“ลงทุนสุขภาพ ดีกว่าจ่ายค่าหมอ” เจาะเทรนด์ Longevity ซัมซุงหวังปรับ Smartwatch เป็นหมอประจำข้อมือ - Marketeer Online
ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะ “Healthy Longevity” หรือแนวคิด “อยากมีอายุยืนยาว แบบที่ร่างกายแข็งแรงและไม่เป็นภาระใคร
โดยเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่กระแสชั่วคราว แต่กำลังสร้างเค้กเศรษฐกิจก้อนใหญ่ระดับโลก Global Wellness Institute (GWI) ปี 2026 ระบุว่า Wellness ทั่วโลกมูลค่าเศรษฐกิจ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 230 ล้านล้านบาท) เติบโต 6.5% ต่อปี ซึ่งโตไวกว่า GDP โลกเกือบเท่าตัว ขณะที่ตลาด Wellness ของไทยมีมูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท ติดอันดับ 24 ของโลก และขึ้นเป็นอันดับ 9 ของเอเชียแปซิฟิก
สุภัค จิระมงคลรัตน์ ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ ด้านอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Wearable Devices) บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า ตลาดอุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) กำลังเติบโตจาก 3 เทรนด์สำคัญของผู้บริโภค ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันให้แบรนด์ต้องพัฒนานวัตกรรมให้ตอบโจทย์มากขึ้น
1. คนยุคใหม่หันมาดูแลสุขภาพก่อนป่วย
ผู้บริโภคไม่ได้รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษาเหมือนในอดีต โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และวัยทำงานที่ต้องการป้องกันโรคตั้งแต่ต้น จึงมองหาอุปกรณ์ที่ช่วยติดตามสุขภาพได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการนอน การเต้นของหัวใจ ระดับความเครียด หรือการออกกำลังกาย เพื่อนำข้อมูลไปปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตก่อนเกิดโรคเรื้อรัง
2. การดูแลสุขภาพกลายเป็นไลฟ์สไตล์ใหม่
รูปแบบการเข้าสังคมกำลังเปลี่ยนไป จากการดื่มสังสรรค์หรือเที่ยวกลางคืน มาเป็นการเข้าร่วมรันคลับ คลาสออกกำลังกาย หรือกิจกรรมเพื่อสุขภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกัน การบันทึกและแชร์ข้อมูลสุขภาพในแต่ละวันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนก้าว การนอน หรือผลการออกกำลังกาย ซึ่งช่วยสร้างแรงจูงใจในการดูแลตัวเองและตั้งเป้าหมายด้านสุขภาพ
3. อุปกรณ์สวมใส่กำลังทำหน้าที่เหมือนห้องตรวจสุขภาพ
ปัจจุบันการนับก้าวเดินหรือวัดแคลอรีไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องการข้อมูลสุขภาพที่ละเอียดและแม่นยำมากขึ้น เพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงและดูแลร่างกายในชีวิตประจำวัน โดยไม่จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลหรือห้องแล็บเป็นประจำ
จากอินไซต์สู่กลยุทธ์ เปลี่ยน Smartwatch จากอุปกรณ์ออกกำลังกายเป็น “ผู้ช่วยดูแลสุขภาพ”
สุภัค กล่าวต่อว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน Samsung จึงปรับบทบาทของสมาร์ทวอทช์ จากเดิมที่หลายคนมองว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับออกกำลังกาย มาเป็น Everyday Health Companion หรือผู้ช่วยดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ที่ช่วยติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพได้ตลอดเวลา
Samsung พัฒนาฟีเจอร์หลัก 4 ด้าน เพื่อตอบโจทย์การดูแลสุขภาพแบบรอบด้าน ได้แก่
1. วัดโภชนาการจากข้อมูลในร่างกาย
สมาร์ทวอทช์สามารถตรวจวัดค่า AGEs Index ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงจากการสะสมน้ำตาลในร่างกาย และช่วยประเมินความเสี่ยงโรคเบาหวาน รวมถึงวัดระดับ Carotenoids เพื่อดูว่าร่างกายได้รับผักและผลไม้เพียงพอสำหรับเสริมภูมิคุ้มกันหรือไม่
2. วิเคราะห์คุณภาพการนอน
อุปกรณ์สามารถบันทึกเสียงกรนเพื่อนำมาวิเคราะห์คุณภาพการนอน พร้อมมีฟีเจอร์คัดกรองภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานจาก FDA
3. วิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย
นอกจากชั่งน้ำหนักแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถตรวจสอบเปอร์เซ็นต์ไขมัน มวลกล้ามเนื้อ และองค์ประกอบร่างกายได้ทุกวัน ทำให้เห็นภาพสุขภาพที่ละเอียดกว่าการดูตัวเลขน้ำหนักเพียงอย่างเดียว
4. ติดตามระดับความเครียด
ระบบสามารถวัดและแจ้งเตือนระดับความเครียดแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้ใช้รับรู้ความผิดปกติของร่างกายและจัดการความเครียดได้ก่อนส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว
ขยายฐานลูกค้าจากสายกีฬา สู่ผู้ใช้ทั่วไป
ในด้านการตลาด Samsung ยังปรับดีไซน์ให้เรียบง่าย น้ำหนักเบา และสวมใส่สบายมากขึ้น เพื่อให้ใส่ได้ทั้งวันและใส่นอน จึงเข้าถึงผู้ใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มคนรักเทคโนโลยีหรือสายออกกำลังกายเหมือนในอดีต
พร้อมกันนี้ ยังแบ่งสินค้าออกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน ได้แก่ รุ่นมาตรฐานสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน และรุ่นสำหรับผู้ที่ชอบกิจกรรมกลางแจ้งหรือการออกกำลังกายแบบหนัก โดยจุดขายสำคัญคือการนำฟีเจอร์ด้านสุขภาพที่ใกล้เคียงการตรวจในโรงพยาบาล มาอยู่ในอุปกรณ์ที่ผู้บริโภคทั่วไปเข้าถึงได้
งานวิจัยยืนยัน คนไทยยอมลงทุนกับสุขภาพมากขึ้น
แนวทางของ Samsung ยังสอดคล้องกับผลวิจัยของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ที่พบว่า คนรุ่น Gen Y และ Gen Z เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด Longevity หรือการดูแลสุขภาพเพื่ออายุที่ยืนยาว ซึ่งเติบโตถึง 30%
ปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาสุขภาพของคนไทย โดยข้อมูลจาก สวรส. และคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า คนไทยมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนกว่า 27.4 ล้านคน และอีก 5.7 ล้านคน มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจการป้องกันโรคมากกว่าการรักษาเมื่อป่วย
อินไซต์จาก Virgin Active ประเทศไทย
ผลสำรวจยังพบว่า
● 71% ของคนไทยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากกว่าปีก่อน
● 78% มองว่าการดูแลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ขณะที่ 77% ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายควบคู่กับการดูแลสุขภาพจิต
● อย่างไรก็ตาม 66% รู้สึกกดดันจากข้อมูลด้านสุขภาพที่มีอยู่จำนวนมาก และ 76% ระบุว่าแยกข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญกับข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือได้ยาก