LH Bank ย้ำ “อนันต์ อัศวโภคิน” ไม่กระทบการบริหาร เดินหน้าดันสินเชื่อโต10-12%


นายฉี ชิง-ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank เปิดเผยว่า กรณีกระแสข่าวเกี่ยวกับ “นายอนันต์ อัศวโภคิน” ยืนยันว่า ไม่มีผลกระทบต่อการบริหารงานและทิศทางการดำเนินธุรกิจของธนาคาร เนื่องจากปัจจุบัน”นายอนันต์”ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารงานของธนาคารมาเป็นระยะเวลานานแล้ว โดยโครงสร้างการถือหุ้นเป็นการถือผ่านบริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH ซึ่งถือหุ้นในบริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG ในสัดส่วน 30%

สำหรับกลยุทธ์การดำเนินงานในปีนี้ ธนาคารยังมุ่งเน้นการเติบโตของสินเชื่อรวมที่ระดับ 10-12% โดยให้ความสำคัญกับสินเชื่อที่มีผลตอบแทนเหมาะสม ทั้งกลุ่มสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) สินเชื่อรายย่อย และสินเชื่อบ้าน รวมถึงการขยายธุรกิจ International Business ที่คาดว่าจะเติบโตประมาณ 50% จากแรงหนุนของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทคจากจีนและไต้หวันที่เข้ามาย้ายฐานการผลิตในประเทศไทย

นายฉี กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรก ธนาคารสามารถขยายธุรกิจ International Business ได้แล้ว 27% โดยลูกค้าหลักเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทย เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ AI และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board :PCB ) ซึ่งหลายโครงการเริ่มก่อสร้างโรงงานแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างเข้าสู่กระบวนการผลิตและส่งออก ส่งผลให้ความต้องการบริการทางการเงิน ทั้งสินเชื่อธุรกิจระหว่างประเทศ ธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ (FX) และ Trade Finance มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

ด้านรายได้ค่าธรรมเนียม ธนาคารคาดว่าจะยังรักษาการเติบโตได้ดี โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากธุรกรรมทางการเงิน (Transactional Banking) การจำหน่ายกองทุนรวม โดยเฉพาะกองทุนที่ลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีต่างประเทศ รวมถึงธุรกิจประกันผ่านธนาคาร (Bancassurance) ขณะที่รายได้จากธุรกรรมเงินตราต่างประเทศ (Foreign Exchange : FX) ยังคงได้รับแรงหนุนจากการขยายฐานลูกค้ากลุ่มผู้นำเข้าและส่งออก ท่ามกลางความผันผวนของค่าเงินบาท

สำหรับแนวโน้มส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ธนาคารคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวตลอดทั้งปี พร้อมเดินหน้าบริหารต้นทุนทางการเงิน (Cost of Funding) และเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อกลุ่ม High Yield เพื่อช่วยผลักดัน NIM ให้ปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะสินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อย

ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ยังเป็นประเด็นที่ธนาคารติดตามอย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันอัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ 2.56% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากแรงกดดันในกลุ่ม SME ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ธนาคารคาดว่าการตั้งสำรองในช่วงครึ่งปีหลังจะอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิมหรือลดลงเล็กน้อย หลังมีการบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่ออย่างรอบคอบ

นอกจากนี้ LH Bank ยังให้ความสำคัญกับสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อกลุ่มดังกล่าวปีนี้ที่ 6,000 ล้านบาท ปัจจุบันทำได้แล้วประมาณ 5,800 ล้านบาท และวางเป้าหมายระยะยาวเพิ่มพอร์ตสินเชื่อยั่งยืนเป็น 30,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่ลงทุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักรและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ด้านการสนับสนุน SME ธนาคารนำโปรแกรม “FLY” มาใช้ในการวิเคราะห์ศักยภาพรายอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการอนุมัติสินเชื่อ พร้อมใช้กลไกการค้ำประกันจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการรายเล็ก

ส่วนทิศทางค่าเงินบาทในช่วงไตรมาส 3 ธนาคารประเมินว่ามีโอกาสอ่อนค่าลง จากปัจจัยราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ฤดูกาลท่องเที่ยวที่เข้าสู่ช่วง Low Season และความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม คาดว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปีจากแรงหนุนของฤดูกาลท่องเที่ยว High Season และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวมากขึ้น

Back to top button