกับลูกศิษย์ของเขา
ทศ เป็นนักเรียนไทยที่เข้ามาร่วมชั้นเรียนยูโดที่ Joy House ได้ราว 2-3 ปีแล้ว และดูจะสนุกกับมันมากทีเดียว
“สนุกนะพี่ อาจารย์เขาเป็นกันเอง ไม่กดดัน คุยง่าย สนุกเฮฮา เราอยากซ้อมอะไรก็คุยกับเขาได้เลย” ทศว่า ก่อนจะบอกว่าการเรียนการสอนที่นี่ไม่เสียค่าเทอม มีเพียงค่าอุปกรณ์ต่างๆ เล็กน้อยเท่านั้น
“ผู้เล่นยูโดต้องสื่อสารกันระหว่างที่ซ้อม เพราะการซ้อมยูโดจะมีทั้งคนที่ทุ่มและคนที่โดนทุ่ม ถ้าคนโดนทุ่มไม่ยอมล้มลง คนทุ่มก็จะทุ่มไม่เป็น คนหนึ่งจะต้องยอมเจ็บเพื่อให้อีกคนหนึ่งเก่งขึ้น” ทศเล่าสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากยูโด พลางย้ำว่าแม้เพื่อนในชั้นเรียนจะเป็นชาวเมียนมาเป็นส่วนใหญ่ แต่พวกเขาก็ไม่เคยจะไม่เข้าใจกัน

3
ห้องเรียนแห่งการเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา
แม้เรื่องราวที่ซูและน่ายเล่าจะเป็นประสบการณ์ส่วนตัว แต่นั่นอาจเป็นภาพแทนความรู้สึกของผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาได้ไม่มากก็น้อย การมาอยู่อาศัยในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอน แวดล้อมด้วยผู้คนที่ไม่คุ้นเคย ทำให้พวกเขาเป็นกังวลว่าพื้นที่แห่งนี้จะไม่ยินดีต้อนรับและมองว่าผู้ลี้ภัยเข้ามาสร้างความเดือดร้อน
ทั้งซูและน่ายเห็นตรงกันว่าอย่าเหมารวมผู้ลี้ภัย เพราะทุกคนเป็นปัจเจกที่มีนิสัยแตกต่างกัน ตัวพวกเขาเองพยายามปรับตัวเพื่อให้อยู่ในสังคมไทยได้อย่างราบรื่น โดยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนไทยในชุมชน ทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
ซูกล่าวทิ้งท้ายเมื่อครั้งสนทนากับฉันว่า “อยากขอบคุณประเทศไทยจากใจจริงที่ให้โอกาสคนลำบาก ขอบคุณที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ฉัน ขอบคุณจากใจจริงๆ”
สิ่งที่ซูกล่าว คือแนวคิดที่จุดประกายโครงการ Thai Outreach ที่ Joy House ทำร่วมกับโรงเรียนไทยในแม่สอด โดยเอลิซาเบธเล่าให้ฉันฟังว่า “เราอยากแสดงให้เห็นว่าชาวเมียนมารู้สึกขอบคุณชาวไทย เราไม่ใช่ผู้สร้างปัญหาและไม่ใช่ภาระ เราอยากมีส่วนร่วมทำสิ่งดีๆ ให้ชุมชน และเราก็สามารถมีส่วนร่วมในทางใดทางหนึ่งให้กับชุมชนเจ้าบ้านได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เรามีโครงการ Thai Outreach ที่ฉันเป็นผู้ดูแล
“หนึ่งในหัวใจสำคัญของ Joy House คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างชุมชนเจ้าบ้านชาวไทย กับชุมชนชาวเมียนมาของเรา” เอลิซาเบธกล่าว
หนึ่งในพันธกิจสำคัญของ Joy House คือการเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนไทยและเมียนมา แม้คนแม่สอดจะคุ้นเคยกับการอยู่ร่วมกับระหว่างแรงงานข้ามชาติมายาวนาน แต่การไหลบ่าของผู้ลี้ภัยระลอกใหม่หลังรัฐประหารก็อาจนำไปสู่การตั้งคำถามและอคติต่อชาวเมียนมา Joy House จึงได้ริเริ่มโครงการ ‘Thai Outreach’ เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรมผ่านกิจกรรมการเรียนรู้
เธอเล่าว่าแม้ Joy House จะเปิดให้คนไทยเข้ามาร่วมกิจกรรมได้ แต่หลายคนอาจมีข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง เธอจึงเปลี่ยนเป็นการ ‘ออกไปหา’ โรงเรียนรัฐบาลที่ต้องการการสนับสนุนแทน โดยภายใต้โครงการ Thai Outreach นี้ ครูอาสาสมัครของ Joy House จะเข้าไปสอนทักษะด้านศิลปะ ดนตรี และกีฬาให้กับเด็กๆ ในโรงเรียนไทยในแม่สอด ได้แก่ โรงเรียนแม่ปะวิทยาคม โรงเรียนแม่กุวิทยาคม และโรงเรียนสรรพวิทยาคม[2] ซึ่งน่าย ครูสอนยูโดที่ฉันได้พูดคุยก่อนหน้านี้ก็เป็นหนึ่งในคุณครูที่เข้าไปสอนในโรงเรียนเหล่านี้เช่นกัน เขามองว่าโครงการ Thai Outreach เปิดโอกาสให้เขาได้เชื่อมความสัมพันธ์กับเด็กไทย ได้รู้จักผู้คน และมีเครือข่ายคนที่รักยูโดมากขึ้น
ความร่วมมือในโครงการนี้ถูกปรับให้เข้ากับบริบทและความต้องการของแต่ละโรงเรียน ตัวอย่างเช่นโรงเรียนสรรพวิทยาคม โดยปกติแล้วโรงเรียนจะมีชั้นเรียนภาษาพม่า และในอดีตทุกปีเด็กๆ จะข้ามชายแดนไปเยือนเมียวดีเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมและประเพณีเมียนมา แต่หลังรัฐประหารก็ไปไม่ได้อีก มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร แม่สอด ซึ่งเป็นพันธมิตรของ Joy House จึงประสานให้ทั้งสองมาร่วมมือกัน Joy House จึงได้จัดการเรียนสอนดนตรีพม่า อาหารพม่า วัฒนธรรมพม่า ภาษาพม่า และนาฏศิลป์พม่า เป็นชั้นเรียนหมุนเวียนกันไป
ด้านโรงเรียนแม่ปะวิทยาคม ฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ครูชฎาพร ผาศิลป์ เธอเล่าให้ฉันฟังว่า ในภาพรวมโรงเรียนแม่ปะวิทยาคมมีสัดส่วนนักเรียนไทยต่อนักเรียนเมียนมาราว 60:40 โดยนักเรียนเมียนมามักเป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติ โรงเรียนนี้จึงเป็นพื้นที่นักเรียนไทยและเมียนมามีความคุ้นเคยและมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น โครงการ Thai Outreach ก็เปิดมุมมองใหม่ๆ ให้ทั้งครูและเด็กๆ

ตลอดปีการศึกษา กิจกรรมต่างๆ จาก Joy House จะหมุนเวียนจัดขึ้นเป็นประจำสัปดาห์ละครั้งในคาบวิชาชุมนุม โดยแต่ละชั้นเรียนจะมีนักเรียนเข้าร่วมราว 20 คน คละเคล้ากันไปทุกระดับชั้นตั้งแต่ม.1-ม.6
ครูชฎาพรอธิบายว่าหลายกิจกรรมเป็นการพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่โรงเรียนไม่มีสอน ถือเป็นการเติมเต็มช่องว่าง และช่วยแบ่งเบาคุณครูในโรงเรียนได้มากทีเดียว เช่นในช่วงปี 2024 ทาง Joy House ได้มาสอนไวโอลิน ซึ่งตามปกติแล้วโรงเรียนไม่มีสอน ทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เครื่องดนตรีเพิ่มขึ้นอีกชนิดหนึ่ง

“ในคาบชุมนุมแต่ละครั้ง คุณครูประจำชุมนุมจะคอยอยู่ดูแลนักเรียนร่วมกับคุณครูจาก Joy House เด็กๆ จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมพม่า และได้พัฒนาอะไรหลายอย่างค่ะ อย่างเรื่องกิจกรรมงานประดิษฐ์ เด็กๆ เขาสนุกนะคะ เขาได้ทำเชือก กำไล ต่างหู ได้ฝึกสมาธิ และสามารถนำไปต่อยอดเป็นอาชีพได้อีกด้วย” ครูชฎาพรซึ่งรับหน้าที่ดูแลชุมนุมงานประดิษฐ์ เล่าประสบการณ์ว่าหลังจากคาบเรียนแล้ว เด็กๆ มีความสนใจและไปหาซื้ออุปกรณ์มาร้อยกำไลขายทั้งในและนอกโรงเรียน จนกลายเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้ให้พวกเขาได้จริง

ความสำเร็จของกิจกรรมจาก Joy House แสดงให้เราเห็นถึงความพยายามในการเติมเต็มทักษะนอกห้องเรียนให้กับโรงเรียนไทยในอำเภอแม่สอด ซึ่งครูชฎาพรระบุว่า Joy House เป็นองค์การภายนอกองค์กรเดียวที่มาทำกิจกรรมเหล่านี้ให้กับโรงเรียน และคงจะเป็นการดีหากมีกิจกรรมในลักษณะเดียวกันนี้มากขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและองค์กรต่างๆ เพื่อให้เด็กๆ ได้รับโอกาสที่ห้องเรียนไม่สามารถให้ได้
เมื่อฉันถามว่านอกเหนือไปจากทักษะดนตรี กีฬา และศิลปะแล้ว เด็กๆ ได้เรียนรู้อะไรอีกบ้างจากโครงการ Thai Outreach ครูชฎาพรให้คำตอบว่าสิ่งที่สำคัญไปไม่แพ้กันกับทักษะเหล่านั้น คือทักษะการอยู่ร่วมกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเธอเล่าว่าในช่วงแรกเด็กๆ อาจติดขัดกับคำศัพท์บางคำที่คุณครูชาวเมียนมาพูด ในแง่หนึ่งนี่อาจดูเป็นกำแพงภาษา แต่ท้ายที่สุดแล้วกลับก่อให้เกิดการสนทนา เกิดการเรียนรู้ เช่นถามเพื่อนชาวเมียนมาในชั้นเรียน จนพวกเขาได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ และภาษาก็ไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป
“แม้เด็กๆ จะมาจากต่างวัฒนธรรม แต่เมื่อพวกเขาใช้เวลาร่วมกัน ก็ได้เรียนรู้ไปด้วยกัน” เธอกล่าว พลางขยายความว่าพวกเขาล้วนเป็นเพื่อนกัน เมื่อโรงเรียนจัดงานหรือกิจกรรมต่างๆ ก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นอย่างดี

เรื่องราวจากครูชาวไทยผู้นี้ทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่า การเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและเมียนมานั้นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมเพื่อทลายอคติในสังคม และพิสูจน์ให้เห็นว่าเพื่อนบ้านชาวเมียนมาไม่ได้ต้องการเป็นภาระ หากแต่เป็นผู้สร้างคุณค่าและการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมไทย
ฉันนึกถึงคำพูดของเอลิซาเบธ เธอหวังว่าในวันข้างหน้าจะมีเสียงสะท้อนจากนักเรียนไทยที่เคยร่วมกิจกรรมกับ Joy House ว่า ‘ตอนเราเป็นเด็ก มีครูชาวเมียนมาเข้ามาจัดกิจกรรมในโรงเรียนของเรา พวกเขาเป็นมิตรมาก เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากพวกเขา และพวกเขาไม่ได้เลวร้ายเลย’

…
ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งผู้ลี้ภัยที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเมื่อเข้ามาที่ Joy House และเด็กนักเรียนชาวไทยที่ได้เรียนรู้ทักษะและสร้างมิตรภาพข้ามวัฒนธรรม ล้วนชวนให้เราฉุกคิดตั้งคำถามต่อนโยบายผู้ลี้ภัย ตลอดจนปัญหาความขัดแย้งและสงครามที่ยังคงดำเนินอยู่
Joy House เป็นภาพสะท้อนหนึ่งของชีวิตผู้ลี้ภัย แต่พ้นไปจากพื้นที่แห่งนี้ ยังคงมีผู้ลี้ภัยจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะงานไม่ตรงกับทักษะความสามารถของตัวเอง งานวิจัย Misclassified and Unprotected Survival Migration โดย Htet Pwint Phyu ระบุว่าระบบบัตรชมพูของประเทศไทยมองผู้ลี้ภัยเป็น ‘แรงงานทักษะต่ำ’ ทั้งที่คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่คือแรงงานฝีมือ การจัดประเภทที่ผิดพลาดเช่นนี้ส่งผลให้ทักษะสูญเปล่า บีบให้พวกเขาตกอยู่ในวงจรการผูกติดกับนายจ้างและถูกเอารัดเอาเปรียบ
นอกจากงานวิจัยที่ว่านี้ อ.ดร.ศิรดา เขมานิฏฐาไท อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เคยให้ภาพรวมในรายการ ว่าทุกวันนี้มีความพยายามผลักดันให้ผู้ลี้ภัยในค่ายเข้าสู่ระบบแรงงานและสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยเฉพาะเมื่อองค์กรมนุษยธรรมระหว่างประเทศให้ความช่วยเหลือได้น้อยลง จากการตัดงบประมาณของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา
สอดคล้องกับที่ Rebecca Napier-Moore ตัวแทนจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) อธิบายถึงนิยามของงานที่มีคุณค่า (decent work) ในมุมมองของ ILO ว่าประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ การมีงานทำ สิทธิแรงงาน การคุ้มครองทางสังคม และการเจรจาต่อรอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือคุณลักษณะจำเป็นสำหรับงานของผู้ลี้ภัย อย่างไรก็ตาม วงพูดคุยในรายการยังได้เน้นย้ำถึงรากที่แท้จริงของปัญหา นั่นคือความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของเมียนมา ซึ่งประชาคมโลกยังคงต้องร่วมมือกันเรียกร้องสันติภาพต่อไป
แต่ท่ามกลางสถานการณ์สงครามกลางเมืองที่ยังคงไร้ทีท่าว่าจะสงบลงในเร็ววัน การช่วยเหลือให้ผู้ลี้ภัยสามารถปรับตัวและดำเนินชีวิตอยู่ในประเทศที่พักพิงได้อย่างมีความหมาย ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เรื่องราวจาก Joy House บอกกับเราว่า บ้านหลังหนึ่งในชุมชนและห้องเรียนเล็กๆ ของโรงเรียนไทยในแม่สอดอาจดูไม่ยิ่งใหญ่นัก แต่คือจุดเริ่มต้นของความพยายามจากคนตัวเล็กๆ ในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ที่จับมือกันประคับประคองชีวิตให้รอดพ้นช่วงเวลาอันยากลำบาก พร้อมกับทำหน้าที่เชื่อมหัวใจของผู้คนจากสองวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน
ในพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ มิตรภาพและความเข้าใจข้ามพรมแดนกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ท่ามกลางอคติและหน้าประวัติศาสตร์ยาวนานซึ่งพยายามปลูกฝังให้คนทั้งสองประเทศมองกันและกันเป็นศัตรู แต่เมื่อก้าวข้ามอคตินั้น ยังมีพื้นที่ของความหวัง และความเป็นไปได้อื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่ความเกลียดชัง
“เราอยากสร้างสะพานเชื่อมระหว่างคนไทยกับคนเมียนมาต่อไป สร้างผลกระทบเชิงบวกเพื่อให้ทั้งสองประเทศมีประชาธิปไตยที่แท้จริง” คือสิ่งที่เอลิซาเบธกล่าวทิ้งท้ายก่อนฉันจะโบกมือลาทุกคนที่ Joy House
นั่นอาจเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องราวทั้งหมด และเป็นการส่งเสียงจากประชาชนไปถึงการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ เพื่อส่งสัญญาณเตือนว่าความขัดแย้งนี้ควรยุติลงเสียที เพราะตราบใดที่หัวใจของผู้คนยังเชื่อมโยงกัน การต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และประชาธิปไตยจะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าชัยชนะจะมาถึง

| ↑1 | ศิลปะการถักและผูกเชือกให้เกิดลวดลายสวยงามโดยไม่ใช้เข็มถัก ใช้ประดิษฐ์สิ่งของและเครื่องประดับต่างๆ เช่น กระเป๋า ผ้าม่าน โมบาย |
|---|---|
| ↑2 | ในช่วงเวลาที่ฉันลงพื้นที่เมื่อปี 2025 โครงการหยุดชะงักลงชั่วคราวเนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณจาก USAID แต่ใน 2026 นี้โครงการได้กลับมาดำเนินงานอีกครั้ง ฉันจึงมีโอกาสได้พูดคุยกับครูชฏาพรถึงมุมมองต่อความร่วมมือที่เกิดขึ้น |
Joy House การเมืองเมียนมา ความสัมพันธ์ไทย-พม่า ชาวเมียนมา บ้านจอย ผู้ลี้ภัย ผู้หนีภัยการสู้รบ รัฐประหารเมียนมา สงครามกลางเมืองเมียนมา สถานการณ์ผู้ลี้ภัย สุขภาพจิตของผู้ลี้ภัย อคติทางเชื้อชาติ เมียนมา แม่สอด
เรื่องและภาพ: ณัชชา สินคีรี
จบการศึกษาจากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนใจประเด็นด้านสังคมศาสตร์ ฝันอยากเปลี่ยนโลกด้วยการเล่าเรื่อง