Justice For Myanmar ออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาลไทย เชิญมินอ่องหล่ายเยือน เรียกร้องหยุดให้ความชอบธรรมรัฐบาลทหาร
Justice For Myanmar กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมสำหรับประชาชนเมียนมา ออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาลไทย ในการเชิญพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา มาเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม
- ชี้ความร่วมมือกองทัพ-เอกชนไทย กับรัฐบาลทหารเมียนมา
- แก้ปัญหาสแกมเมอร์ ต้องมุ่งเป้าไปที่รัฐบาลทหารเมียนมา
“Justice For Myanmar ประณามการตัดสินใจของรัฐบาลไทยในการเชิญมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารและอาชญากรสงคราม มาเยือนอย่างเป็นทางการ”
แถลงการณ์ดังกล่าว เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยุติการสมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมระหว่างประเทศของรัฐบาลทหารเมียนมา และหยุดการให้ความชอบธรรมแบบผิดๆ แก่รัฐบาลทหารเมียนมา
โดย Justice For Myanmar ยังประณามความพยายามของไทยในการนำคณะรัฐบาลทหารกลับเข้าสู่อาเซียน รวมถึงการประชุมที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศของเมียนมาในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
นอกจานี้ Justice For Myanmar ยังเรียกร้องให้ไทยตัดแหล่งเงินทุน อาวุธ และเชื้อเพลิงเครื่องบินทั้งหมดที่ส่งให้กับรัฐบาลทหารเมียนมาและกองทัพเมียนมา และดำเนินคดีอาญาต่อรัฐบาลทหารเมียนมาและผู้สมรู้ร่วมคิดในกิจกรรมอาชญากรรมข้ามชาติและระหว่างประเทศ
พร้อมกันนี้ ยังเตือนไปยังภาคธุรกิจที่จะเข้าร่วมการเจรจากับมิน อ่อง หล่าย ระหว่างการเยือนไทย ว่ามีความเสี่ยงที่จะมีส่วนร่วมในอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และอาจถูกคว่ำบาตรจากนานาชาติ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุวาระการเดินทางมาเยือนไทยของมิน อ่อง หล่าย ในครั้งนี้ จะมีกำหนดการหารือกับรัฐบาลไทย ทั้งในเรื่องของชายแดน อย่างความร่วมมือในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ ยาเสพติด และการตั้งคณะทำงานร่วมดูแลเรื่องมลพิษในแม่น้ำชายแดน โดยเฉพาะแม่น้ำกก และการฟื้นฟูการค้าชายแดน
นอกจากนี้จะมีการจัดฟอรัมภาคธุรกิจ (Business Forum) ระหว่างไทยและเมียนมา ซึ่งเป็นฟอรัมพิเศษที่จะจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเชื้อเชิญภาคธุรกิจของไทยเข้าไปลงทุนในเมียนมาด้วย
ส่วนเรื่องสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมา สีหศักดิ์กล่าวว่า รัฐบาลไทยอยากให้เมียนมาเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ มีการพูดคุยกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ และหากมีส่วนใดที่ไทยพร้อมที่จะช่วยอํานวยความสะดวกให้ได้ ฝ่ายไทยก็ยินดี
ขณะที่ความพยายามในการนำเมียนมากลับสู่อาเซียนนั้น ที่ผ่านมาสีหศักดิ์ ยืนยันว่า ไทยสนับสนุนแนวทางการมีปฏิสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป (Calibrated Re-Engagement) ระหว่างอาเซียนกับรัฐบาลใหม่ของเมียนมา และยังคงยึดหลักฉันทมติ 5 ข้อ ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเมียนมา โดยพร้อมรับฟังทุกฝ่าย หวัง
ชี้ความร่วมมือกองทัพ-เอกชนไทย กับรัฐบาลทหารเมียนมา
ทั้งนี้ เนื้อหาแถลงการณ์ ยังระบุถึงการมีส่วนร่วมของกองทัพไทยกับรัฐบาลทหารเมียนมา เช่น การจัดการประชุมลับของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ในเมียนมาในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และการประชุมระหว่างกองทัพอากาศไทยกับพลอากาศเอกฮตุน อ่อง (Htun Aung) ผู้บัญชาการกองทัพอากาศเมียนมา ผู้ที่ถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และแคนาดาเมื่อปีที่แล้ว
ขณะที่กองทัพเรือไทยยังเพิ่มความร่วมมือกับรัฐบาลทหารเมียนมาหลังจากการเลือกตั้งซึ่งจัดขึ้นในเดือนธันวาคม 2025 และมกราคม 2026
แถลงการณ์ ยังอ้างว่ารายได้จากการส่งออกก๊าซธรรมชาติของเมียนมามายังประเทศไทย เป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนอาชญากรรมระหว่างประเทศของรัฐบาลทหารเมียนมา โดยชี้ว่ารายได้จากการส่งออกก๊าซของบริษัท Myanma Oil and Gas Enterprise (MOGE) เป็นแหล่งรายได้จากต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลทหาร และใช้เป็นเงินทุนสำหรับเชื้อเพลิงเครื่องบินและอาวุธที่จำเป็นในการโจมตีอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังกล่าวหาว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญสำหรับการจัดซื้ออาวุธของคณะรัฐบาลทหาร โดยอ้างถึงข้อมูลในปี 2567 ซึ่งผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมาระบุว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งจัดหาอาวุธหลักของคณะรัฐบาลทหารที่ซื้อผ่านระบบธนาคารระหว่างประเทศ หลังจากที่ธุรกรรมดังกล่าวจากสิงคโปร์ลดลงอย่างมาก
ขณะที่อ้างว่า บริษัทของไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงการบินของรัฐบาลทหารเมียนมา ภายหลังจากถูกคว่ำบาตร ในปี 2023 โดยระบุว่าบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยสองแห่งถูกเปิดโปงว่า จัดหาเชื้อเพลิงการบินมูลค่า 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่รัฐบาลทหารผ่านธนาคารไทย
แก้ปัญหาสแกมเมอร์ ต้องมุ่งเป้าไปที่รัฐบาลทหารเมียนมา
Justice For Myanmar ชี้ถึงวาระการเยือนของมิน อ่อง หล่าย ซึ่งรวมถึงการหารือกับไทยเกี่ยวกับปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์ (Online Scam) โดยระบุว่า หากประเทศไทยตั้งใจที่จะกำจัดปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์อย่างแท้จริง ก็ต้องมุ่งเป้าไปที่รัฐบาลทหารเมียนมาในฐานะต้นตอของปัญหา
พร้อมทั้งชี้ว่า กองทัพเมียนมาเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายธุรกิจอาชญากรรม ซึ่งให้การสนับสนุนกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการอำนวยความสะดวกให้กับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในเมืองเมียวดี อย่างกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (BGF) ซึ่งที่ผ่านมาถูกตั้งคำถามถึงการเปิดพื้นที่ให้มีการตั้งศูนย์สแกมขนาดใหญ่หลายแห่งติดชายแดนไทย
นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังเรียกร้องรัฐบาลไทยให้เร่งดำเนินการสืบสวนและดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่ครอบครัวมิน อ่อง หล่าย นำทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ มาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย
โดยอ้างถึงรายงานการสืบสวนของ Justice For Myanmar ที่เผยแพร่ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่าสมาชิกในครอบครัวของมิน อ่อง หล่าย ได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์หรูในโครงการย่านพระราม 9 ของกรุงเทพฯ ในราคา 98 ล้านบาท ในปี 2022 ซึ่ง Justice For Myanma เรียกร้องให้ทางการไทยยึดทรัพย์สิน และให้ความร่วมมือในการตรวจสอบความรับผิดชอบในระดับนานาชาติ
อ้างอิง :