Longevity Economy: โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย - มติชนสุดสัปดาห์

วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ณ The Crystal Box, Gaysorn Tower ชั้น 19 มติชน ได้เปิดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองในงาน EXCLUSIVE MEETING ’NEW TOURISM NEW ECONOMY: เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย

ในช่วงแรก ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ขึ้นพูดในหัวข้อ Longevity Economy โอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย ดำเนินรายการโดย อ๊อก – เอกภัทร์ เชิดธรรมธร “Longevity Economy มันเป็นเรื่องที่เป็นไฟต์บังคับ เพราะประชากรไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว”

ดร.ศุภวุฒิกล่าวถึงตัวเลขจากจำนวนตัวเลขผู้สูงอายุไทยในช่วงต้นศตวรรษว่าเรามีผู้สูงอายุจำนวน 7.5 ล้านคน ตอนนี้เป็น 14.5 ล้านคนแล้วในปัจจุบัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก ที่น่ากังวลคือจำนวนประชากรไทยเริ่มลดลง จากการค้นดูข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย ดร.ศุภวุฒิระบุบว่าประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 64 ล้านคนในปี 2040 เร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ส่วนอัตราส่วนวัยทำงานต่อผู้สูงอายุหนึ่งคนก็ลดฮวบจาก 7.07 คนต่อ 1 คนในต้นศตวรรษ ตอนนี้ใกล้ 3.5 คนต่อ 1 คนในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเหลือเพียง 1.8 คนต่อ 1 คน ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าถ้าเราทำ Longevity Economy ตัวเลขพวกนี้มันจะสามารถเปลี่ยนไปได้

ดร.ศุภวุฒิยังชี้ให้เห็นภาระงบประมาณด้านสุขภาพที่ขยายตัวเฉลี่ยราวปีละ 6% ของ GDP สำหรับระบบบัตรทอง และราว 5% สำหรับสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งพบว่าผู้ป่วยกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุดเพียง 5% ของระบบบัตรทองใช้งบประมาณไปถึง 50% ของทั้งระบบ โดยกลุ่มนี้มีลักษณะร่วมคือ อายุมาก เพศชาย และมีโรคร่วมหลายโรคพร้อมกัน

ดร.ศุภวุฒิยังกล่าวถึงภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม Manufacturing ในช่วงก่อนหน้านี้ GDP โตมาก แต่ตอนหลังจะสังเกตว่าตั้งแต่ประเทศจีนเข้าไป WTO เริ่มแข่งขัน และมีศักยภาพการผลิตมากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนการขยายตัว Manufacturing ของเราโตแค่ 1.6% ตอนช่วงโควิดพอหลังโควิดแทบไม่จะโตเลย ถึงแม้ว่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมโตขึ้นแต่มันเป็นส่วนของการเอาเข้าชิ้นส่วนมมาประกอบแล้วส่งออก ขณะที่ภาครัฐต้องอุ้มเศรษฐกิจเพราะขาดดุลงบประมาณเพื่อพยุงเศรษฐกิจในสัดส่วนที่สูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP

สังเกตภาคอุตสาหกรรมเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP มันไหลลงมาเรื่อยๆแต่ภาคที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็คือภาคบริการ Longevity Economy, Medical Tourism พวกนี้เป็นบริการทั้งหมด ซึ่งนับรวมมูลค่าทางตรงและทางอ้อม พบว่าสัดส่วนต่อ GDP ขยายตัวจาก 11.45% ในปี 2010 คิดเป็น 22.99% ก่อนโควิด แม้จะทรุดเหลือ 2.7% ช่วงโควิด แต่ปัจจุบันฟื้นกลับมาอยู่ที่ 18.32% แล้ว

ขณะที่ Global Wellness Institute ประเมินมูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ทั่วโลกไว้ที่ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตเฉลี่ยปีละ 6.2% (CAGR) ส่วนของไทยมีมูลค่าประมาณ 4.27 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 7.6% ของ GDP ไทย โดยไทยอยู่ในอันดับที่ 24 ของโลก และอันดับ 9 ของภูมิภาค ดร.ศุภวุฒิ ประเมินว่าหากรวมภาคท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสุขภาพเข้าด้วยกัน ไทยมีศักยภาพขยายสัดส่วนนี้ขึ้นไปถึง 30-40% ของ GDP ได้ในอนาคต

ดร.ศุภวุฒิกล่าวถึงแนวทางหลัก 4 ข้อว่าการจะยกระดับไทยสู่ Wellness Economy ถ้าทำได้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคน และสร้างภาพลักษณ์ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่คนมาอยู่แล้วอายุยืน อยู่แล้วสุขภาพดี ผมอยากให้ภาพของประเทศไทยเป็นอย่างนั้น เป็นhealthcare ไม่ใช่ medical care โดยข้อที่ 1. เน้นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่น่าประทับใจในเชิงต่อยอดคุณภาพชีวิตมากกว่าส่งเสริมปริมมาณการท่องเที่ยว

2. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะการป้องกันการถูกเอาเปรียบและถูกโกงตรงนี้ดร.ศุภวุฒิระบุว่าเป็นเรื่องที่เรายังต้อง Work in Progress มากๆ ประเทศไทยจะต้องพูดกันปากต่อปากว่าเป็นประเทศที่ปลอดภัย

3.ปรับปรุงหน่วยงานของรัฐให้เป็น Facilitator ของภาคเอกชนไม่ใช่เป็นแค่ Regulator หมายถึงเวลาที่คุณอยากจะเป็น Functional Food คุณอยากจะเป็นประเทศที่มีอาหารอร่อยที่สุดทั้งคนมีสุขภาพดีที่สุด รัฐบาลต้องเป็น Facilitator ในการเปิดเสรีตลาด

4. Medical Hub ผมให้ความสนใจเป็นอย่างมากในข้อนี้หากไทยจะเป็น Medical Hub จะต้องเร่งผลิตบุคลากรทางการแพทย์ และเพิ่มเทคโนโลยี รวมทั้งการรวมศูนย์ข้อมูลสุขภาพของประชาชน และต้องเก็บภาษีจากชาวต่างชาติ ที่มารักษาพยาบาลที่ประเทศไทยเพื่อความเสมอภาคต่อคนไทย เพราะถ้าเราทำจนเป็น Medical Hub Social Hub ได้จริง แล้วมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมา Medical Tourism เยอะจริงมันจะเป็นการดึงทรัพยากรออกไปจากระบบสาธารณสุขไปสู่คนต่างชาติ เลยต้องมีการเก็บภาษีจากชาวต่างชาติ

ดร.ศุภวุฒิยังทิ้งท้ายถึงเคล็ดลับแนวทางการดูแลสุขภาพคือ ควบคุมอาหารลดการกินสักมื้อเพิ่มการออกกำลังกาย เช่นการออกไปวิ่ง และรักษาเกณฑ์รอบเอวไม่ให้เกินครึ่งของส่วนสูง

ในช่วงที่สอง นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ขึ้นพูดบนเวทีในหัวข้อ New Tourism ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตใหม่ “การท่องเที่ยวของเราถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับเปลี่ยนขับเคลื่อนไปสู่ยุคใหม่ New Tourism”

นายนิธีกล่าวว่าวันนี้เป็นหัวข้อที่ชัดเจนมากว่าเป็นเรื่องของการเจาะในเรื่องอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในเชิงสุขภาพ แล้วก็นำไปสู่เรื่องของ New Tourism ที่ผ่านมา ททท. ขายวัฒนธรรม แต่ยุคนี้เราต้องเปลี่ยนอย่างที่พูดกันบ่อยๆ Value Over Volume มันต้องเป็นในเรื่องของ Wellness Economy ที่กำลังเติบโต

เพราะเทรนด์ของการท่องเที่ยวมันเปลี่ยนไป คงไม่ได้มองแค่เรื่องตัวเลขหรือพฤติกรรมของคน เพราะคนมีเหตุผลในการเดินทางมากขึ้นให้มองว่าเรื่องสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางท่องเที่ยว เพราะว่าประเทศไทยเราก็มีบริการที่ทำให้นักท่องเที่ยวได้มีสุขภาพดีขึ้นอย่างสปา การนวดแผนไทย และมีเรื่องของ Community ฟื้นฟูกายใจให้ประสบการณ์ที่มีความหมาย ดังนั้นการท่องเที่ยวยุคใหม่ไม่ได้วัดจากจำนวนคน แต่มองว่าคุณค่าที่นักท่องเที่ยวจะได้มีอะไรบ้าง เรามองว่า Quality Volume เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องให้ความสำคัญมากกว่าจำนวนคน เรามองถึงเรื่องการสร้างมูลค่ากับนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อว่าสิ่งที่เขาจ่ายสูงขึ้นเนี่ยเขาจ่ายไปที่ชุมชนคนรากหญ้า และได้รับประสบการณ์ที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการ นายนิธียังย้ำถึงการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ อาจนำไปสู่การทำลายทรัพยากรธรรมชาติได้

นายนิธีระบุว่า Wellness Economy ของประเทศไทยเรา สี่หมื่นกว่าล้านก็เป็นสิ่งที่มี Market Share ซึ่งค่อนข้างสูงประมาณ 7.6% ของ GDP ตรงนี้เป็นการยืนยันว่า Wellness Tourism & Medical Wellness เป็นส่วนที่สำคัญมีการเจริญเติบโตเร็วและมีมูลค่าสูง มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการท่องเที่ยวไทย และ ททท. ขับเคลื่อนตามลำพังไม่ได้เราคงต้องทำร่วมกับผู้เกี่ยวข้องในหลายภาคส่วนทั้งภาคเอกชนภาครัฐ ททท.จะใช้โอกาสในเรื่องของการผลักดันให้ประเทศไทยในconcept ‘HEALING IS The New Luxury ให้เป็นWellness Valley เมืองแห่ง Wellness มีความพร้อมทั้งในเรื่องของบุคลากร สถานประกอบการแล้วก็องค์ประกอบอื่นๆ ที่สามารถเอื้ออำนวยให้คนสามารถมี Longevity ได้

นายนิธีกล่าวถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของการท่องเที่ยว Game Changer คือ 5 Economy ยกระดับการท่องเที่ยวที่ผลักดันมาตลอด 1 ปีที่ผ่านมาและทาง ททท. จะขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็น 1. Life Economy ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ 2. Subculture Economy เจาะกลุ่มความสนใจเฉพาะทาง เช่นอย่างเทรนด์การออกกำลังการที่กลุ่มคนที่ชอบไปเต้นแอโรบิคที่สวนจากกลุ่มเล็กก็จะกลายเป็นกลุ่มใหญ่กระจายความนิยมทั่วประเทศ 3. Night Economy การสร้างมูลค่าเพิ่มจากการท่องเที่ยวในเวลากลางคืน เรื่องของ Night Life ที่สามารถทุกคนไปเดิน ไปเที่ยว ไปซื้อของ ไปกินอะไรต่างๆแน่นอนสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแหล่งท่องเที่ยวต่างๆได้หลายที่ถือว่าเป็น New Activity 4. Circular Economy การปรับมุมมองสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แล้วก็ 5. Platform Economy การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเข้าถึงนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งตอนนี้ ททท. ก็ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

นายนิธีกล่าวว่าประเทศไทยเรามีจุดแข็งไม่ว่าจะเรื่องของความเชี่ยวชาญในด้านสุขภาพ Wellness ที่มีความหลากหลายแล้วก็ทั้งเรื่องของภูมิปัญญาไทยเองเราก็มีความโดดเด่นและแตกต่างสำคัญทางทรัพยากรหรือการท่องเที่ยวอื่น ๆ เราก็มีความพร้อมทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม การให้บริการของคนไทยตรงนี้เป็นจุดแข็งของประเทศไทยที่ประเทศอื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ และกล่าวปิดท้ายว่าเราทุกคนต้องช่วยกันขับเคลื่อนพาประเทศไทยไปสู่ New Tourism ในโหมด Wellness Economy ไปด้วยกัน