KKP ชี้ไทยมีโอกาสรับ FDI รอบใหม่ หลัง AI จ่อดันความต้องการใช้ไฟพุ่ง แต่โจทย์ใหญ่คือการขยับจาก ‘ปลายน้ำ’ สู่ ‘ต้นน้ำ’

KKP ชี้ไทยมีโอกาสรับ FDI รอบใหม่ หลัง AI จ่อดันความต้องการใช้ไฟพุ่ง หนุนดีมานด์อุตฯ ‘Power-Cooling-Infrastructure’ แต่โจทย์ใหญ่ของไทย คือการสร้างมูลค่าเพิ่ม ขยับจาก ‘ปลายน้ำ’ สู่ ‘ต้นน้ำ’

วันนี้ (14 กันยายน) ศุภพงศ์ เอี่ยมคงเอก นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เผยว่า การขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังสร้างความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ อาจเปิดโอกาสให้กับอุตสาหกรรมไทย สามารถคว้าเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ระลอกใหม่ได้

AI มีแนวโน้มใช้ไฟสูงขึ้นอีกมหาศาล

เทคโนโลยี AI แม้จะมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย แต่โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อย่าง Data Center กลับถูกต่อต้านอย่างรุนแรง เนื่องจาก Data Center ทำให้ความต้องการพลังงานในพื้นที่โดยรอบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าในพื้นที่รองรับไม่ทัน

โดย Bank of America Global Research ประเมินว่าการใช้กำลังไฟฟ้าในดาต้าเซนเตอร์อาจเพิ่มขึ้นกว่า 12 เท่าในเวลาเพียงแค่ 4 ปี สะท้อนจากตัวเลขการใช้พลังงานที่ 121 กิโลวัตต์ (kW) ต่อแร็ค (Server Rack) ในปี 2024 ตัวเลขดังกล่าวขยับขึ้นมาเป็น 177 kW ในปี 2026 และพุ่งเป็น 646 kW ในปี 2027 ก่อนจะทะยานสู่ 1,535 kW นับตั้งแต่ 2028 เป็นต้นไป

“วันนี้ที่บอกว่า AI ใช้พลังงานมหาศาล มันยังเทียบไม่ได้เลยกับพลังงานที่มันจะใช้ในอนาคต ที่จะเพิ่มขึ้นอีกเป็น 10 เท่า หรือ 100 เท่า” ศุภพงศ์กล่าว

เมื่อการใช้พลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้นมหาศาล ความร้อนจากการใช้ไฟฟ้าจะสูงขึ้นตามไปด้วย แต่สายไฟฟ้าตัวนำทองแดงแบบเดิมไม่มีเสถียรภาพพอ และมีประสิทธิภาพลดลงจากความร้อนที่สูงขึ้น

ด้วยเหตุนี้ KKP จึงมองเห็นโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบจ่ายไฟ ระบบระบายความร้อน และการรับส่งข้อมูล ผ่านเทคโนโลยี 800VDC และระบบเชื่อมต่อด้วยแสง (Optical Connectivity) ทดแทนการใช้สายทองแดงแบบเดิม

ไทยมีอุตฯ พร้อม รับโครงสร้างพลังงานยุคใหม่

ศุภพงศ์มองว่า แม้ไทยจะไม่ได้เป็นผู้ผลิตชิปหรือเจ้าของเทคโนโลยี AI รายใหญ่ของโลก แต่ไทยมีอุตสาหกรรมที่สามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของ Data Center ยุคใหม่ได้ โดย KKP แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

“ไทยอาจไม่มีชิปอย่าง Nvidia ไม่มีซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft, Oracle ไม่มีไซเบอร์ซีเคียวริตีอย่าง Crowdstrike แต่ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อโลกสมัยใหม่ทั้งหมด” ศุภพงศ์กล่าว

ทั้งนี้ Bank of America Global Research ระบุว่า มูลค่าตลาดที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 7.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และจะเพิ่มเป็น 12.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 ก่อนจะเพิ่มขึ้นอีกเป็น 21.8 พันล้านดอลลาร์ในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า

“หมายความว่า ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ ก็จะโตขึ้นเป็นสองเท่าภายใน 1-2 ปีข้างหน้า” ศุภพงศ์กล่าว

AI มาจริง แต่ผลประโยชน์ยังอยู่ปลายน้ำ

ศุภพงศ์กล่าวต่อว่า การขยายตัวของ AI และ Data Center กำลังเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย สะท้อนจากการเข้ามาลงทุนของบริษัทต่างชาติ ซึ่งช่วยสร้างทั้งเม็ดเงินลงทุนและการจ้างงานในประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ของมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ไทยยังอยู่ในตำแหน่งปลายน้ำ (Downstream) ของห่วงโซ่อุปทานเป็นหลัก เนื่องจากการลงทุนจำนวนมากเป็นการผลิตหรือประกอบฮาร์ดแวร์ ขณะที่กระบวนการที่ใช้เทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่า เช่น การออกแบบชิปหรือเทคโนโลยีต้นน้ำ ยังไม่ได้เกิดขึ้นในไทยมากนัก

ตัวอย่างบริษัทที่เข้ามามีฐานการผลิตในไทย ได้แก่ Analog Devices, Lumentum, Seagate และ Western Digital ซึ่งแม้จะสร้างการลงทุนและการจ้างงานเพิ่มขึ้น แต่การจ้างงานไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเท่าที่คาดหวัง เนื่องจากโรงงานยุคใหม่ใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) และเครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงานมากขึ้น

แม้ FDI ที่เข้ามาจะไม่ได้สร้างการจ้างงานในระดับที่สูงมาก แต่ยังช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจและทำให้ไทยมีบทบาทอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก “ก็ยังดีกว่าไม่มี” ศุภพงศ์กล่าว

เชื่อไทยอัปสตรีมได้มากขึ้น แต่ไม่ใช่เร็วๆ นี้

ศุภพงศ์มองว่า ไทยมีโอกาสขยับจากการผลิตปลายน้ำ (Downstream) ขึ้นไปสู่การผลิตต้นน้ำ (Upstream) มากขึ้น โดยหนึ่งในสัญญาณที่น่าสนใจคือ Analog Devices มีแผนขยายกิจกรรมในไทยไปสู่กระบวนการผลิตที่อยู่ต้นน้ำมากขึ้น สะท้อนว่าไทยมีศักยภาพในการยกระดับบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน หากสามารถสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมต่อการลงทุนได้

ทั้งนี้ ไทยมีข้อได้เปรียบจากการมีบทเรียนของประเทศเพื่อนบ้านที่เดินหน้า Upstream ไปก่อนแล้ว ทำให้สามารถนำประสบการณ์ดังกล่าวมาปรับใช้ได้เร็วขึ้น ประกอบกับไทยมีระบบการศึกษา ห่วงโซ่อุปทาน โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า และทำเลที่ตั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

“ผมเชื่อว่าไทยจะสามารถขยับขึ้นไปในอุตสาหกรรมต้นน้ำได้มากขึ้น แต่ไม่ใช่ในเร็วๆ นี้ เป็นสิ่งที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าไป อาจจะเป็นช่วง 5-10 ปีข้างหน้า” ศุภพงศ์กล่าว

ศุภพงศ์ยังมองว่า บริษัทสหรัฐฯ ที่เข้ามาทำธุรกิจปลายน้ำในไทยในปัจจุบัน มีโอกาสช่วยยกระดับห่วงโซ่การผลิตของไทยขึ้นไปสู่ต้นน้ำมากขึ้น โดยเฉพาะใน 2 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ การผลิตชิปสำหรับ AI และการผลิตชิป Analog ซึ่งเป็นชิปที่ทำหน้าที่ควบคุมและจัดการแรงดันไฟฟ้า และถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปจนถึง Power Supply ของคอมพิวเตอร์และฮาร์ดดิสก์