JPMorgan กับมุมองหุ้นไทยและอาเซียน.!?


ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนภูมิภาคอาเซียนอย่างชัดเจน บทวิเคราะห์ล่าสุดของ JPMorgan สะท้อนภาพการลงทุนที่ต้องอาศัยทั้ง “ความระมัดระวัง” บางกลุ่มอุตสาหกรรม ควบคู่กับ “การเลือกสรรอย่างพิถีพิถัน” (Selective Buy) กลุ่มที่มีปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่กำลังเห็นสัญญาณการเปลี่ยนผ่านที่น่าสนใจ

โดย JPMorgan กลับมาวิเคราะห์หุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคอาเซียน ด้วยมุมมองแบบอนุรักษ์นิยม ปัจจัยกดดันหลักมาจากคาดการณ์ดุลน้ำมันดิบโลกที่เริ่มผ่อนคลายลงภายในปี 2027 ขณะที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นข้อจำกัดเพดานราคาหุ้นไม่ให้ปรับตัวขึ้นได้ไกล

PCHEM (มาเลเซีย): ถูกคงคำแนะนำ Underweight (ราคาเป้าหมาย 3.60 ริงกิต) ผลกระทบหลักมาจากราคาพลาสติกกลุ่ม PE, PP และยูเรียที่ถดถอย ประกอบกับปัญหาการดำเนินงานภายในที่เข้ามาบดบังจุดแข็งด้านต้นทุนวัตถุดิบ ทำให้ประมาณการกำไรปี 2027 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญ

PTG (มาเลเซีย): ให้คำแนะนำ Neutral (ราคาเป้าหมาย 17.30 ริงกิต) แม้มีโครงสร้างธุรกิจที่มั่นคงพร้อมอัตราเงินปันผลเกือบ 4% แต่ภาระงบลงทุน (CAPEX) ที่อยู่ในระดับสูงและ Valuation ที่ตึงตัว (P/BV 2.2 เท่า) ทำให้โอกาสการเติบโตจำกัด

BANPU (ไทย): ได้รับคำแนะนำ Neutral (ราคาเป้าหมาย 14.70 บาท) แม้การควบรวมกิจการจะช่วยปรับโครงสร้างองค์กรให้ดีขึ้น แต่ทิศทางราคาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ ที่ไร้ปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ ส่งผลให้ประมาณการ EBITDA ช่วงปี 2026-2027 ยังอยู่ระดับทรงตัว

ITMG (อินโดนีเซีย): ถูกปรับลดมุมมองลงมาอยู่ที่ “Neutral” เนื่องจากอัตรากำไรต่อหน่วยมีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027

กลุ่มการเงินไทย จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างและการเลือกสรรรายตัว JPMorgan ฉายภาพบวกต่อกลุ่มการเงินไทย โดยคาดว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนชนะตลาด (Outperform) ระยะยาว ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการขับเคลื่อนของนโยบายรัฐบาลใหม่ และการเติบโตของ Nominal GDP ที่คาดว่าจะเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4-5% ปี 2026/27 (เมื่อเทียบกับเฉลี่ย 3% ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา) นอกจากนี้มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดในอดีตเป็นเกราะป้องกันปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ในปัจจุบัน

การเลือกลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคาร จึงเน้นที่ KBANK ในฐานะหุ้นแกนหลักของพอร์ต และ BBL สำหรับการเก็งกำไรระยะสั้นจาก Valuation ที่ยังซ่อนมูลค่า ขณะที่กลุ่ม Non-Bank ทั้งหมดได้รับคำแนะนำ Overweight จากอานิสงส์การฟื้นตัวของกำลังซื้อและการขยายตัวของสินเชื่อ

กลุ่ม Healthcare การปรับฐานกำไรระยะสั้นกับการสร้าง Cash Flow ที่มั่นคง แม้ผลประกอบการไตรมาส 2/69 ของกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำจะต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้เล็กน้อย จนนำไปสู่การปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ลงประมาณ 1-3% แต่ JPMorgan คงน้ำหนักการลงทุนเป็น Overweight ทั้งใน BDMS (ราคาเป้าหมาย 24 บาท) และ BH (ราคาเป้าหมาย 240 บาท)

จุดเด่นที่น่าสนใจของ BH (โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์) คือ การปรับเพิ่มนโยบายการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) ขึ้นเป็น 90% (จากเดิม 70%) ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ขยับขึ้นมาสะดุดตาที่ระดับราว 5% ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจในเชิงการคุ้มครองความเสี่ยง (Defensive Play) ได้เป็นอย่างดี

คำแนะนำของ JPMorgan รอบนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการย้ายเม็ดเงินออกจากกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นต้น ที่เริ่มหมดรอบการเติบโต มุ่งเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศ (Domestic Plays) ที่ได้ประโยชน์จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของกำลังซื้อในท้องถิ่น นักลงทุนจึงควรปรับสัดส่วนพอร์ตโดยเน้นการสะสมหุ้น ที่มีงบการเงินแข็งแกร่งและมีกระแสเงินสดจากเงินปันผลเป็นหลัก