KSLถอดบทเรียนจากวิกฤตสู่การเติบโต ปักหมุดผู้นำอุตฯความหวานชู‘อ้อย’ อนาคตพลังงานหมุนเวียนไทย

อุตสาหกรรมน้ำตาลไทยเป็นสินค้าเกษตรและส่งออกสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ ซึ่งไทยเองครองอันดับผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ของโลก บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลอันดับ 3 ของประเทศ ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายมายาวนาน ชลัช ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ KSL Group เล่าให้ฟังว่า กลุ่มน้ำตาลขอนแก่น หรือ KSL Group ก่อตั้งขึ้นในปี 2488 ด้วยกำลังการผลิต 600 กิโลกรัมต่อวัน กว่า 8 ทศวรรษที่ผ่านมาเราพัฒนากระบวนการผลิตและนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันเรามีกำลังการผลิตถึง 150,000 ตันอ้อยต่อวัน เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลอันดับ 3 ของประเทศไทย ที่ส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้คนไทยและส่งออกทั่วโลก” สะท้อนการเติบโตที่มาจากความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจเพื่อผลิตสินค้าที่ดี มีคุณภาพ และได้มาตรฐานสากล เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

“ตลอด 80 ปี เราผ่านบททดสอบที่หล่อหลอมให้เราเกิดการเรียนรู้และริเริ่มสร้างมาตรฐานของอุตสาหกรรมอย่างก้าวกระโดดมาหลายครั้ง ชลัช ย้ำ พร้อมเล่าต่อว่า เราได้นำเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นมาถอดเป็นบทเรียนจากวิกฤตสู่การเติบโต เริ่มจากในปี 2535 เราเผชิญกับวิกฤตกากน้ำตาลรั่วไหลลงแหล่งน้ำสาธารณะ เป็นเหตุการณ์ที่สร้างบทเรียนสำคัญให้เรายกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการโรงงาน ควบคู่กับการออก พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ

มาปี 2540 ในวิกฤตต้มยำกุ้ง ทั้งประเทศเจอกับวิกฤตค่าเงินบาทลอยตัว ถือเป็นบทเรียนสำคัญด้านการบริหารจัดการเงินอย่างรัดกุมและรอบคอบ ซึ่งเป็นรากฐานวินัยทางการเงินของบริษัทจนถึงปัจจุบัน

และปี 2562 วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 การค้าชะงักและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลักดันให้ธุรกิจต้องปรับตัว เราพบโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำตาลเพื่อสุขภาพ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และได้สร้างมิติใหม่ให้กับวงการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล

ชลัช บอกอีกว่าจากวิกฤตที่ผ่านมา กลยุทธ์ที่ทำให้กลุ่มน้ำตาลขอนแก่นก้าวผ่านบททดสอบสู่การเติบโต คือ “การมีวินัยทางการเงิน เพราะเงินคือกุญแจสำคัญในการบริหารธุรกิจทั้งในภาวะปกติและฉุกเฉิน เลือกลงทุนในสิ่งที่ตอบโจทย์ มองให้ออกถึงความต้องการของลูกค้าและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงทิศทางของตลาด และอุตสาหกรรม แล้วเลือกลงทุนให้ตรงจุด มองปัญหาในมุมกว้าง เมื่อเกิดปัญหาให้ถอยออกมามองในภาพรวม เพื่อให้เห็นจุดเชื่อมโยง ลดจุดบอด ป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำซ้อน สุดท้ายทุกธุรกิจ ต้องสร้างผู้สืบทอด เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกัน ป้องกันความเสี่ยง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และส่งต่อธุรกิจให้กับคนรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการส่งต่อธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นอย่างมั่นคง

ชลัช เล่าอีกว่า ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้อ้อย ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบของน้ำตาล แต่เป็นวัตถุดิบต้นทางของพลังงานชีวภาพอื่นๆ อาทิ ไฟฟ้าชีวมวล เอทานอล ก๊าซชีวภาพ และปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐก็จะกลายเป็นอนาคตพลังงานหมุนเวียนทางเลือกของไทย ที่จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

โดยสถิติผลผลิตอ้อยไทย ย้อนหลัง 3 ปี พบว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฤดูการผลิตปี 66/67 มีผลผลิตอ้อยอยู่ที่ 82.17 ล้านตัน ฤดูการผลิตปี 67/68 อยู่ที่ 92.04 ล้านตัน และฤดูการผลิตปี 68/69 อยู่ที่ 105.86 ล้านตัน โดยมีปัจจัยจากสภาพอากาศและปริมาณน้ำฝนที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกมากขึ้น

พร้อมทั้งย้ำว่า แม้แนวโน้มผลผลิตอ้อยโดยรวมจะปรับตัวดีขึ้น แต่อุตสาหกรรมยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงสำคัญอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศและปริมาณน้ำฝนในแต่ละปี ซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดปริมาณผลผลิตอ้อย รวมถึงแรงงาน และราคาต้นทุนพลังงาน อาทิ น้ำมันและปุ๋ยเคมี ที่ยังคงผันผวนและส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรชาวไร่อ้อย ขณะเดียวกันนโยบายลดการเผาอ้อยที่เข้มข้น เป็นตัวเร่งให้หน่วยงานราชการ โรงงาน และเกษตรกร ร่วมกันเปลี่ยนผ่านสู่การเก็บเกี่ยวอ้อยสดแล้วกว่า 96.20% ทำให้ปัจจุบันมีปริมาณอ้อยเผาในระบบเพียง 3.80% สะท้อนภาพความร่วมมือในการลดฝุ่น PM 2.5 จากการเผาอ้อยในฤดูเก็บเกี่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

ชลัช บอกว่าปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยในระยะถัดไป เรายังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนรับมือล่วงหน้า และเรามีจุดแข็ง คือการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการผลิต ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เราสามารถพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ได้อย่างต่อเนื่องตลอด 80 ปีที่ผ่านมา แผนธุรกิจนับจากนี้คือการมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อนำทรัพยากรที่มีอยู่ในกระบวนการผลิตไปต่อยอดสู่ ธุรกิจความหวานและพลังงานหมุนเวียน ในมิติใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น กากอ้อย วัตถุดิบตั้งต้นสู่พลังงานชีวมวลและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ไฟฟ้าชีวมวล ต่อยอดสู่ธุรกิจพลังงานสะอาด กากน้ำตาล วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และ ปุ๋ยอินทรีย์ หมุนเวียนทรัพยากรกลับสู่ภาคเกษตรอย่างครบวงจร

ดังนั้น การผนึกกำลังกับพันธมิตรจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจหลักและเปิดโอกาสการเติบโตใหม่ๆ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำนวัตกรรมพลังงานธรรมชาติ เพื่อทุกความต้องการ ขณะเดียวกัน เราตระหนักดีว่ายังมีเรื่องท้าทายที่ต้องเดินหน้าศึกษาและพัฒนาอย่างจริงจังต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว และการมุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นเป้าหมายของภาครัฐและตลาดโลกที่เราต้องร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเติบโตในระยะยาว

“ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับการเติบโตควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด ‘สร้างสุขที่ยั่งยืน’ มาอย่างต่อเนื่อง และจะยังคงเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาธุรกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและเกษตรกรชาวไร่อ้อย และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยเติบโตไปพร้อมกับสังคมและโลกใบนี้ในระยะยาว” ชลัช กล่าวทิ้งท้าย.