KAsset จับมือ J.P. Morgan Asset Management ต่อยอดแนวคิด Core Portfolio สู่การวางแผนลงทุนตลอดชีวิต

โลกการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งวัฏจักรดอกเบี้ย ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการเกิดขึ้นของธีมลงทุนใหม่อย่าง AI และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ทำให้การลงทุนในยุคปัจจุบันไม่ได้มีเพียงโจทย์เรื่อง การหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่กลายเป็นเรื่องของการออกแบบพอร์ตที่สามารถรับมือความผันผวน และพาผู้ลงทุนไปถึงเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว

นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (KAsset) และพันธมิตรระดับโลกอย่าง J.P. Morgan Asset Management (JPMAM) เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ จากแนวคิด “Core Portfolio” ไปสู่ “Lifetime Investment Solutions” เพื่อสร้างโซลูชันการลงทุนที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุนไทยในทุกช่วงชีวิต

ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก K-WealthPLUS Series สามารถสร้างการเติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) รวมกว่า 100,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 2 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่อแนวคิดการลงทุนแบบ Core Portfolio และการกระจายลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก

K-WealthPLUS Series โตทะลุ 1 แสนล้านบาท

วิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (KAsset) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีของความร่วมมือระหว่าง KAsset และ JPMAM สามารถสร้างการเติบโตของ K-WealthPLUS Series ได้อย่างมีนัยสำคัญ จนมี AUM รวมกว่า 100,000 ล้านบาท

การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวนสูง ตั้งแต่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก เงินเฟ้อ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจแต่ละภูมิภาค 

อย่างไรก็ตามแนวคิด Core Portfolio ซึ่งเป็นหัวใจของ K-WealthPLUS Series ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เพราะช่วยให้ผู้ลงทุนมี “แกนหลัก” ของพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงผ่านสินทรัพย์หลายประเภท และลดการพึ่งพาการคาดการณ์ตลาดระยะสั้น

วิน กล่าวว่า แนวคิด Core Portfolio แตกต่างจากการเลือกกองทุนรายตัว เพราะไม่ได้มุ่งหวังจับจังหวะตลาด หรือเลือกสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เป็นการออกแบบพอร์ตหลักที่กระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ หลายภูมิภาค และบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ 

ในอดีตนักลงทุนจำนวนมากมักตัดสินใจลงทุนจากผลตอบแทนย้อนหลังหรือมองหาสินทรัพย์ที่กำลังเป็นกระแส แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดการเงินโลกได้พิสูจน์แล้วว่า การลงทุนที่เน้นสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไปอาจเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนที่คาดไม่ถึง

ตั้งแต่ช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ตลาดทั่วโลกเผชิญทั้งภาวะดอกเบี้ยต่ำ เงินเฟ้อสูง การปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วไปจนถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก นักลงทุนต้องเผชิญกับรอบตลาดที่เปลี่ยนเร็วขึ้น

แม้ในปัจจุบันตลาดหุ้นบางกลุ่ม โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและ AI ยังคงสร้างโอกาสการเติบโต แต่ความผันผวนที่สูงขึ้นทำให้นักลงทุนและผู้จัดการกองทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น แนวคิดการลงทุนจึงเริ่มเปลี่ยนจากลงทุนในสิ่งที่กำลังเติบโตสูงไปสู่ “การสร้างพอร์ตที่สามารถเติบโตได้ในทุกสภาวะตลาด”

Multi-Asset กลายเป็นกลยุทธ์หลักรับความไม่แน่นอน

หนึ่งในแนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมจัดการลงทุนทั่วโลก คือ การให้ความสำคัญกับ Multi-Asset Investment มากขึ้น เนื่องจากในอดีตนักลงทุนอาจได้รับผลตอบแทนจากสินทรัพย์บางประเภทอย่างชัดเจน เช่น หุ้นสหรัฐฯ ในช่วงตลาดขาขึ้น หรือพันธบัตรในช่วงดอกเบี้ยขาลง

แต่ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทั้งจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค ทำให้การกระจายลงทุนในหลายสินทรัพย์มีบทบาทมากขึ้น สำหรับ JPMAM มองว่าการลงทุนระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยการจัดสรรสินทรัพย์อย่างเหมาะสม (Asset Allocation) มากกว่าการเลือกสินทรัพย์รายตัว

หุ้นโลกยังมีโอกาส แต่ต้องบริหารความเสี่ยง

สำหรับมุมมองตลาดโลก JPMAM ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นโลก โดยแนะนำ Overweight Global Equity จากแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกที่ยังเติบโตได้ ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดหลักที่ JPMAM ให้น้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ จากผลประกอบการบริษัทขนาดใหญ่ที่แข็งแกร่ง การลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยี และเศรษฐกิจที่ยังมีความยืดหยุ่น หากราคาน้ำมันและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ไม่รุนแรงขึ้น คาดว่าการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ปีหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 13%

ในฝั่งเอเชีย JPMAM ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหลายตลาดที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง แม้แต่ละประเทศจะเผชิญปัจจัยเฉพาะตัวแตกต่างกัน โดยญี่ปุ่นได้รับมุมมองเชิงบวกเล็กน้อย (Slightly Overweight) จากการปฏิรูปบรรษัทภิบาล การจ่ายเงินปันผลที่สูงขึ้น และค่าเงินเยนที่ยังเอื้อต่อภาคส่งออก แม้ระยะสั้นตลาดจะผันผวนจากประเด็น Yen Carry Trade แต่ประเมินว่าไม่ได้มีความเสี่ยงเชิงระบบ และธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ขณะที่เกาหลีใต้ยังเป็นอีกตลาดที่ JPMAM มองบวกในระยะยาว (Overweight) จากการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และหน่วยความจำ ซึ่งยังได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก โดยคำสั่งซื้อในห่วงโซ่อุปทานยังยาวไปถึงปี 2027 อีกทั้งระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) ยังอยู่ในระดับน่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว

อย่างไรก็ตาม JPMAM เตือนว่าตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังมีความผันผวนสูง เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยใช้ Margin และ Leverage ในสัดส่วนสูง ส่งผลให้ตลาดตอบสนองต่อข่าวสารอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการลงทุนจึงต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดสัดส่วนการลงทุน (Position Sizing) และการบริหารความเสี่ยงควบคู่กันไป

สำหรับจีน JPMAM ยังคงมุมมองเป็นกลาง (Neutral) แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นแรงกดดันต่อการบริโภคภายในประเทศ แต่จีนยังมีจุดแข็งจากการลงทุนด้านพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และการเร่งสร้างระบบนิเวศด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า ขณะที่ตลาดยุโรปยังได้รับมุมมองเป็นกลางจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างทรงตัว

ในด้านตราสารหนี้ JPMAM มองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่อยู่ในระดับสูงราว 4.7% ทำให้ตราสารหนี้ต่างประเทศกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนระดับ 5-6% ซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็น “กันชน” ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนได้ดีกว่าตราสารหนี้ไทยในภาวะปัจจุบัน

ด้านตลาดหุ้นไทย KAsset ประเมินว่าดัชนี SET Index ยังมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 1,550-1,700 จุด โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ และดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงแนวโน้มเงินเฟ้อที่ทยอยชะลอลง หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ไม่รุนแรงกว่าที่ตลาดคาด

อย่างไรก็ดี KAsset ยอมรับว่าความเสี่ยงจากการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ยังต่ำ และกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างจำกัด ทำให้การคัดเลือกสินทรัพย์และการกระจายการลงทุนยังเป็นปัจจัยสำคัญ โดยให้น้ำหนักกับหุ้นขนาดใหญ่ที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งและจ่ายเงินปันผลสูง เช่น กลุ่มธนาคาร โรงไฟฟ้า และสื่อสาร

อีกประเด็นที่ทั้ง KAsset และ JPMAM ให้ความสำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงของกระแสเงินทุนในภูมิภาคเอเชีย ผู้บริหาร JPMAM ระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เม็ดเงินต่างชาติไม่ได้ไหลเข้าสู่อาเซียนมากนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นเพราะสัดส่วนของตลาดหุ้นอาเซียนในดัชนีการลงทุนระดับโลกทยอยลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้เม็ดเงินจากกองทุนที่อิงดัชนี (Passive Funds) มีน้ำหนักการลงทุนในภูมิภาคลดลงตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม KAsset มองว่า นี่กลับเป็นโอกาสของการลงทุนเชิงรุก (Active Investment) ผ่านการกระจายพอร์ตไปยังหุ้นเอเชียที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเริ่มฟื้นตัว หุ้นเอเชียหลายแห่งสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งผลให้พอร์ต Multi-Asset มีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้เร็วกว่าในหลายช่วงของวัฏจักรเศรษฐกิจ

จาก Core Portfolio สู่ Lifetime Investment Solutions

ทั้งนี้ความร่วมมือระหว่าง KAsset และ JPMAM ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ลงทุน แต่เป็นการต่อยอดองค์ความรู้ กระบวนการลงทุน และมุมมองตลาดระดับโลก เพื่อพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินของผู้ลงทุนไทยในระยะยาว

เอนีส ตียาสิริ Head of Southeast Asia and India Intermediaries, J.P. Morgan Asset Management กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งระหว่างความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนระดับโลกของ JPMAM และความเข้าใจพฤติกรรมผู้ลงทุนไทยของ KAsset

JPMAM นำองค์ความรู้ด้านการลงทุนระดับโลก กระบวนการวิเคราะห์ตลาด และประสบการณ์ด้านการบริหารพอร์ต Multi-Asset มาร่วมพัฒนาโซลูชันที่เหมาะกับบริบทของผู้ลงทุนไทย และทำให้ผู้ลงทุนเข้าถึงแนวคิดและกระบวนการลงทุนที่สถาบันระดับโลกใช้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรสินทรัพย์ การบริหารความเสี่ยง หรือการปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับภาวะตลาด

โดย เอนีส ระบุว่า เป้าหมายสำคัญ คือ การผลักดันแนวคิด Goals-based Investing หรือการลงทุนโดยมีเป้าหมายเป็นตัวตั้งแทนที่จะมองเพียงผลตอบแทนระยะสั้น เพราะในปัจจุบัน นักลงทุนทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมจากเลือกกองทุนที่ดีที่สุดไปสู่การสร้างแผนการลงทุนที่เหมาะกับเป้าหมายชีวิต โดยเฉพาะตลาดเกษียณอายุ (Retirement Investing) ที่มีความสำคัญมากขึ้น จากแนวโน้มประชากรสูงวัย และความต้องการวางแผนการเงินระยะยาว

เป้าหมายถัดไป ขยายโซลูชันลงทุนตลอดชีวิต

ปัจจุบัน KAsset เริ่มนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้กับแผนลงทุนเพื่อการเกษียณในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ผ่าน 2 ทางเลือก ได้แก่ แผนลงทุน K-WealthPLUS Series และ แผนลงทุน Life Path โดยฐานลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพของ KAsset มีทั้งหมด 5,645 บริษัท สมาชิกเกือบ 600,000 ราย และ AUM รวมกว่า 288,000 ล้านบาท ขณะที่แผนลงทุนดังกล่าวมีบริษัทเข้าร่วมแล้ว 594 บริษัท เพิ่มขึ้น 70% จากปีก่อน ครอบคลุมสมาชิกกว่า 13,000 ราย และมี AUM กว่า 5,323 ล้านบาท เติบโต 68%

โดยก้าวต่อไปของ KAsset คือการพัฒนา Lifetime Investment Solutions เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถวางแผนการเงินได้ตลอดเส้นทางชีวิต ตั้งแต่ช่วงสร้างความมั่งคั่ง การเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณ ไปจนถึงการบริหารเงินหลังเกษียณ เพื่อให้การลงทุนไม่ใช่เพียงการสร้างผลตอบแทนในแต่ละปี แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ตลอดทุกช่วงของชีวิต

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -